ปลัด ยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

การเมือง
14:43
จำนวนผู้ชม 179
Thai PBS
ปลัด ยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

“ตลอดชีวิตรับราชการคิดเสมอว่า ข้าราชการต้องทำงานเพื่อประชาชน แต่ตอนอยู่กฤษฎีกา จะไม่ทราบว่ากฎหมายที่เราเขียนมีอิมแพคกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน จนมาทำงานที่กระทรวงยุติธรรมที่เป็นหน่วยปฏิบัติ จึงทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมาก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มีภารกิจหลากหลายในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เมื่อถามว่า กระทรวงยุติธรรมจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างไร...อยู่ที่เราจะทำให้ได้เต็มกำลัง และใช้ศักยภาพที่มีอยู่ อย่างเต็มที่” พงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ไว้ใน “คอลัมน์ คนยุติธรรม”

แม้ “ปลัดต่าย” พงษ์สวาท จะไม่ใช่ “ลูกหม้อ” ของกระทรวงยุติธรรม แต่หากวัดคุณสมบัติและปูมหลังความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย แทบไม่แตกต่างจากอดีตปลัดกระทรวงตราชั่ง ที่ผ่านมา จบนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งนิติกร 3 กองกฎหมายไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตั้งแต่ปี 2535 เติบโตตามลำดับเป็นฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการกฤษฎีกา

ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และผอ.สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ปย.ป.) ก่อนที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯที่กำกับดูแลฝ่ายกฎหมาย สมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์อาชา จะโอนย้ายให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อเดือน ก.ค.2565 ทำหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด 10 กรม และอีก 2 องค์กรมหาชน

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ในช่วงการทำงานข้ามห้วย จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาอยู่กระทรวงตราชั่ง ในปีที่ 3 “ปลัดต่าย” พงษ์สวาท ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องขอบคุณผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมในอดีต ที่วางระบการทำงานได้อย่างดีและเข้มแข็ง

แม้วันนี้ผู้บริหาร หรือบุคลากรจะเปลี่ยนไป แต่ผลงานของกระทรวงยุติธรรมที่ผ่านมา คือตัวชี้วัดเมื่อประชาชนเดือดร้อน เดินเข้ามาหากระทรวงยุติธรรม ก็อย่าทิ้งโอกาสนี้

“…ถ้าจะมองไปข้างหน้า ต้องเหลียวข้างหลัง สิ่งไหนดีต้องเก็บรักษาไว้และทำให้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องทำไปข้างหน้าคือ ต้องทันสมัย ทันสถานการณ์ โดยนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนการทำงาน คือ การพัฒนาองค์ความรู่ให้เท่าทันต่อยุคสมัย และเท่าทันต่อองค์กร ก้าวต่อไป คือต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งองค์กรและบุคลากร ด้วยการถ่ายทอดนโยบายจากผู้บริหาร ลงไปสู่ผู้ปฎิบัติในทุกระดับถึงหน่วยงานกระทรวงยุติธรรม ระดับพื้นที่ โดยหน่วยงานในพื้นที่ต้องรับทราบนโยบายแนวทางการทำงาน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อมกัน” ปลัดยุติธรรมคนที่ 33 เคยกล่าวไว้

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

นับแต่รับตำแหน่งปลัดยุติธรรม ในกระทรวงตราชั่ง มีข้าราชการเมืองจาก 3 พรรคการเมือง ที่เข้ามากำกับดูแลนโยบาย ประกอบด้วย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” พรรคพลังประชารัฐ เป็นรมว.ยธ. ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่ปี 2562-2566 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ เป็นรมว.ยธ. 2 ยุค ยุคแรกรัฐบาลเพื่อไทย มีนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ช่วง 1 ก.ย.2566-3 ก.ย.2567 และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ช่วง 3 ก.ย.67-18 ก.ย.2568

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ต่อมารัฐบาลภูมิใจไทย อนุทิน 1 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรมว.ยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.2568-30 มี.ค.2569 และเป็นรมว.ยธ.รอบ 2 ในรัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งแต่ 30 มี.ค.2569-ปัจจุบัน

