ตั้งข้อสังเกต TH-AI Passport ใช้งบ 1.6 พันล้าน จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ?

สังคม
11:02
จำนวนผู้ชม 302
Thai PBS
ตั้งข้อสังเกต TH-AI Passport ใช้งบ 1.6 พันล้าน จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส ?
โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาทจากกองทุนดีอี เพื่อจัดหา AI ให้ประชาชนใช้ฟรี 5 ล้านคน กำลังถูกตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ

กรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เตรียมดำเนินโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,600 ล้านบาท สำหรับจัดหาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวน 12 โมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งาน AI ระดับโปร เป็นระยะเวลา 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มกลางที่จะรวบรวมเครื่องมือ AI หลายรายไว้ในระบบเดียว

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเริ่มเผยแพร่แผนจัดซื้อ-จัดจ้าง ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.2568 มีการเผยแพร่ขอบเขตของงานในการจัดซื้อ-จัดจ้าง (TOR) เพื่อประชาพิจารณ์ในวันที่ 15-22 ธ.ค.2568 ใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามกฎหมายผ่านระบบ e-bidding มีวิธีการใช้งบกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) และการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบ โดยยืนยันว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายครบถ้วน โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ใช่การแจก AI โปรฟรี แต่อย่างใด

รมว.ดิจิทัลฯ ระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือ Learn to Earn มุ่งเพิ่มจำนวนผู้ใช้ AI ผ่านหลักสูตร Up Skill ที่ใช้งานได้จริง โดยร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ OpenAI เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

ส่วนเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล รมว.ดิจิทัลฯ ยืนยันว่า ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไป Gen AI ต่อได้ โดยข้อมูล User และ Prompt จะจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบ Anonymous เท่านั้น ส่วนการ Verify ID ใช้เพื่อยืนยันสิทธิ์การใช้งานสำหรับคนไทย โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่เจ้าของโมเดล AI

ในส่วนโครงสร้างระบบ โครงการนี้เปิดให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถบริหารจัดการได้หลายรูปแบบ ทั้ง Token Allocation, Reserve Capacity ผ่าน TPU/GPU Cloud หรือ Hybrid Model โดยกำหนด Technical Specification แบบเน้นผลลัพธ์การใช้งานจริงมากกว่ากำหนดจำนวน Token แบบตายตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ปชน.ตั้งข้อสังเกต TH-AI Passport ส่อล็อกสเปก

ขณะที่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามนายไชยชนก โดยตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุดตั้งแต่กองทุนดีอีเคยให้งบประมาณมา

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ยังเป็นผู้ของบประมาณเอง อนุมัติเอง เบิกจ่ายเอง โดยจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ได้สะท้อนความต้องการจริง แต่เกิดจากการนำวงเงินงบประมาณมาเป็นตัวตั้ง

นายภาวุธ ยังกล่าวถึง TOR โครงการฯ ว่า เข้าข่ายล็อกสเปก โดยกำหนดว่าต้องมีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มทุนเพียงรายเดียวที่ถือครองสิทธิจอในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคือผู้ชนะประมูล อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับหลายโครงการของพรรคภูมิใจไทย

"สิ่งที่เราตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มบริษัทเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกับทุนขาประจำ ที่ได้รับในงานกระทรวง ที่พรรคท่านบริหารมาโดยตลอดหรือไม่ ดังนั้นโครงการ TH-AI Passport คือโครงการที่มีความผิดปกติและมีความบังเอิญเต็มไปหมด TOR ผิดปกติ ความแปลกประหลาดและความไม่เหมาะสมหลายๆ ประการ การเร่งจบภายใน 30 กว่าวัน คนที่ชะนะโครงการคือโครงข่ายกินรวบที่เป็นหน้าเดิมๆ และเกี่ยวข้องกับพรรคท่านมาโดยตลอด คำถามคือ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ และปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในกระทรวงของท่านได้อย่างไร" นายภาวุธ กล่าว

"ไชยชนก" ยืนยันโครงการโปร่งใส พร้อมถูกตรวจสอบ

ด้าน รมว.ดิจิทัลฯ ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวจะจัดหา AI จำนวน 12 โมเดล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้งาน AI ควบคู่กับหลักสูตรการใช้ AI ที่ร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อช่วยยกระดับทักษะแรงงานและลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี พร้อมยืนยันว่าใช้เงินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนดีอี และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างแบบ e-bidding เปิดแข่งขันอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามระเบียบ

"กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง TOR ที่มีข้อสงสัยหรือข้อสังเกตหลายอย่าง ผมได้เรียกหน่วยงานมาชี้แจงในประเด็นต่างๆ และตั้งแต่มีประเด็นในสังคม ผมได้สั่งให้ทีมงานติดตามสถานการณ์ เพื่อเก็บรวบรวมประเด็นที่อาจมีข้อกังวล ซึ่งข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างยืนยันแล้วว่า ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย" นายไชยชนก กล่าว

หากท่านยังไม่พอใจคำชี้แจง หน่วยงานทุกคนพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากมีเอกสารหลักฐานอื่นๆ ที่ท่านต้องการจะนำมาใช้ ก็ยินดีพร้อมเข้ากระบวนการ

นอกจากนี้ รมว.ดิจิทัลฯ ยังยกผลการศึกษาพบว่า คนไทยมีอัตราการเข้าถึง AI เพียงร้อยละ 10 ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ อยู่ที่ร้อยละ 60 และเวียดนาม อยู่ที่ร้อยละ 23 โดยตั้งเป้าให้โครงการนี้เพิ่มผู้ใช้งาน AI ได้ 5 ล้านคน ทำให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยเพิ่มเป็นร้อยละ 23 เทียบเท่าเวียดนาม

ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึง AI เช่น สิงคโปร์ ใช้งบประมาณกว่า 27,000 ล้านบาท แต่โครงการ TH-AI Passport ใช้งบเฉลี่ย 27 บาท ต่อคนต่อเดือน ถูกกว่าสิงคโปร์เกือบ 20 เท่า โดยเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนในเดือน มิ.ย.นี้

"สส.ภาวุธ" โพสต์ย้ำ 4 คำถามโครงการ TH-AI Passport

ต่อมา นายภาวุธ โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu" เมื่อวันที่ 28 พ.ค. หลังจาก รมว.ดิจิทัลฯ ตอบคำถามประเด็นโครงการ TH-AI Passport ในสภาฯ โดยนายภาวุธได้ย้ำ 4 คำถามต่อโครงการดังกล่าว ดังนี้

คำถามที่ 1 ทำไมต้องแจก AI ให้ 5 ล้านคน? โดย สส.ภาวุธ ระบุว่า เจ้าหน้าที่สำนักงาน สดช.ชี้แจงในกรรมาธิการเกี่ยวกับวิธีคิด กองทุนมีเงินเหลือ 1,500-1,600 ล้านบาท หารด้วยราคา AI หัวละ 300 บาท ได้ 5 ล้านคนพอดี ซึ่งฟังแล้วตกใจ เพราะตัวเลข 5 ล้านคนไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชน ขณะที่รัฐมนตรีตอบว่ามาจากการศึกษา AI Adoption Rate ของโลก ต้องการดันไทยขึ้นไปแข่งกับเวียดนาม

รัฐมนตรีกับ สดช. ให้เหตุผลคนละชุดกัน คนหนึ่งบอกคิดจากเงินที่เหลือ อีกคนบอกคิดจากตัวเลขโลก แล้วใครพูดความจริงครับ?

คำถามที่ 2 โครงการนี้ประกาศและเปิดให้ยื่นภายใน 34 วัน ซึ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนดีอี พร้อมระบุว่า ปกติโครงการระดับใช้เวลา 3-6 เดือน นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่รู้สึกว่าบังเอิญเกินไปหลายอย่าง ทั้งเรื่องกลุ่มบริษัทที่มาทำราคากลาง กลายมาเป็นผู้ชนะประมูลเอง และชนะด้วยราคาต่ำกว่าราคากลางที่ตัวเองกำหนดแค่ 1.5% พอดิบพอดี

เรื่อง TOR บังคับให้โฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา ทำไมโครงการ AI ต้องบังคับโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อ? และมีกลุ่มทุนสื่อรายเดียวที่ถือครองสิทธิ์จอเหล่านั้นในประเทศไทย และกลุ่มทุนนั้นบังเอิญอยู่ในกิจการร่วมค้าที่ชนะประมูลด้วย

เรื่องบริษัท 3 รายที่มาทำราคากลางโครงการนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำราคากลางโครงการ Big Data และคลังหน่วยกิตของกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาฯ รวมกันเป็นหมื่นล้านบาท และกลุ่มบริษัทเดียวกันนี้ยังได้งานโครงการแข่งรถ Moto GP ที่บุรีรัมย์อีกด้วย

