กลาโหมสหรัฐฯ สั่งเช็ก "เทสโทสเตอโรน" ทหาร หวังสร้างกองทัพสุดแกร่ง

ต่างประเทศ
13:58
จำนวนผู้ชม 60
Thai PBS
กลาโหมสหรัฐฯ สั่งเช็ก "เทสโทสเตอโรน" ทหาร หวังสร้างกองทัพสุดแกร่ง
กลาโหมสหรัฐฯ ประกาศสั่งตรวจฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในกำลังพลอายุ 30 ปีขึ้นไปทุกนาย หวังสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งและมีชัยเหนือคู่ต่อสู้ ท่ามกลางเสียงเตือนจากแพทย์เรื่องผลข้างเคียง และเสียงวิจารณ์จากนักการเมืองว่าเป็นเพียงเกมนโยบายเชิงวัฒนธรรม

วันนี้ (16 ก.ค.2569) BBC รายงาน พีท เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ประกาศมาตรการด้านสาธารณสุขครั้งสำคัญผ่าน X พร้อมข้อความ "High-T Department" โดยระบุว่า กระทรวงกลาโหมอนุมัติโครงการตรวจคัดกรอง ภาวะขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ให้เป็นหนึ่งในรายการตรวจสุขภาพประจำปี สำหรับกำลังพลทหารที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทหารทุกนายจะมีระดับฮอร์โมนที่เหมาะสมที่สุด ในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ

โดยทหารที่มีผลการตรวจพบว่ามีระดับฮอร์โมนต่ำกว่าเกณฑ์ จะได้รับข้อเสนอในการเข้ารับการบำบัดทดแทนฮอร์โมนภายใต้ความสมัครใจ ในขณะที่กำลังพลที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี สามารถเลือกเข้ารับการตรวจนี้ได้โดยไม่บังคับ

ด้าน ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในทันที กับกำลังพลในกองประจำการและกองหนุนทุกนายที่เข้าเกณฑ์อายุ เพื่อสร้างฐานข้อมูลสุขภาพที่ครอบคลุมและคงไว้ ซึ่งกองทัพที่แข็งแกร่ง มั่นคง และมีขีดความสามารถในการรบที่เหนือกว่าอย่างเด็ดขาด

กลาโหมยังอุบ ปมตรวจฮอร์โมนทดแทนในกำลังพลสตรี

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง ในประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องจากในแถลงการณ์ของ เฮกเซธ และคำอธิบายจากเพนตากอน ไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าการตรวจคัดกรองดังกล่าว จะครอบคลุมกำลังพลหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง ตามอายุเช่นเดียวกันหรือไม่

และเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเพิ่มเติมว่า ทหารหญิงจะได้รับสิทธิ์ในการประเมิน เพื่อรับการบำบัดด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน ในช่วงใกล้หมดประจำเดือนหรือไม่ ทางเพนตากอนปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ส่งผลให้ แทมมี ดักเวิร์ธ สว.พรรคเดโมแครตและอดีตทหารผ่านศึกสงครามอิรัก ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหม เปิดโอกาสให้มีการตรวจฮอร์โมนแก่กำลังพลทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียม ขณะที่ คริสซี ฮูลาแฮน สส.และอดีตทหารอากาศหญิง โพสต์ข้อความวิจารณ์ เฮกเซธ อย่างรุนแรงว่า นโยบายนี้เป็นเพียงความหลงใหลในสงครามวัฒนธรรมของเขาเท่านั้น

ทางด้าน ดร.โมฮิต เครา ศาสตราจารย์ด้านศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ และอดีตประธานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ด้านการคัดกรองและการใช้เทสโทสเตอโรนในกองทัพ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBc ว่า การตรวจคัดกรองผู้ชายอายุเกิน 30 ปีถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เนื่องจากฮอร์โมนนี้เป็นดัชนีชี้วัดสำคัญต่อสุขภาพ โดยรวมทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ซึ่งการมีระดับฮอร์โมนที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดการสะสมของไขมัน ลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในสนามรบ อย่างไรก็ตาม ดร.เครา ออกโรงเตือนว่าไม่ควรจ่ายฮอร์โมนดังกล่าว ให้กับผู้ที่ไม่มีอาการบ่งชี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงร้ายแรง โดยเฉพาะในกลุ่มชายวัยเจริญพันธุ์ที่อาจเผชิญกับภาวะมีบุตรยาก รวมถึงความเสี่ยงในทฤษฎีการเกิดโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด

นโยบายระดับชาติและการควบคุมทางกฎหมาย

รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ย้ำชัดเจนว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลสุขภาพในระยะยาว และสร้างความฟื้นตัวที่รวดเร็วให้แก่ทหาร ไม่ใช่โครงการเพื่อ "การเพิ่มสมรรถภาพทางกายภาพด้วยสารสังเคราะห์" หรือการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การกระทำลักษณะดังกล่าวถือเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดในกองทัพ

ทั้งนี้ ปฏิบัติการรื้อระบบสาธารณสุขทหารของเพนตากอนในครั้งนี้ เกิดขึ้นสอดรับกับนโยบายของ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี เจอาร์ รมว.สาธารณสุขและบริการมนุษย์ ที่มีความพยายามลดอุปสรรคทางกฎหมาย เพื่อให้แพทย์สามารถจ่ายฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน แก่ผู้ป่วยชายได้ง่ายขึ้น โดยเสนอว่าอาจเป็นหนึ่งในแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตประชากร และการเจริญพันธุ์ในระดับชาติ

ล่าสุดเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้ยื่นคำร้องให้มีการปรับเปลี่ยนข้อความเตือน ความปลอดภัยบนฉลากผลิตภัณฑ์เทสโทสเตอโรนทดแทน พร้อมเสนอให้ผ่อนปรนข้อจำกัดในการสั่งจ่ายยาประเภทดังกล่าวในตลาดทั่วไป

อ่านข่าว :

เร่งตาม 6 เยาวชน หลบหนีสถานพินิจฯ นครราชสีมา

สหรัฐฯ ถล่มยับฐานทัพอิหร่าน ทรัมป์กร้าวเตือนเตหะราน "ทำตัวดี ๆ"

“รองอธิบดี สถ.” เล็งเรียกคืนเงินเดือนกลุ่ม 3,621 คน หลังให้พ้นราชการปมทุจริตสอบท้องถิ่น