สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดย่านราชประสงค์

อาชญากรรม
13:35
จำนวนผู้ชม 167
Thai PBS
สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดย่านราชประสงค์
อ่านสรุปคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ตัดสินประหารชีวิต 2 จำเลยคดีระเบิดย่านประสงค์ ปี 2558

วันนี้ (11 มิ.ย.2569) เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ 2742/2562 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือ บิลาล เติรก์ หรือ อาเด็ม คาราดัก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน จำเลย คดีนี้เดิมเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2558 อัยการศาลทหารกรุงเทพยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 2 ที่ศาลทหารกรุงเทพ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 50 /2557

ต่อมาวันที่ 14 พ.ย.2562 ศาลทหารกรุงเทพมีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาที่ศาลกรุงเทพใต้ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

คำฟ้องข้อ 1 (ก) เมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค.2558 ถึงวันที่ 17 ส.ค.2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด อันเป็นวัตถุระเบิดที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมประกอบจัดทำขึ้นเอง และเป็นวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ คำฟ้องข้อ 1 (ข) เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2558 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันพาวัตถุระเบิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) 1 ชุด ไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร

คำฟ้องข้อ 1 (ค) จำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ข) 1 ชุด ไปวางไว้บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนเพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงานจึงไม่เกิดระเบิด ทำให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

คำฟ้องข้อ 1 (ง) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร

คำฟ้องข้อ 1 (จ) ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) และ (ง) แล้ว จำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิด ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คนและได้รับอันตรายแก่ร่างกาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ

คำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) เมื่อระหว่างกลางเดือน ก.ค.2558 ถึงวันที่ 29 ส.ค.2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอะลูมิเนียม อันเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ และเป็นยุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

คำฟ้องข้อ 1 (ฌ) และ (ญ) เมื่อประมาณเดือน พ.ค.2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322, 33, 80, 83, 91, 221, 225, 289, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 75 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530

มาตรา 15, 42 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62, 81 รับวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่ง มวลชนกรุงเทพ 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่กรุงเทพมหานคร และ 594 ,417 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จำนวน 1 ชุด ตามคำฟ้อง ข้อ 1 (ก) ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัสฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ) โจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด โดยพยานโจทก์ปากพันตำรวจเอก น เบิกความยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง พบว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลืองนำกระเป๋าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไป จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น

เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดวัตถุพยานหมาย วจ.1 ที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏเหตุการณ์ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลืองลงจากรถสามล้อรับจ้างบริเวณด้านข้างโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหมและนั่งลงที่ม้านั่ง ปลดและวางกระเป๋าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทำท่าทางถ่ายรูป

จากนั้นเวลา 18.53 น. ชายดังกล่าวเดินออกไป ไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น. เกิดเหตุระเบิดขึ้น จากทางนำสืบของโจทก์ก็ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุระเบิด ชายสวมเสื้อสีเหลืองได้เดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมีการส่งมอบสิ่งของให้ซึ่งกันและกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง

โดยพยานโจทก์ปากนาย ฉ ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณซอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 นาย ส ซึ่งเป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 เช่นกัน

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

นาย อ คนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพงไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุ ยืนยันว่า ชายสวมเสื้อสีม่วงคือจำเลยที่ 2 และชี้ยืนยันในชั้นพิจารณา แม้หลังเกิดเหตุระเบิด นาย ก คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 1 ก็ตาม

แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำภายในสวนลุมพินีแล้ว ปรากฏว่าชายสวมเสื้อสีเทาไม่ปรากฏตัวอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ ใกล้ชอยสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ในเวลา 21.05 น.

เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามวัตถุพยานหมาย วจ.5 ที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏภาพจำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมีการตรวจยึดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในอพาร์ตเม้นท์ซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ

และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดวัตถุพยานหมาย วจ.5 ปรากฏภาพจำเลยที่ 5 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสอง ก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสอง ที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง

ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างฐานที่อยู่และนำสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนต้องกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

สรุปคำพิพากษาคดีประหารชีวิต 2 จำเลย คดีวางระเบิดราชประสงค์

พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ตามคำฟ้องฟ้องข้อ 1 (ก) ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร

ตามคำฟ้องฟ้องข้อ 1 (ง) ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ)

ส่วนความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ก) ที่เหลือ (ข) และ (ค) แม้ศาลจะรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดข้างต้นก็ตาม แต่ความผิดทั้งสามฐานนี้โจทก์มีเพียงพันตำรวจเอก น เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่พบจำเลยที่ 1 เดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปที่ซอยเจริญนคร 61 แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส

โดยอ้างภาพจากกล้องวงจรปิด วัตถุพยานหมาย วจ.2 เป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ตามวัตถุพยานดังกล่าว ไม่ปรากฏภาพขณะที่จำเลยที่ 1 นำสิ่งของที่อ้างว่าเป็นวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือแต่อย่างใด และเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดจากท่าเรือเป็นของกลางได้ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้ มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานปากพลเอก ว พลตำรวจตรี ภ และพันตำรวจโท ส เบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 141 ที่อพาร์ตเม้นท์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอะลูมิเนียม

จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์ จากทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความนางสาว ว ผู้ดูแลอพาร์ตเม้นท์ว่าจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 141 ปิดประตูล็อกไว้ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย จากคำเบิกความของพันตำรวจโท ณ ผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝง ซึ่งเจ้าพนักงานตรวจเก็บจากห้อง 412 และ 414 มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยทั้งสอง

นอกจากนี้ ยังมีพยานโจทก์อีก 3 ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ค้นพบในห้องพักดังกล่าวด้วย ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองก็ยอมรับว่า มีการค้นพบของกลางเหล่านั้นที่ห้องพักจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสอง ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) (ช) และ (ซ) สำหรับของกลางที่โจทก์นำสืบว่าตรวจยึดได้อีกหลายรายการจากการตรวจค้นห้องเมื่อไม่ปรากฏของกลางส่วนนี้ในคำฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1 (ฌ) และ (ญ) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 หมายเลข 09 3160 8007 ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2568 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง

ทั้งก่อนเกิดเหตุมีพยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 1 ที่ห้องพักอาศัย ทั้งจำเลยที่ 1 ก็รับว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรตามคำฟ้องของโจทก์จริง

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคแรก วรรคสอง, 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38, 55, 74, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ตามคำ

ฟ้องข้อ 1 (ก) ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น

ตามคำฟ้องข้อ 1 (จ) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามคำฟ้องข้อ 1 (ง) ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฉ) ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ช) ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ซ) เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตามคำฟ้องข้อ 1 (ฌ) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคำฟ้องข้อ 1 (ญ) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก

จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่ร่างกาย 126 คน กับทั้งทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำโทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 สถานเดียว และปรับคนละ 1,000 บาท

และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 530,000 บาท แก่กรุงเทพมหานคร และ 598,417 บาท แก่สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหานคร หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง

ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

อ่านข่าว

ด่วน ศาลสั่งประหารชีวิต 2 จำเลย คดีระเบิดย่านราชประสงค์ปี 2558

ศาลฯจำคุก “ทนายตั้ม” 5 ปี 12 เดือน คดีฉ้อโกง “เจ๊อ้อย” ให้ชดใช้เงิน 72 ล้าน

ทลาย 6 เว็บพนันจับ 7 แอดมินที่สระแก้ว พบเงินหมุนเวียนรวม 473 ล้าน

ย้อนรอยเหตุระเบิดศาลพระพรหม 2558 สู่คำพิพากษาหลังรอคอยนาน 11 ปี