วันนี้ (30 มิ.ย.2569) ภายหลังเกิดคดีแอร์โฮสเตสชาวไทย ถูกจับกุมพร้อมยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย ลูกเรือจากหลายสายการบิน ได้ออกมาเปิดเผยประสบการณ์ว่า เคยได้รับข้อความจากบัญชีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อ "แป้งที่แปลว่าแป้ง" ติดต่อผ่านเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม เพื่อสอบถามกำหนดการเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะเส้นทางเมลเบิร์นและซิดนีย์
ผู้ที่ได้รับการติดต่อระบุว่า เมื่อสอบถามถึงสิ่งของที่จะฝากขนส่ง ผู้ติดต่อแจ้งว่าเป็น "กระเป๋า" ซึ่งมีลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าปักลายช้าง คล้ายกับของกลางที่ปรากฏในคดีล่าสุด ขณะที่บางคนเปิดเผยว่า บัญชีผู้ใช้งานดังกล่าว ถูกลบออกจากระบบแล้ว ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้อีก
ลูกเรือหลายรายจึงตั้งข้อสังเกตว่า บัญชีดังกล่าวอาจเป็นบุคคลเดียวกับที่ติดต่อผู้ต้องหาในคดีนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ และยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ
ลูกเรือย้ำไม่รับหิ้วของจากบุคคลภายนอก
แอร์โฮสเตสรายหนึ่งเปิดเผยว่า แม้จะเคยได้รับข้อความลักษณะดังกล่าว แต่ไม่ได้ตอบรับ เนื่องจากโดยปกติไม่รับหิ้วของให้บุคคลอื่น เพราะมองว่ามีความเสี่ยงและไม่สามารถตรวจสอบที่มาของสิ่งของได้อย่างแท้จริง
เธอระบุเพิ่มเติมว่า หลายสายการบินมีข้อกำชับชัดเจนให้ลูกเรือจัดกระเป๋าสัมภาระด้วยตนเอง และหลีกเลี่ยงการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของจากบุคคลภายนอก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและปัญหาทางกฎหมาย
มีข้อความแปลก ๆ ทักมาในติ๊กต็อกว่า รับหิ้วของไปออสเตรเลียไหม ตอนเห็นก็เอ๊ะ เพราะหน้าโปรไฟล์ดูไม่มีตัวตน ชื่อบัญชีดูแปลก ๆ เหมือนบัญชีอวตาร ก็เลยไม่สนใจ พอมารู้ข่าว ก็คิดว่าเป็นชื่อบัญชีเดียวกันหรือเปล่า ปกติสายการบินก็ไม่ให้รับหิ้วของ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัย แต่ก็มีลูกเรือบางคนที่รับหิ้วเป็นอาชีพเสริม แต่ก็จะหิ้วเพื่อนให้เพื่อน ไม่รับจากคนไม่รู้จัก
หลังเกิดคดีดังกล่าว ลูกเรือจำนวนหนึ่งยังเผยแพร่คลิปผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เตือนเพื่อนร่วมอาชีพให้หลีกเลี่ยงการรับหิ้วของ และแนะนำให้หารายได้เสริมจากช่องทางอื่น เช่น การสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ การรีวิวสินค้า หรือการนำสินค้าที่ซื้อด้วยตนเองจากต่างประเทศ มาจำหน่ายในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งมีความเสี่ยงน้อยกว่า
ป.ป.ส. ชี้ยังพบการว่าจ้างขนยาเสพติดผ่าน นทท.
