เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2569 The Guardian รายงานว่า สภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทวีปยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ ทั้ง แม่น้ำดานูบ และ แม่น้ำไรน์ ลดต่ำลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานทางเศรษฐกิจ การขนส่งทางน้ำ การท่องเที่ยว ตลอดจนระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าของหลายประเทศ ตั้งแต่เนเธอร์แลนด์ไปจนถึงภูมิภาคทะเลดำ
วิกฤตพลังงาน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฮังการี-โรมาเนียส่ออัมพาต
ผลกระทบที่น่าวิตกที่สุดประการหนึ่งคือการผลิตไฟฟ้า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศฮังการีและโรมาเนีย จำเป็นต้องสั่งลดกำลังการผลิตและเตรียมปิดการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำดานูบ ไม่เพียงพอต่อระบบระบายความร้อน
ที่ฮังการี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์พัคส์ (Paks) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดและป้อนพลังงานไฟฟ้าเกือบร้อยละ 50 ของประเทศ ต้องลดกำลังการผลิตลงเหลือต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง และมีแนวโน้มต้องปิดการทำงานทั้งหมดในสัปดาห์หน้า
เปเตอร์ มัจยาร์ นายกฯ ฮังการี ยืนยันว่าอาจเกิดวิกฤตการณ์พลังงานขึ้นได้ พร้อมร้องขอให้ประชาชนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงค่ำ ละเว้นการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ปิดเครื่องปรับอากาศ ขณะเดียวกันได้สั่งการให้โรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานแบตเตอรี่ลดการใช้พลังงานและน้ำลงทันที
ส่วนทางการโรมาเนียสั่งปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้า เชอร์นาโวดา (Cernavodǎ) ไปแล้ว 1 เครื่อง และเตรียมปิดเครื่องที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าการปิดระบบอาจยาวนานถึง 2 สัปดาห์ นายกฯ อิลิเอ โบลอฌาน ออกมาร้องขอให้ประชาชนประหยัดพลังงานเช่นเดียวกัน
ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
การขนส่งทางเรือไรน์-ดานูบ ดิ่งลงเหลือเพียง 20%
ด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ในเยอรมนี ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าสำคัญ เช่น ธัญพืช สินแร่ ถ่านหิน และผลิตภัณฑ์น้ำมัน ลดลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เรือบรรทุกสินค้าสามารถบรรทุกน้ำหนักได้เพียงร้อยละ 20 ของความจุปกติเท่านั้น สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะคอขวดในภาคการผลิตของเยอรมนี
ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์ ระดับน้ำที่แม่น้ำไรน์ไหลเข้าสู่ประเทศได้ลดลงต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ จนรัฐบาลต้องประกาศภาวะขาดแคลนน้ำอย่างเป็นทางการ และจำกัดการใช้น้ำในภาคการเกษตร เช่นเดียวกับในเซอเบียและบัลแกเรีย เรือบรรทุกสินค้าและเรือท่องเที่ยวหลายร้อยลำต้องจอดเกยตลิ่ง ส่งผลให้แรงงานและชาวประมงจำนวนมากต้องหยุดงานโดยปริยาย
เผยซากประวัติศาสตร์ ฟอสซิลแมมมอธ ระเบิดสงครามโลก และเรือโบราณ
ท่ามกลางวิกฤตแล้งจัด ระดับน้ำที่ลดลงจนแห้งขอดกลับเผยให้เห็นสิ่งประหลาดใต้ท้องน้ำที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ในบัลแกเรีย ชาวบ้านค้นพบชิ้นส่วนกระดูกฟอสซิลของแมมมอธขนยาว ยุคน้ำแข็ง บริเวณแม่น้ำดานูบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กำลังเร่งเข้าตรวจสอบ
ทางการฮังการีต้องสั่งปิดสะพานมาร์กาเร็ตในกรุงบูดาเปสต์เป็นการชั่วคราว หลังจากระดับน้ำที่ลดลงเผยให้เห็นระเบิดขนาดใหญ่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จมอยู่บริเวณฐานสะพาน นอกเหนือจากนี้ ในหลายพื้นที่ยังพบซากเรือโบราณ และวัตถุประวัติศาสตร์ปรากฏขึ้นตามแนวตลิ่งที่น้ำถดถอยออกไปไกลกว่า 15-20 เมตร
ทั้งนี้ คาดว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะยังคงไม่คลายตัวในเร็ววัน เนื่องจากพยากรณ์อากาศระบุว่า ยังไม่มีสัญญาณของฝนตกหนัก และอุณหภูมิในภูมิภาคยังคงพุ่งสูงเกิน 38 องศาเซลเซียสอย่างต่อเนื่อง
ดานูบ-ไรน์ น้ำแห้งขอด กระทบเศรษฐกิจ-พลังงาน จ่อปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
อ่านข่าว :
“นายกฯ” เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย
สธ.หวั่น รพ.รายจ่ายพุ่ง งบบัตรทองได้แค่หัวละ 2,618 บาท
สมาคมพลเมืองนครนายกยื่นสภาฯ ยก 13 เหตุผลค้านคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทย









