สรุปมุมมองต่อเหตุการณ์ TH-AI Passport
ไทยพีบีเอสออนไลน์ประมวลมุมมองต่อสถานการณ์มานำเสนอดังนี้ โดยโครงการนี้เริ่มเผยแพร่แผนจัดซื้อ-จัดจ้าง (TOR) ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2568 เพื่อทำประชาพิจารณ์ในวันที่ 15-22 ธ.ค.2568 ใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายผ่านวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-bidding
- นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดต่อ รมว.ดีอี เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport
- สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) เสนอขอเสนอแนวทางเพื่อให้โครงการ TH-AI Passport เกิดประโยชน์สูงสุด
- น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้โครงการมีความพยายามสร้างความชอบธรรมให้โครงการเดินหน้าต่อ
- ผู้เชี่ยวชาญเผยสาเหตุที่บุคลากรในแวดวงไอทีจำนวนมากออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อโครงการ ไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
โครงการ TH-AI Passport คืออะไร ?
โครงการ TH-AI Passport เป็นโครงการของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีวงเงิน 1,621 ล้านบาท เพื่อจัดหาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวน 12 โมเดล ให้ประชาชน 5,000,000 คน เข้าถึงการใช้งาน AI เวอร์ชันโปรเป็นเวลา 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมบริการ AI หลายรายไว้ในระบบเดียว
กระทรวงดีอีระบุว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยเผยแพร่แผนจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2568 เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตงาน (TOR) ระหว่างวันที่ 15-22 ธ.ค.2568 และดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากทั้งนักการเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และภาคเอกชน ถึงความคุ้มค่า ความโปร่งใส และรูปแบบการดำเนินโครงการ
โดยประเด็นนี้เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ผ่านมาหลังจากเมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport พร้อมกล่าวถึง TOR ของโครงการฯ ว่า เข้าข่ายล็อกสเปก
TOR กำหนดว่าต้องมีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มทุนเพียงรายเดียวที่ถือครองสิทธิจอในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งก็คือผู้ชนะประมูล อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับหลายโครงการของพรรคการเมือง
"สิ่งที่เราตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับทุนขาประจำ ที่ได้รับในงานกระทรวง ที่พรรคท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้นโครงการ TH-AI Passport คือโครงการที่มีความผิดปกติและมีความบังเอิญเต็มไปหมด TOR ผิดปกติ ความแปลกประหลาดและความไม่เหมาะสมหลาย ๆ ประการ การเร่งจบภายใน 30 กว่าวัน คนที่ชนะโครงการคือ โครงข่ายกินรวบที่เป็นหน้าเดิม ๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคท่านมาโดยตลอด คำถามคือ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงของท่านได้อย่างไร" นายภาวุธ กล่าว
ในวันเดียวกัน นายภาวุธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/p/17vpJLxUan/ หลังได้ตั้งกระทู้ถามสดในสภากับทาง รมว.ดีอี เรื่องโครงการ TH-AI Passport
คำถามแรก ทำไมต้อง 5 ล้านคน ?
นายภาวุธระบุ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ชี้แจงในกรรมาธิการว่า วิธีคิดคือ กองทุนมีเงินเหลือ 1,500-1,600 ล้าน เอาหารด้วยราคา AI หัวละ 300 บาท ก็จะได้ 5,000,000 ล้านคนพอดี สะท้อนว่าจำนวนตัวเลขนี้ไม่สอดคล้องความต้องการของประชาชน
ส่วนด้านรัฐมนตรีดีอีตอบว่ามาจากการศึกษา AI Adoption Rate ของโลก ต้องการดันไทยขึ้นไปแข่งกับเวียดนาม แต่ที่น่าสังเกตคือรัฐมนตรีดีอีกล่าวว่า "ผมไม่ทราบว่าหน่วยงานไปชี้แจงยังไง" นั้นย้อนแย้งกับที่ สดช. แจงก่อนหน้า
"แปลว่ารัฐมนตรีกับ สดช. ให้เหตุผลคนละชุดกัน คนหนึ่งบอกคิดจากเงินที่เหลือ อีกคนบอกคิดจากตัวเลขโลก แล้วใครพูดความจริงครับ ?" นายภาวุธตั้งคำถาม
คำถามที่ 2 ทำไมโครงการนี้ประกาศและเปิดให้ยื่น ภายในแค่ 34 วัน ?
