สงครามจบผลกระทบไม่จบ แม้ฮอร์มุซเปิด แต่น้ำมัน-อาหารยังผันผวน

ต่างประเทศ
12:48
จำนวนผู้ชม 65
Thai PBS
สงครามจบผลกระทบไม่จบ แม้ฮอร์มุซเปิด แต่น้ำมัน-อาหารยังผันผวน
ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านอาจช่วยคลี่คลายวิกฤตพลังงานโลก หลังช่องแคบฮอร์มุซเตรียมเปิดอีกครั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาน้ำมัน อาหาร และเงินเฟ้อทั่วโลกยังอาจเผชิญความผันผวนอีกหลายเดือน เพราะการขนส่งและการผลิตพลังงานยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

วันนี้ (16 มิ.ย.2569) สำนักข่าว BBC วิเคราะห์สถานการณ์หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากความขัดแย้งกับอิหร่านมานานกว่า 3 เดือน ล่าสุดทั้งสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือ เพื่อยุติการสู้รบในระยะยาว ซึ่งนับเป็นพัฒนาการสำคัญที่หลายฝ่ายคาดหวังว่า จะช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางและบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา วิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของโลก ถูกปิดหรือมีข้อจำกัดในการเดินเรือ ส่งผลให้ปริมาณอุปทานในตลาดโลกหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และยืนยันว่า เรือบรรทุกน้ำมันเริ่มกลับมาเคลื่อนตัวผ่านเส้นทางนี้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลการเดินเรือของสำนักข่าว BBC Verify ผ่านเว็บไซต์ MarineTraffic พบว่า ปริมาณการจราจรทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเรือบรรทุกสินค้าและเรือน้ำมันเพียง 2 ลำเท่านั้น ที่เดินทางออกจากน่านน้ำดังกล่าว นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ทางด้าน นีล เชียริง ประธานนักเศรษฐศาสตร์กลุ่ม Capital Economics กล่าวว่า ยังคงต้องติดตามดูว่า ข้อตกลงนี้จะเป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราวที่เปราะบาง หรือเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืน พร้อมเตือนว่า การฟื้นตัวของการขนส่งน้ำมันให้กลับมาสู่ระดับก่อนเกิดสงครามนั้นต้องใช้เวลา เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่ยังคงอยู่ผิดตำแหน่ง โครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูกำลังการผลิต รวมถึงปัญหาเรื่องค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือที่ยังคงสูงลิ่ว

ขณะที่บริษัทขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง เมอส์ก (Maersk) ของเดนมาร์ก และ ฮาปาก-ลอยด์ (Hapag-Lloyd) ของเยอรมนี ซึ่งมีเรือติดค้างอยู่ภายในช่องแคบระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบทางโลจิสติกส์ และจำเป็นต้องรอให้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ รวมถึงการเคลียร์ทุ่นระเบิดในน่านน้ำให้เสร็จสิ้นก่อน

น้ำมันราคาร่วงรับข่าวดีลสันติภาพ

ปริมาณความต้องการน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของโลกประมาณ 1 ใน 5 จำเป็นต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การปิดช่องแคบในช่วงที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากเดิมที่อยู่ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์

ทว่าภายหลังการประกาศกรอบข้อตกลงฉบับใหม่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 83.55 ดอลลาร์/บาร์เรล ทันที อย่างไรก็ตาม ฟลอเรนซ์ ชมิต นักยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอาวุโสจาก Rabobank เตือนว่า ตลาดพลังงานจะยังคงเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงจนกว่าจะถึงวันลงนามข้อตกลง เนื่องจากรายละเอียดสำคัญบางประการยังไม่ได้รับการยืนยันจากทั้ง 2 ฝ่าย

โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ระบุว่า การเปิดช่องแคบมีกำหนดเวลาเพียง 60 วัน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่า หลังจากนั้นอิหร่านจะนำระบบจัดเก็บค่าผ่านทางกลับมาใช้หรือไม่ อย่างไรก็ดี หากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบ คาดว่าราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติและอาจเฉลี่ยอยู่ที่ระดับกลาง 80 ดอลลาร์/บาร์เรลในช่วงปลายปี

ผู้เชี่ยวชาญเตือนน้ำมัน-อาหารยังผันผวน

ในส่วนของราคาอาหารโลก แม้ว่าวิกฤตการณ์จะเริ่มคลายตัว แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อาจยังไม่ส่งผลดีต่อราคาผลผลิตในทันที เนื่องจากตลาดปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน โดยประมาณ 1 ใน 3 ของการซื้อขายปุ๋ยโลกและก๊าซธรรมชาติ สำหรับผลิตปุ๋ยไนโตรเจน ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เมาริซิโอ คารุลลี นักวิเคราะห์พลังงานระดับโลกจาก Quilter Cheviot ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม และที่สำคัญฤดูกาลเพาะปลูกในหลายภูมิภาคของโลกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว การจัดส่งปุ๋ยที่ล่าช้าจึงไม่ทันท่วงทีต่อการบำรุงพืชผล ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรของโลกในระยะต่อไป

ในขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,033 ดอลลาร์/ตัน จากที่เคยพุ่งสูงถึง 1,840 ดอลลาร์/ตัน ในช่วงวิกฤต

นอกจากนี้ สงครามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ได้ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น จนสร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เช่น ในสหราชอาณาจักรที่เดิมทีคาดว่าธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่กลับต้องชะลอแผนการดังกล่าวเพื่อตรึงดอกเบี้ยไว้

อย่างไรก็ตาม รัส มอนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ AJ Bell ชี้ว่า ความคืบหน้าของข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านในครั้งนี้ ทำให้แนวโน้มของตลาดเปลี่ยนไป โดยคาดว่า อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว ภายในเดือน ธ.ค. และอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2570 ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจในการจ้างงาน และกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีความต้องการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

อ่านข่าว :

รัฐบาลเดินหน้าปราบ Pay to Fly พร้อมแก้ปัญหานักบินไทยตกงาน

"เอกนัฏ" พร้อมทบทวนค่าไฟที่อยู่อาศัย จ่อคลอด "ค่าไฟ Data Center" อัตราใหม่

โฆษก ทร.เผยใกล้ได้ข้อยุติ โครงการจัดหาเรือฟริเกต