เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ CNN รายงานว่า ความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการโน้มน้าวให้สาธารณชนอเมริกันคล้อยตาม และสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่าน กำลังเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่และส่งสัญญาณความล้มเหลวทางการเมืองอย่างชัดเจน
แม้ว่าที่ผ่านมาทรัมป์จะพยายามหยิบยกประเด็นข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2558 หรือ แผน JCPOA ที่สัญญาร่วมกันในสมัย อดีตประธานาธิบดีโอบามา มาโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่ามากกว่า 36 ครั้ง ตามรายงานการตรวจสอบของสำนักข่าว CNN
ทว่าผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนล่าสุดโดย Washington Post-Ipsos กลับสะท้อนในทางตรงกันข้าม โดยพบว่า มีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น ที่เชื่อว่าทรัมป์จะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ที่ดีกว่าที่โอบามาเคยทำไว้ ขณะที่ประชากรถึงร้อยละ 37 คาดการณ์ว่า ข้อตกลงในอนาคตของทรัมป์จะแย่กว่าเดิม ซึ่งคิดเป็นส่วนต่างที่ห่างกันถึง 14 จุด
แรงหนุนที่ลดลงแม้ในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกัน
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลทรัมป์คือ ความเชื่อมั่นที่ลดถอยลง แม้กระทั่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเอง โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกันเพียงร้อยละ 54 เท่านั้น ที่เชื่อว่าทรัมป์จะสร้างข้อตกลงที่ดีกว่าได้
ซึ่งตัวเลขนี้มาจากกลุ่มผู้สนับสนุนตัวยงในขบวนการ MAGA (Make America Great Again) ถึงร้อยละ 70 แต่เมื่อพิจารณาในกลุ่มชาวรีพับลิกันที่ไม่ใช่สาย MAGA พบว่า เสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน โดยมีเพียงร้อยละ 27 ที่เชื่อมั่นในตัวทรัมป์ และร้อยละ 23 คิดว่าข้อตกลงของโอบามาดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นอิสระมีเพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่มองว่า ทรัมป์จะทำผลงานได้ดีกว่าโอบามา
การทูตยุคโอบามา VS สงครามยุคทรัมป์
ข้อเปรียบเทียบที่สำคัญและเป็นแกนหลักของวิกฤตศรัทธาในครั้งนี้ คือการที่อดีตประธานาธิบดีโอบามา สามารถบรรลุข้อตกลง JCPOA ในปี 2558 ได้โดยอาศัยกระบวนการทางทูตเพียงอย่างเดียว แม้ว่าในอดีต ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่ได้รับความนิยมจากสาธารณชนมากนัก โดยผลโพลของ Pew Research Center ในปี 2558 และ Gallup ในปี 2559 ชี้ว่ามีผู้คัดค้านมากกว่าผู้สนับสนุนก็ตาม
แต่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลปัจจุบันของทรัมป์ ที่เลือกใช้วิธีการทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งต้องแลกมาด้วยชีวิตของทหารอเมริกันมากกว่า 1 โหล รวมถึงงบประมาณหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่สูญเสียไป และผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก ทว่ากลับยังไม่มีแนวโน้มที่สงครามจะสิ้นสุดลง ซ้ำร้ายยังเกิดวิกฤตการณ์ใหม่จากการที่อิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
ผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายสายเหยี่ยวของทรัมป์ ส่งผลให้สาธารณชนเกิดความเบื่อหน่าย และต่อต้านสงครามครั้งนี้อย่างรุนแรง โดยผลสำรวจระบุว่า ชาวอเมริกันถึงร้อยละ 68 เห็นว่า สงครามอิหร่านเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าที่จะหลั่งเลือดและลงทุน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความรู้สึกคัดค้านต่อสงครามในอิรักและอัฟกานิสถานในอดีตเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ คะแนนความไม่พอใจและไม่ไว้วางใจในการบริหารจัดการวิกฤตอิหร่านของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พุ่งทะยานขึ้นไปถึงร้อยละ 69 ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณอันตรายและเป็นภาระผูกพันทางการเมืองที่ส่งผลลบอย่างรุนแรงต่อรัฐบาลและพรรครีพับลิกัน ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังขยับตัวใกล้เข้ามาทุกขณะ
อ่านข่าว :
เช็กสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ผ่าน-ไม่ผ่าน ต้องทำอย่างไร
"ดีทรอยต์" อากาศแย่สุดในโลก ผลกระทบหมอกควันไฟป่าแคนาดาข้ามแดน
สภาพอากาศวันนี้ มรสุมปกคลุมไทยตอนบน เหนือ-ตะวันออกฝนหนักบางแห่ง









