วันนี้ (8 ก.ค.2569) รัฐบาลสหราชอาณาจักรโดยหน่วยงานด้านการควบคุมชายแดนและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับกัญชา ได้ยกระดับความร่วมมือครั้งสำคัญด้วยการส่งมอบเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจจับกัญชาที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่กรมศุลกากรไทย เพื่อนำไปใช้สกัดกั้นการลักลอบส่งออกตั้งแต่ต้นทาง
แม้ในแง่หนึ่งความร่วมมือนี้จะดูเป็นเรื่องของการปราบปรามร่วมกันระหว่างประเทศ แต่ในอีกมิติหนึ่งกลับถูกนักวิเคราะห์ตั้งคำถามครั้งสำคัญว่า เป็นการสะท้อนถึงความล้มเหลวของประเทศไทย ที่ไม่สามารถควบคุมดูแลและจำกัดการแพร่กระจายของกัญชาออกนอกราชอาณาจักรได้ จนทำให้กลายเป็นภาระของประเทศปลายทาง
ซึ่งเป็นผลพวงจากการที่ประเทศไทยยังติดกับดักนโยบายที่ประกาศให้กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดและเน้นย้ำให้ใช้เฉพาะในทางการแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกับหลักเกณฑ์และการบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมอย่างสิ้นเชิง
ความล้มเหลวในการควบคุมในประเทศ สะท้อนชัดจากผลงานการตรวจค้นและจับกุมตามท่าอากาศยานนานาชาติของไทยที่มีรายงานการจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เจ้าหน้าที่ศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคงร่วมกันสกัดจับผู้โดยสารชายสัญชาติรัสเซีย ขณะพยายามซุกซ่อนช่อดอกกัญชาและยางกัญชาแปรรูปน้ำหนักรวมกว่า 17 กิโลกรัม เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
นอกจากนี้ ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว (7 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้โดยสารหญิงสัญชาติเบลเยียมที่พยายามลักลอบนำกระเป๋าเดินทางบรรจุช่อดอกกัญชาและกัญชาแปรรูปน้ำหนักรวมสูงถึง 31 กิโลกรัม โดยมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศฝรั่งเศส
เจ้าหน้าที่ได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวต่างชาติทั้ง 2 คน พร้อมตั้งข้อหาหนักฐานพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง พยายามส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ออกนอกราชอาณาจักร ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร และความผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ.2568
เปิดสถิติกรมศุลกากร 8 เดือน ยึดกัญชากว่า 3.7 หมื่น กก.
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานปราบปรามและสกัดกั้นการลักลอบขนส่งกัญชาผิดกฎหมายในช่วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่ 1 ต.ค.2568 - 30 มิ.ย.2569) พบว่ากรมศุลกากรสามารถตรวจยึดกัญชาผิดกฎหมายได้มากถึง 3,309 คดี รวมน้ำหนักของกลางทั้งหมด 37,210 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 474 ล้านบาท
สามารถแบ่งแยกประเภทคดีออกเป็น คดีการลักลอบนำเข้าจำนวน 43 คดี และคดีการลักลอบส่งออกที่มีจำนวนสูงอย่างน่าตกใจถึง 3,266 คดี
จากข้อมูลเชิงสถิติดังกล่าวพบว่า ประเทศปลายทางที่มีการลักลอบส่งกัญชาไปมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ คือ สหราชอาณาจักร โดยมีสถิติการตรวจพบคดีปลายทางรวมกว่า 2,100 คดี สามารถยึดของกลางกัญชารวมได้ 13,906 กิโลกรัม
ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากรจึงจำเป็นต้องปรับมาตรการการลงโทษผู้กระทำความผิดในเกณฑ์ขั้นเด็ดขาด โดยของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมดจะถูกสั่งยึดให้ตกเป็นของแผ่นดิน และผู้กระทำความผิดจะต้องระวางโทษเสียค่าปรับในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท
สาเหตุสำคัญที่ทำให้สหราชอาณาจักรต้องตัดสินใจส่งมอบเครื่องมือสนับสนุนการตรวจจับกัญชามายังประเทศไทยในครั้งนี้ มีที่มาจากความพยายามในการเรียกร้องและขอความร่วมมือจากรัฐบาลไทยมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อปี 2567 หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (National Crime Agency หรือ NCA) ได้ส่งจดหมายแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการมายังทางการไทยว่า ประเทศไทยกำลังสุ่มเสี่ยงและตกเป็นผู้ส่งออกกัญชาผิดกฎหมายรายใหญ่ของโลก
พร้อมทั้งแนบหลักฐานข้อมูลสถิติการจับกุมกัญชา ณ สนามบินในสหราชอาณาจักรที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัว เมื่อเปรียบเทียบจากปี 2565 โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 605 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 460 คน ที่มีประวัติการเดินทางเริ่มต้นมาจากประเทศไทย
และสถานการณ์ดังกล่าวยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะเวลาเพียง 7 เดือนแรกของปี 2568 ทางการอังกฤษจับกุมผู้ลักลอบขนกัญชาได้เพิ่มอีก 540 คน ซึ่งพบว่าเป็นผู้โดยสารที่บินตรงมาจากประเทศไทยสูงถึง 406 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 75 ของผู้ต้องหาทั้งหมด
อ่านข่าวอื่น :
พระราชทานเพลิงศพพระภิกษุ มรณภาพจากเหตุรถชนขณะเดินธุดงค์
คมนาคมสั่งลดค่า รถทัวร์-รถร่วม บขส. 3 สตางค์/กม. ดีเดย์ 11 ก.ค.นี้
สภาฯ 306 ต่อ 141 ผ่านร่างนิรโทษกรรม ยกเว้นคดีมาตรา 112 เยาวชน