ขณะที่รัฐมนตรีตอบว่า กระบวนการทั้งหมดใช้เวลา 5 เดือน มีประชาพิจารณ์ตามกฎหมาย และ TOR มี 33 หน้า ส่วนที่เกี่ยวกับสื่อมีแค่ 2 หน้า ซึ่งมีจุดที่น่าสังเกต 2 จุดคือ 1.) 5 เดือนเป็นการนับกระบวนการภายใน แต่เอกชนรายอื่นรู้จากวันประกาศ ซึ่งให้เวลาแค่ 34 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีทางเตรียมตัวการยื่นเสนอโครงการขนาดนี้ได้ทัน ยกเว้นมีวงในรู้ข้อมูลล่วงหน้า หรือเป็นคนเขียนสเป็กเอง และ 2.) ความผิดกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนหน้า แค่บรรทัดเดียวที่ล็อกสเปกให้รายเดียวได้ประโยชน์ก็ผิดกฎหมายแล้ว ซึ่งใน 2 หน้าที่ท่านบอกมาว่า เป็นรายละเอียดของสื่อโฆษณาของโครงการ ก็เต็มไปด้วยการล็อกสเปค

คำถามที่ 3 คุ้มค่าจริงหรือ? โดยนายภาวุธ ระบุว่า หากจะให้คนไทย 5 ล้านคนใช้ AI จริงๆ ไม่จำเป็นต้องซื้อแยก Account ให้แต่ละคน แค่ซื้อ Token เหมามาแบ่งกันใช้น่าจะใช้เงินหลักร้อยล้าน ไม่ใช่ 1,500 ล้าน และทำไมต้องซื้อผ่านบริษัทตัวกลาง ทั้งที่สิงคโปร์ดีลตรงกับ OpenAI แล้วยังได้ OpenAI มาตั้งแล็บในประเทศอีก 300 ล้านดอลลาร์

รัฐมนตรีตอบว่า ดีลตรงทำไม่ได้เพราะผิด Company Policy และกฎหมายไทย และหากซื้อตรงข้อมูลจะไหลออกนอกประเทศ พร้อมยืนยันว่า คุ้มค่าเพราะตกหัวละแค่ 27 บาทต่อเดือน ถูกกว่าสิงคโปร์ 20 เท่า แต่ที่สังเกตได้คือโครงการรัฐไทยอื่นๆ เคยดีลตรงกับ Microsoft Azure และ AWS ได้มาแล้ว แล้วทำไมโครงการนี้ทำไม่ได้ และที่รัฐมนตรีบอกว่าซื้อตรงไม่ได้เพราะข้อมูลจะไหลออกนอกประเทศ แต่โครงการนี้ใช้ AI ต่างชาติ 8 แบรนด์เป็นหลัก ข้อมูลก็ต้องไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ต่างชาติอยู่ดี แล้วจะต่างกันตรงไหน

คำถามที่ 4 เครือข่ายบริษัทเชื่อมโยงกับพรรคอย่างไร นายภาวุธ ระบุว่า รัฐมนตรีไม่ตอบเรื่องนี้ แต่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ตกใจ ว่า "ใครได้รับงานในโครงการดังกล่าวไม่เป็นประเด็น และเรื่องของผม", "ใครประมูลผ่าน ใครรับงานต้องทำตามนโยบาย หากทำไม่ได้ ผมต้องจัดการ ดังนั้น ใครได้ ผมไม่สน”

นายภาวุธ ระบุทิ้งท้ายว่า เงิน 1,621 ล้านบาทไม่ใช่เงินส่วนตัวของท่าน แต่เป็นเงินภาษีของประชาชนทุกคน การบอกว่าใครได้งานไม่ใช่ประเด็น ตนคิดว่ามันคือการปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ระงับการเปิดลงทะเบียนโครงการนี้ และส่งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าตรวจสอบกระบวนการประมูลและผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมดให้ชัดเจนก่อน เพราะประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าเงินภาษีของตัวเองถูกใช้อย่างโปร่งใสหรือไม่

อ่านข่าว :

สภาฯ ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ส่งตรงให้ ครม. พิจารณาแทน

โซเชียลเดือด! สพฐ. ดันใช้ TikTok ทำคลิปสอน ครูชี้แก้ปัญหาไม่ถูกจุด

“คนกระบี่” เรียกร้อง รฟท.เปลี่ยนเส้นทาง ทับปุด-กระบี่ ลดผลกระทบชุมชน-พื้นที่การเกษตร