นายภาวุธตั้งข้อสังเกตต่อโครงการวงเงิน 1,600 ล้านบาท กับระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอที่ใช้เวลาเพียง 34 วัน หลังประกาศโครงการในช่วงปลายเดือนธันวาคม โดยระบุว่าโครงการขนาดใหญ่ในลักษณะนี้โดยทั่วไปมักใช้เวลาเตรียมการและยื่นข้อเสนอ 3-6 เดือน
นอกจากนี้นายภาวุธยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า บริษัทที่เข้ามาจัดทำราคากลางกลับกลายเป็นผู้ชนะการประมูล และชนะด้วยราคาที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงร้อยละ 1.5 พร้อมในข้อกำหนดของTOR ระบุให้มีการโฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งมีผู้ถือสิทธิ์รายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทย และอยู่ในกิจการร่วมค้าที่ชนะประมูล อีกทั้งบริษัทที่จัดทำราคากลางยังเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยจัดทำราคากลางในโครงการด้าน Big Data และโครงการของกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาฯ รวมถึงกลุ่มบริษัทเดียวกันยังได้รับงานโครงการ MotoGP ที่ จ.บุรีรัมย์
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ชี้แจงว่ากระบวนการทั้งหมดใช้เวลาดำเนินการ 5 เดือน มีการรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมาย และ TOR มีความยาว 33 หน้า โดยส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อมีเพียง 2 หน้า
อย่างไรก็ตามระยะเวลา 5 เดือนดังกล่าวเป็นการนับกระบวนการภายใน ขณะที่ภาคเอกชนรับทราบข้อมูลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันประกาศโครงการ ซึ่งเหลือเวลาเตรียมเอกสารเพียง 34 วัน และมองว่าอาจเป็นระยะเวลาที่ไม่เพียงพอสำหรับการจัดทำข้อเสนอของโครงการขนาดใหญ่
นอกจากนี้นายภาวุธยังระบุว่า ประเด็นทางกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้าของ TOR แต่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาว่ามีเงื่อนไขที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งหรือไม่ โดยเห็นว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อโฆษณาใน TOR มีลักษณะที่เข้าข่ายการกำหนดคุณสมบัติเฉพาะเจาะจง
คำถามที่ 3 คุ้มค่าจริงหรือ ?
นายภาวุธแสดงความเห็นว่า หากต้องการให้ประชาชน 5,000,000 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI อาจไม่จำเป็นต้องจัดซื้อบัญชีผู้ใช้งานแยกสำหรับแต่ละคน แต่สามารถจัดซื้อโทเคนเพื่อแบ่งปันการใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งมองว่าน่าจะใช้งบประมาณในระดับหลักร้อยล้านบาท ไม่ใช่กว่าพันล้านบาท นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดซื้อผ่านบริษัทตัวกลาง โดยยกตัวอย่างกรณีของประเทศสิงคโปร์ที่มีการทำข้อตกลงโดยตรงกับ OpenAI และได้รับการลงทุนจัดตั้งห้องปฏิบัติการภายในประเทศ
ด้านรัฐมนตรีชี้แจงว่า การจัดซื้อโดยตรงไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากข้อกำหนดของบริษัทผู้ให้บริการกฎหมายของไทย อีกทั้งหากจัดซื้อโดยตรงอาจทำให้ข้อมูลถูกส่งออกไปประมวลผลนอกประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายภาวุธตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า หน่วยงานภาครัฐไทยเคยจัดซื้อบริการจากผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่โดยตรงมาแล้ว เช่น Microsoft Azure และ AWS จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการนี้จึงไม่สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้
นายภาวุธทิ้งท้าย เรียกร้องให้ "ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการ" ที่กำลังจะเปิดเดือนหน้าไว้ก่อน และส่งให้ สตง. และ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบกระบวนการประมูลและผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้ชัดเจนก่อน
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ยืนยันว่ากระบวนการดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมาย มีการรับฟังความคิดเห็นตามขั้นตอน และไม่สามารถจัดซื้อบริการบางประเภทโดยตรงได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
