ซูเปอร์เอลนีโญพ่นพิษ ไทยเกิด "มหาภัยแล้ง 2569" ฉุด GDP ร่วงเหลือ 1.7%

ภัยพิบัติ
13:47
จำนวนผู้ชม 144
Thai PBS
ซูเปอร์เอลนีโญพ่นพิษ ไทยเกิด "มหาภัยแล้ง 2569" ฉุด GDP ร่วงเหลือ 1.7%
ไทยกำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งครั้งใหญ่จากซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงกว่าหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลน้ำต้นทุนลดฮวบ พื้นที่เกษตรเสี่ยงเสียหาย ภาคอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันด้านน้ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอาหารมีแนวโน้มพุ่งสูง กระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบ ทางด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษ เมื่อการหมุนเวียนของสภาพภูมิอากาศโลกได้แปรปรวนเข้าสู่สภาวะสุดขั้วอย่างเต็มรูปแบบ ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ปี 2569 ร่วมกับปัจจัยความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับสากล

ได้เข้ามากดดันและกระทบกระแทก โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ตั้งแต่ระบบฐานรากของภาคเกษตรกรรมไทย ไปจนถึงโครงข่ายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่เพียงปัญหาภัยแล้งชั่วคราวตามฤดูกาล แต่มีลักษณะเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ที่กำลังส่งผลต่อทิศทางการเติบโตของประเทศในระยะยาว

พลิกสถิติย้อนหลัง 10 ปี vs วิกฤตปัจจุบัน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ในปี 2569 แสดงค่าความผันแปรที่รุนแรงกว่าวิกฤตในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ความน่าจะเป็นในการเกิดปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 40 ไปสู่ระดับร้อยละ 92-98 ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะ ปกติที่รวดเร็วและรุนแรงกว่าการคาดการณ์ของหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกในช่วงต้นปีอย่างมาก

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่าปริมาณฝนในช่วงกลางปี 2569 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึงร้อยละ 16 โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือภาคตะวันออก ซึ่งมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติถึงร้อยละ 35 และภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ต่ำกว่าปกติถึงร้อยละ 43 ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญคลื่นความร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 45 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ ส่งผลให้น้ำในอ่างเก็บน้ำระเหยเร็วกว่าปกติ

ข้อมูลจาก รายงานสรุปสถานการณ์และการเฝ้าระวัง วันที่ 4 มิ.ย.2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เหลือเพียง 6,511 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 36 ของความจุที่สามารถใช้การได้ ซึ่งถือเป็นระดับที่มีความเสี่ยงสูงต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงครึ่งปีหลัง

ภาคเกษตรกรรม ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด พื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีกว่า 66.12 ล้านไร่ กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการเจริญเติบโตในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล และปัญหาปุ๋ยเคมีขาดแคลนเกิดขึ้นพร้อมกัน อาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวเปลือกลดลงมากถึงร้อยละ 15 หรือคิดเป็นผลผลิตที่หายไปกว่า 5,000,000 ตัน

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

ภัยแล้งรูปแบบใหม่ จากพื้นที่ชนบทสู่เขตเมืองและนิคมอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน รูปแบบของภัยแล้งในปีนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่พื้นที่เสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ปัจจุบันภัยแล้งได้ขยายเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ข้อมูลจากกรมชลประทานเผยว่า อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำเหลือเพียงร้อยละ 12 ของความจุ ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร จ.ชลบุรี เหลือน้ำเพียงร้อยละ 16 เท่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาน้ำในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิตเพื่อการส่งออก

สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวนวิกฤต "การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ" ระหว่าง 3 ภาคส่วนหลัก คือ

  1. ภาคอุตสาหกรรม
  2. ภาคเกษตรกรรม
  3. ภาคครัวเรือน

เนื่องจากทุกภาคส่วน มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นในช่วงอากาศร้อนจัด รัฐจึงต้องกำหนดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำใหม่ โดยให้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมหลายแห่ง ต้องพึ่งพาการสูบผันน้ำจากพื้นที่อื่นเพื่อรักษาระดับการผลิต

