วันนี้ (9 มิ.ย.2569) กลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงในภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ทะเลสาบสงขลา และ จ.ปัตตานี ออกมาแสดงความกังวลต่อกระแสข่าว เกี่ยวกับการปรับลดความเข้มงวดของมาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนในปลากะพง ที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย โดยมองว่าอาจส่งผลกระทบ ทั้งต่อผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว
ที่ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา กลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงในกระชัง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปลากะพง 3 น้ำที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI นำปลากะพงขาวขนาด 3-5 กก. ออกจำหน่ายริมถนนสายหลัก โดยนำปลาใส่ถังพร้อมระบบออกซิเจน เพื่อรักษาคุณภาพความสดใหม่ จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 220 บาท และได้รับความสนใจจากประชาชนที่แวะเวียนมาเลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง
ตัวแทนผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปลากะพงจากมาเลเซียเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาจำหน่ายเพียงกิโลกรัมละ 100-130 บาท ซึ่งต่ำกว่าปลากะพงสามน้ำของไทยอย่างมาก แม้ว่าปลากะพงของไทยจะมีจุดเด่นด้านคุณภาพและชื่อเสียง แต่ความแตกต่างด้านราคา ทำให้เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันโดยตรง
อย่างไรก็ตาม หลังจากหน่วยงานภาครัฐเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบสารตกค้างและสารปนเปื้อนในปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซีย ส่งผลให้ปริมาณปลานำเข้าลดลง ทำให้การแข่งขันในตลาดลดความรุนแรงลง และราคาปลากะพงในประเทศสามารถปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ
ผู้เลี้ยงปลากะพงมองว่า หากมีการผ่อนปรนหรือปรับลดมาตรฐานการตรวจสอบนำเข้า อาจทำให้ปลากะพงจากต่างประเทศ กลับเข้ามาแข่งขันในตลาดมากขึ้น เนื่องจากมีราคาถูกกว่าปลากะพงไทยเกือบเท่าตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร และเสถียรภาพของตลาดในประเทศ
ด้านกลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงใน จ.ปัตตานี ก็มีความกังวลในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันด้านราคาและความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดมาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำ ที่นำเข้าอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และรักษาความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตในประเทศ
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงปลากะพงยังขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือ เพื่อพยุงราคาปลาและสัตว์น้ำภายในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางการค้า และภาวะตลาดที่ผันผวนในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับกรณีที่ประเทศมาเลเซีย มีมาตรการระงับการนำเข้ากุ้งจากประเทศไทยจำนวน 5 สายพันธุ์ กลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงระบุว่า เข้าใจถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ได้รับผลกระทบ และต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น และรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่อไป
อ่านข่าวอื่น :
ราชทัณฑ์แจงปล่อยตัว "ทักษิณ" ตามกฎหมาย ออกใบบริสุทธิ์แล้ว
ผู้สูงอายุ-ชาวนา ร้องรัฐทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน หลังถูกตัดสิทธิ์เหตุถือครองที่ดิน
คลิปนาที ผช.ผู้ใหญ่บ้านขับกระบะชนเด็ก 2 ขวบเสียชีวิต พ่อ-แม่บาดเจ็บ