สมาคม AI ไทย เสนอแนวทางปรับปรุงโครงการ
เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2569 สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) เสนอแนวทางพัฒนาโครงการ TH-AI Passport ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/p/1GRk2EbNHw/ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าและสร้างประโยชน์ต่อระบบนิเวศ AI ของไทย ทั้งในด้านความคุ้มค่าของงบประมาณและการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย
เสนอให้มีการวางกลยุทธ์การใช้แพลตฟอร์มเพื่อลดต้นทุน Token ผ่านการจัดสรรสิทธิ์การใช้งานโมเดล AI ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน และเปิดให้นักพัฒนาเข้าถึงโทเคนขั้นสูงผ่านระบบ API เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ตอัป
นอกจากนี้ ยังเสนอให้สนับสนุนโมเดล LLM ที่พัฒนาโดยคนไทย เช่น ThaiLLM ให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของแพลตฟอร์ม พร้อมสร้างกลไกส่งต่อข้อมูลและผลการใช้งานกลับสู่ภาควิจัยและผู้พัฒนาไทย ภายใต้กรอบการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของโมเดลไทยและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เสนอให้ลงทุนเพิ่มจำนวน AI Server ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักวิจัยและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรการประมวลผลได้ในต้นทุนต่ำ รวมถึงวางบทบาทของ TH-AI Passport ให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้ใช้งานกับผลิตภัณฑ์ AI ของไทย และเป็นพื้นที่เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีไทยไปใช้งานจริงในวงกว้าง อีกทั้งยังเสนอให้มีระบบรายงานการใช้โทเคนของโมเดลแต่ละค่ายอย่างโปร่งใส เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนจัดสรรทรัพยากร การคัดเลือกโมเดล และการประเมินความคุ้มค่าของงบประมาณในอนาคต
อีกแนวทางหนึ่ง คือ การจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อจัดซื้อสิทธิ์การใช้งานจาก AI สตาร์ตอัปของไทย และมอบให้ประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการ SME ได้ทดลองใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนรายได้และการสร้างฐานผู้ใช้งานให้แก่ผู้ประกอบการ AI ภายในประเทศ
พร้อมเสนอส่วนที่เกี่ยวกับกลไกกำกับดูแลและตรวจสอบ AI Governance ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎหมายไทย โดยครอบคลุมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ความน่าเชื่อถือของโมเดล ความโปร่งใสในการจัดสรรสิทธิ์และการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนการป้องกันการใช้ AI ในทางที่ไม่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้งานและทำให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้
รักชนกกับ 4 ข้อสังเกตเพิ่มเติม
ต่อมา วันที่ 8 มิ.ย.2569 รักชนก ศรีนอก โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท ของกระทรวงดีอี https://www.facebook.com/share/p/1D16GT6zTp/
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่ามีการสร้างความพยายามความชอบธรรมให้โครงการเดินหน้าต่อ พร้อมยก 4 ข้อสังเกต ประเด็นแรก ได้แก่ กรณี ดร.ธารินี วรินทรากุล ซึ่งออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนโครงการ โดย น.ส.รักชนก ได้ตั้งคำถามถึงตัวตน ประวัติการทำงาน และผลงานทางวิชาการของบุคคลดังกล่าว
ประเด็นที่สอง คือคำชี้แจงของปลัดกระทรวงดีอีเกี่ยวกับการนำข้อมูลไปใช้พัฒนา ThaiLLM โดยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ให้บริการ AI ระดับโลกหลายรายมีข้อกำหนดไม่ให้นำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้ฝึกโมเดล และในเอกสาร TOR ยังระบุให้ทำลายข้อมูลเมื่อสิ้นสุดโครงการ จึงมองว่ามีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการใช้ข้อมูล
ประเด็นที่สาม คือผลสำรวจความคิดเห็นของซูเปอร์โพลที่ระบุว่าประชาชนร้อยละ 63.7 สนับสนุนโครงการ TH-AI Passport โดย น.ส.รักชนก ได้ตั้งคำถามถึงวิธีการสำรวจและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการจัดทำผลสำรวจดังกล่าว
ส่วนประเด็นสุดท้าย คือเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการที่กระทรวงดีอีเตรียมจัดขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย.2569 โดยมองว่าควรมีการติดตามและตรวจสอบเนื้อหาการหารือ รวมถึงบทบาทของผู้เข้าร่วมจากภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีอิทธิพลทางความคิดอย่างใกล้ชิด
ต่อมาในวันที่ 9 มิ.ย.2569 น.ส.รักชนก โพสต์ถึงกรณีที่ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงว่าไม่สามารถแก้ไขสัญญาโครงการได้ https://www.facebook.com/share/v/1DXvQnsNQr/ โดยระบุว่าแม้จะไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ แต่ยังสามารถยกเลิกสัญญาได้ตามที่ระบุไว้ใน TOR หน้า 31 ข้อ 15 ซึ่งกำหนดว่าสำนักงานฯ อาจยกเลิกการจัดจ้างได้ หากการดำเนินโครงการต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสำนักงานฯ หรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
ทั้งนี้ น.ส.รักชนก เห็นว่า หากไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ ควรพิจารณายกเลิกสัญญาและยุติโครงการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าอาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
ผู้เชี่ยวชาญไอทีชี้ ประเด็นอยู่ที่ความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่การเมือง
ล่าสุดวันนี้ (10 มิ.ย.2569) ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อํานวยการสถาบัน ไอเอ็มซี และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอที โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า สาเหตุที่บุคลากรในแวดวงไอทีจำนวนมากออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยต่อโครงการ ไม่ได้เป็นเพราะเหตุผลทางการเมือง แต่เป็นการพิจารณาจากข้อเท็จจริงและมุมมองทางเทคนิคที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้
ดร.ธนชาติ ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญ นักพัฒนา และผู้ใช้งาน AI เป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ตรงกับเทคโนโลยี จึงสามารถประเมินได้ว่าโครงการมีความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่ พร้อมมองว่าหากภาครัฐสามารถจัดหาเครื่องมือ AI ระดับคุณภาพสูงให้ประชาชนใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ก็จะได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานจำนวนมาก เนื่องจากปัจจุบันผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับบริการ AI ระดับพลัสหรือโปร
อย่างไรก็ตาม ดร.ธนชาติเห็นว่าเครื่องมือ AI ที่นำเสนอภายใต้โครงการดังกล่าวยังไม่สามารถทดแทนบริการ AI เชิงพาณิชย์ที่ผู้ใช้งานจำนวนมากเลือกใช้ในปัจจุบันได้ โดยระบุว่าประสิทธิภาพอาจไม่แตกต่างจากบริการฟรีที่มีอยู่ในตลาดมากนัก จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ใช้งานและคนทำงานด้านเทคโนโลยียังคงยินดีจ่ายค่าบริการ AI ระดับพรีเมียมต่อไป
ทั้งนี้ ดร.ธนชาติทิ้งท้ายว่า หากมีบริการ AI ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายและมีคุณภาพเพียงพอต่อการใช้งานจริง ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็คงเลือกใช้บริการดังกล่าวแทนการจ่ายค่าบริการรายเดือนด้วยตนเอง
เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น
อย่างไรก็ตามในวันที่ 11 มิ.ย.2569 กระทรวงดีอีเตรียมจัดเวที "TH-AI Passport Forum" เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ยังดำเนินอยู่ทั้งในแวดวงเทคโนโลยี ภาคการเมือง และสังคมออนไลน์
รายงานโดย : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อ่านข่าว :
TH-AI Passport คืออะไร กางไทม์ไลน์จัดซื้อจัดจ้างวงเงินกว่า 1.6 พันล้าน
ตั้งข้อสังเกต TH-AI Passport ใช้งบ 1.6 พันล้าน จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ?
กมธ.ปปง.เชิญ 3 หน่วยงาน แจงโครงการ TH-AI Passport 4 มิ.ย.นี้