นอกจากนี้ พื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75.83 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด กำลังกลายเป็นพื้นที่เปราะบางสูงสุด การกระจายน้ำจากเขื่อนหลักไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เหล่านี้ทำได้ยากลำบาก ทำให้เกษตรกรต้องหันมาแย่งชิงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่เหลืออยู่น้อยนิด นำไปสู่ความขัดแย้งเชิงพื้นที่ที่อาจลุกลามหากไม่มีการบริหารจัดการเชิงรุก

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

ห่วงโซ่ต้นทุนความแห้งแล้ง เงินเฟ้ออาหารพุ่ง-หนี้สินสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบจากภัยแล้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านปริมาณผลผลิตเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด ทุเรียน และมังคุด ซึ่งต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ รายงานจาก ttb analytics ระบุว่ารายได้เกษตรกรอยู่ในภาวะหดตัวที่ร้อยละ 4.4 ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรจำนวนมากกำลังเผชิญกับสิ่งที่ถูกเรียกว่า "หนี้สินสภาพภูมิอากาศ" หรือ Climate Debt ซึ่งเกิดจากต้นทุนการจัดหาน้ำ และการดูแลพืชผลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพืชผลมีสัดส่วนสูงถึงเกือบร้อยละ 40 ของต้นทุนทั้งหมด ขณะเดียวกันการสูบน้ำจากแหล่งน้ำที่อยู่ไกลออกไป หรือการขุดเจาะน้ำบาดาลก็ยิ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ปัจจัยที่ซ้ำเติมวิกฤตดังกล่าวคือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยเคมีของโลก เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคดังกล่าวในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 71.4 เมื่อราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น เกษตรกรจึงต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น ในช่วงเวลาที่ผลผลิตลดลง ทำให้หลายครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนเดิมที่สูงถึงร้อยละ 66.38 ของ GDP

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

สภาวะนี้ยังส่งผลให้เกิด "เงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยสภาพภูมิอากาศ" หรือ Climate Inflation เมื่อราคาอาหารสดและปัจจัยการผลิตพุ่งสูงขึ้น ค่าครองชีพของประชาชนในเขตเมืองก็ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย สศช. และหน่วยงานเศรษฐกิจจึงต้องปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ลงเหลือเพียงร้อยละ 1.7 จากเดิมร้อยละ 2.4 สะท้อนให้เห็นว่าความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่กระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า วิกฤตภัยแล้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการปรับตัวเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดตั้งระบบประกันภัยพืชผลที่เชื่อมโยงกับดัชนีสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการใช้ข้อมูลดาวเทียมเพื่อคัดกรองพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เร่งพัฒนาโครงการธนาคารน้ำ และระบบบริหารจัดการน้ำใต้ดิน เพิ่มมาตรการลดการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมตามแนวทาง Reduce-Reuse-Recycle รวมถึงเดินหน้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งโดยตรง เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ภาพประกอบข่าว

ภาพประกอบข่าว

ท่ามกลางสภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี วิกฤตภัยแล้งปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปัญหาฝนทิ้งช่วงหรือการขาดแคลนน้ำชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "ความเสี่ยงเชิงระบบ" ที่กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงด้านทรัพยากรของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม

แหล่งที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เอลนีโญ: มาเร็วและแรงกว่าคาด เริ่มมิ.ย.69 ลากถึงต้นปี 70, Economic and Financial Outlook ttb analytics May 2026, Technologies for Climate Change Adaptation – Agriculture Sector –

อ่านข่าวอื่น :

มูลนิธิสืบฯ ยื่นศาลปกครอง ฟ้องเพิกถอน EHIA อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด

มติ คชก.สั่งทำใหม่ทั้งฉบับ EHIA "ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว-อ่าวอ่าง" เเลนด์บริดจ์

โบอิ้งร่วมมือลุฟท์ฮันซา สอบปมล้อหน้า 787-9 พับกระแทกพื้นที่แฟรงก์เฟิร์ต