ภายหลังอัยการประเทศญี่ปุ่น มีคำสั่งไม่ฟ้อง น.ส.เทียน หญิงไทยที่ถูกจับกุมกรณีพบไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟ ที่รับหิ้วไปประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อวานนี้ (1 ส.ค.2569)
วันนี้ (2 ส.ค.2569) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำน.ส.เทียน ให้การว่าหลังพูดคุยกับหญิงที่ใช้ชื่อ "อิงอิง" และรับพัสดุมานั้น เปิดกล่องตรวจสอบพบว่าเป็นสิ่งของอุปโภคบริโภคหลายรายการ ก่อนนำออกจากกล่องเพื่อจัดใส่กระเป๋าเดินทาง แต่ยอมรับว่าตรวจสอบสิ่งของไม่ละเอียด จึงไม่ทราบว่ามีการซุกซ่อนไอซ์ไว้ภายในซองกาแฟ
ส่วนประเด็นค่าจ้าง 3,600 บาท ทั้งที่เป็นการรับฝากสิ่งของทั่วไป น.ส.เทียน ให้การว่า ปกติการรับหิ้วจะมีผู้ฝากของหลายรายการ และค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับการตกลงกันของแต่ละเที่ยว จึงไม่ได้รู้สึกผิดสังเกต
เมื่อถามถึงซองกาแฟที่มีการเปิดและปิดผนึกใหม่ พล.ต.ท.อาชยน ระบุว่า ปัจจุบันมีเครื่องซีลพลาสติกวางจำหน่ายทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้สามารถปิดผนึกซองกาแฟให้มีลักษณะใกล้เคียงของเดิมได้ หากไม่ได้สังเกตอย่างละเอียด ก็อาจไม่พบความผิดปกติ
สอบปากคำ "หญิงไทย" ขยายผลเคสหิ้วกาแฟซุกไอซ์ จับขบวนการชาวเวียดนาม
การสืบสวนพบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหลายคน โดยพบว่า "อิงอิง" เป็นผู้ใช้แชตไลน์ติดต่อฝากส่งพัสดุ จากข้อมูลการสืบสวนสันนิษฐานว่า เป็นคนเดียวกับนายแบง ชาวเวียดนามที่เดินทางเข้าไทยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. แล้วปรากฏหลักฐานไปซื้อของที่คาดว่าเป็นกาแฟ ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ เพื่อนำไปซุกซ่อนยาเสพติดส่งให้กับน.ส.เทียน แต่ข้อมูลการสืบสวนพบว่า นายแบงเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ น.ส.เทียน ถูกจับที่ประเทศญี่ปุ่น
ขณะนี้คณะทำงานสืบสวนสอบสวน ออกหมายจับเครือข่ายชาวเวียดนามที่ก่อเหตุแล้ว 2 หมาย จับกุมได้ 1 คน และอยู่ระหว่างติดตามตัวอีก 1 คน ในข้อหาการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คาดว่าจะขยายผลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้ในเร็ว ๆ นี้
ข้อมูลการสืบสวนยังขยายผลไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเป็นชาวเวียดนาม คือนายถัง และเป็นบุคคลที่ถูกขึ้นสถานะห้ามเข้าประเทศไทย ทำหน้าที่สั่งการและประสานงานของเครือข่าย สั่งให้นายโฮ ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ก่อนหน้านี้ เปิดบัญชีโอนเงินค่าจ้างหิ้วของข้ามแดนให้กับน.ส.เทียน
ขณะเดียวกันตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลไปยังผู้ว่าจ้าง ผู้สั่งการ และผู้รับปลายทางในประเทศญี่ปุ่น เบื้องต้นเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ เตรียมพิจารณาในข้อหาฐานความผิดร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติด้วย และประสานกับทางการประเทศญี่ปุ่น สืบสวนสอบสวนในคดีนี้ร่วมกัน
พล.ต.ท.อาชยน ระบุว่า แม้รูปแบบการก่อเหตุของเครือข่ายนี้ จะใช้วิธีซุกซ่อนไอซ์ไว้ในสินค้าและพัสดุ ก่อนอาศัยผู้รับหิ้วของเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับคดีของ "มีนา" อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนไอซ์ไปต่างประเทศ
แต่จากข้อมูลการสืบสวนขณะนี้ ยังไม่พบความเชื่อมโยงว่าเป็นเครือข่ายเดียวกัน โดยคดีของ "มีนา" เป็นเครือข่ายของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่คดีของ ส.เทียน เป็นเครือข่ายของชาวเวียดนาม และเป็นคนละกลุ่มกับที่ทางกองบังคับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุมชาวเวียดนามซุกซ่อนยาในผลิตภัณฑ์น้ำพริกก่อนหน้านี้ด้วย ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม
อ่านข่าว :
สาวไทยให้ข้อมูล ตร.ในฐานะพยาน ขยายผลคดีหิ้วไอซ์ซุกซองกาแฟ
“อัยการญี่ปุ่น” สั่งไม่ฟ้องสาวไทย หลังเจอ “ไอซ์ซุกซองกาแฟ” ระบุหลักฐานไม่เพียงพอ