ตลอดช่วงเวลา 2-3 ปีที่มานั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงตาชั่ง “ปลัดต่าย” พงษ์สวาท มักไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อ แม้จะปรากฎตัวในงานของกระทรวงฯ และหน่วยงานในสังกัดอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ไม่ค่อยมีข่าวมากนัก ยกเว้นช่วงที่มีเหตุการณ์ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ในยุคที่ พ.ต.อ.ทวี เป็นรมว.ยุติธรรม ที่ปรากฏชื่อว่า เซ็นอนุมัติรับทราบรายงาน หลังอธิดีกรมราชทัณฑ์ (ในขณะนั้น) ขอขยายเวลา “ทักษิณ ชินวัตร” รักษาตัวรพ.ตำรวจ เป็นเวลา 60 วัน ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

7 ก.ค.2569 หลังครม. มีมติโยก “ปลัดบอย” ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มานั่งตำแหน่งปลัดยุติธรรม ให้ “ปลัดต่าย” พงษ์สวาท นีละโยธิน ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ซึ่งตำแหน่งดังกล่าว เป็นที่รับรู้กันในหมู่ข้าราชการระดับ 11 ว่า ถูกเก็บเข้ากรุ ให้ไปนั่งตบยุง จึงเป็นที่มาของยื่นหนังสือลาออกจากราชการ และไม่ขอรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569

ปัจจุบัน รมว.ยุติธรรม ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติให้ปลัดต่าย “พงษ์สวาท” ลาออก ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นการย้ายตามวงรอบ เนื่องจากจะปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปี ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ และสามารถปฏิบัติงานต่อเป็นปีที่ 5 ได้ ทั้งที่ตามปกติ การได้ต่ออายุตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม สามารถต่อได้ครั้งละ 1 ปี ไม่เกิน 6 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา มีเพียงกรณีของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับการต่ออายุตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ยาวถึง 6 ปี ส่วน “ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยก่อนหน้า ปลัดต่าย “พงษ์สวาท” ก็ไม่ได้ต่อตั๋วเช่นเดียวกัน

หากมีคำถามว่า เหตุใด ปลัด ยธ.คนเดิม จึงไม่ได้ไปต่อ และเหตุใดจึงนำปลัดคนใหม่ "คนวงใน" ของพรรคการเมือง คำตอบก็คงไม่ต่างกันในทุกยุคสมัย

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

ปลัดยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

จากคำตอบของ พล.ต.ท.รุทธพล ที่ว่า การต่ออายุตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นดุลพินิจของรัฐมนตรี และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบกับป.ป.ช.ว่าปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังมีคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ ในประเด็นการพักรักษาตัวนอกเรือนจำของ “ทักษิณ ชินวัตร” ค้างอยู่หรือไม่

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ขรมต่อปลัดกระทรวงคนใหม่ ของข้าราชกระทรวงตาชั่ง หลังการยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ปลัดต่าย “พงษ์สวาท” ยังไร้ความเคลื่อนไหว มีรายงานเพียงว่า คนทำงานใกล้ชิดของปลัดยุติธรรม ได้เตรียมเก็บอุปกรณ์และของใช้สำนักงานออกบ้างแล้ว

“ต้องเดินไปข้างหน้า โดยมีความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมาเป็นต้นทุนที่จะปรับใช้ในแต่ละงาน...” เป็นข้อความที่ปลัดต่าย “พงษ์สวาท” ทิ้งไว้ในคอลัมน์คนยุติธรรม

ขอขอบคุณ: วารสารกระทรวงยุติธรรม ปีที่22 ฉบับที่ 1 ประจำปี 2568

อ่านข่าว

เส้นทาง Fast Track "

ปลัด ยธ."ต้องเดินไปข้างหน้า ใช้ความรู้ด้านกฎหมายที่ติดตัวมา เป็นต้นทุน"

เส้นทาง Fast Track "ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร" ปลัดฯ ยุติธรรม คนใหม่

"