ข้อมูลจากการสืบสวนของสำนักงาน ป.ป.ส. ระบุว่า นอกจากการใช้ลูกเรือแล้ว ขบวนการค้ายาเสพติดยังมีการว่าจ้างนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ให้ลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศไทยผ่านสนามบินอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างข้อความที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ เป็นการประกาศรับสมัครผู้เดินทางไปสหราชอาณาจักร โดยเสนอที่พักและตั๋วเครื่องบินฟรี กำหนดระยะเวลาเดินทางเพียง 5-7 วัน พร้อมระบุให้ผู้ร่วมงานมีกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง 1 ใบ และกระเป๋าโหลดใต้เครื่องน้ำหนัก 23 กิโลกรัม แลกกับค่าตอบแทนประมาณ 8,000 บาท เมื่อดำเนินการสำเร็จ
ข้อมูลจากโครงการความร่วมมือด้านการปราบปราม และสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยาน (AITF) ระบุว่า ในปี 2569 พบผู้ต้องหาคดีลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดผ่านสนามบินรวม 25 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารที่ลำเลียงด้วยตนเอง 14 คน และผู้เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านพัสดุ 11 คน
เจ้าหน้าที่ตรวจยึดพัสดุรวม 71 ชิ้น และสามารถตรวจยึดเฮโรอีนได้มากกว่า 119 กิโลกรัม โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศออสเตรเลียเป็นปลายทาง ที่พบความพยายามลักลอบส่งยาเสพติดจากประเทศไทยมากที่สุด รวม 30 คดี ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีการส่งผ่านพัสดุ
รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยยังเป็นทั้งประเทศต้นทาง และทางผ่านของเฮโรอีนที่ถูกตรวจยึดในหลายประเทศทั่วโลก แม้ระดับความรุนแรงจะอยู่ในระดับปานกลาง
นอกจากนี้ ข้อมูลยังสะท้อนว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นจุดผ่านสำคัญของยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน ที่ลำเลียงมาจากเมียนมาและลาว ก่อนกระจายไปยังหลายภูมิภาคทั่วโลก
ศุลกากรชี้ระบบตรวจขาออกเน้นความปลอดภัยการบิน
อธิบดีกรมศุลกากร อธิบายว่า ระบบตรวจสัมภาระของลูกเรือใช้มาตรฐานเดียวกับผู้โดยสารทั่วไป ทั้งการตรวจสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้เครื่อง ผ่านเครื่องเอกซเรย์ตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)
ความแตกต่างมีเพียงการแยกเคาน์เตอร์เช็กอินสำหรับลูกเรือเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จุดที่อาจเป็นช่องโหว่ คือการประเมินว่าลูกเรือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงอาจได้รับการตรวจค้นที่ไม่เข้มข้นเท่ากับผู้โดยสารบางกลุ่ม เพื่อความรวดเร็วในการปฏิบัติงาน
ขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิชี้แจงว่า ระบบเอกซเรย์ขาออกได้รับการออกแบบ เพื่อค้นหาวัตถุระเบิด อาวุธ โลหะ และสารอันตรายที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยของเที่ยวบินเป็นหลัก จึงไม่ได้ออกแบบให้สามารถระบุยาเสพติด ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในสัมภาระได้โดยตรง
ส่วนการตรวจหายาเสพติดจะเน้นที่ผู้โดยสารขาเข้า โดยอาศัยทั้งเครื่องเอกซเรย์และสุนัข K9 สำหรับตรวจหาสารเสพติด ซึ่งปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด ขณะที่สุนัขตรวจหาวัตถุระเบิดยังคงถูกใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง และการรักษาความปลอดภัยของสนามบินเป็นหลัก
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของจากบุคคลที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตน และที่มาของสินค้าได้ อาจกลายเป็นช่องทางที่ขบวนการค้ายาเสพติด ใช้แสวงหาประโยชน์จากผู้เดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางระหว่างประเทศเป็นประจำ
ขณะเดียวกันยังเป็นสัญญาณให้หน่วยงานด้านการบิน ความมั่นคง และการปราบปรามยาเสพติด ทบทวนมาตรการประเมินความเสี่ยง และการตรวจสอบสัมภาระ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต
อ่านข่าวอื่น :
ป.ป.ส. ตรวจบ้าน-แกะรอยแชต ขยายผลคดีแอร์ขนเฮโรอีนไปออสเตรเลีย
เช็กความพร้อมก่อนเกม ฝรั่งเศส ดวล สวีเดน รอบ 32 ทีม ฟุตบอลโลก 2026










