วันนี้ (1 ส.ค.2569) มาตรการใหม่ในการเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งจราจรกับการต่อภาษีรถยนต์ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและเสริมสร้างวินัยจราจรให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน
โดยผู้ขับขี่ที่มีใบสั่งจราจรค้างชำระและผ่านขั้นตอนการแจ้งเตือนตามกฎหมายแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งเชื่อมโยงไปยังกรมการขนส่งทางบกโดยทันที เพื่อประกอบการดำเนินการชำระภาษีประจำปี
เปิดขั้นตอน 60-90 วัน ค้างชำระต่อภาษีได้ แต่ไร้ป้ายภาษีฉบับจริง
สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน เมื่อเจ้าพนักงานออกใบสั่งและผู้กระทำผิดยังไม่ได้ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการส่งหนังสือแจ้งเตือนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน
หากพ้นระยะเวลาดังกล่าวแล้วยังไม่มีการชำระค่าปรับให้เรียบร้อย ผู้ถือครองรถยังคงสามารถเดินทางไปต่อภาษีรถประจำปีได้ตามปกติ แต่จะยังไม่ได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีหรือป้ายภาษีฉบับจริง โดยจะได้รับเอกสารชั่วคราวแทนจนกว่าจะดำเนินการชำระค่าปรับจราจรที่ค้างไว้ครบถ้วนสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ระบบใหม่ยังเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบสั่ง สำเนาหนังสือแจ้งเตือน หลักฐานการส่งไปรษณีย์ ตลอดจนข้อมูลของเจ้าพนักงานผู้ออกใบสั่งเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
สอดรับแผนแม่บทตั้งเป้าลดผู้เสียชีวิต มุ่งปรับพฤติกรรมขับขี่เสี่ยง
รัฐบาลระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2565-2570 ซึ่งตั้งเป้าหมายลดอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากร 100,000 คน ให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การสหประชาชาติ
ทางด้าน นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย กรรมการคณะที่ปรึกษาด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน รัฐสภา ได้แสดงความเห็นสนับสนุนมาตรการนี้ พร้อมเปิดเผยสถิติว่าปัจจุบันไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึงปีละประมาณ 17,000 คน บาดเจ็บกว่า 1,000,000 คน และพิการเกือบ 20,000 คน ขณะที่มีการออกใบสั่งสูงถึงปีละ 20 ล้านใบ แต่มีผู้มาชำระค่าปรับไม่ถึง 1,000,000 ใบ
จึงเชื่อว่าการเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ และไม่สวมหมวกนิรภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ใช้มาตรการนี้เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน
อ่านข่าว :
ทร. สรุปผลคัดเลือก "เรือฟริเกต" ชี้ไทยได้ประโยชน์เศรษฐกิจพุ่ง 300%
สธ. เตรียมสอบวินัยผู้เกี่ยวข้อง รพ.อ่างทอง ชี้ "ผิดจริง" จัดเลี้ยงใน NICU









