ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

อาชญากรรม
15:41
จำนวนผู้ชม 66
Thai PBS
ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

แม้ว่า ไทยยังไม่ได้มีการยกเลิก “โทษประหารชีวิต” ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ผลของการลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต อาจจะมีผลบังคับตามกฎหมายกับประเทศที่ให้สัตยาบัน หากไม่มีการประหารนักโทษภายใน 10 ปี หลังจากนี้ หากประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตเพิ่มเติม ในวันที่ 18 มิ.ย.2571 ไทยอาจถูกพิจารณาเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหาร ในทางปฏิบัติโดยปริยาย

สถิตินักโทษประหารชีวิต ตัวเลขล่าสุดของกรมราชทัณฑ์เมื่อเดือนพ.ค.2569 อยู่ที่จำนวน 480 คน เป็นชาย 419 คน และหญิง 61 คน จากฐานความผิด 3 คดีคือ คดียาเสพติด คดีความผิดทั่วไป และคดีความมั่นคง จำนวนนี้เป็นคดีระหว่างอุทธรณ์ 439 คดี คดีระหว่างพิจารณาฎีกา 13 คดี และคดีเด็ดขาดถึงที่สุด 28 คดี

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ตั้งแต่ปี 2546 ไทยเปลี่ยน “โทษประหารชีวิต” จาก “ยิงเป้า” มาใช้วิธี “ฉีดยา” มีนักโทษถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดยาไปแล้ว 7 คน รายล่าสุดที่ถูกบังคับโทษประหารเมื่อปี 2561 เป็นนักโทษเด็ดขาดชายอายุ 26 ปี คดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เหตุเกิดในพื้นที่ จ.ตรัง พฤติการณ์ร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงเยาวชนวัย 17 ปี รวม 24 แผล เป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และขโมยกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือไป ถือเป็นการกลับมาบังคับโทษประหารชีวิต อีกครั้งในรอบ 9 ปีของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ไทยก็ยังไม่มีการบังคับโทษประหารชีวิตเพิ่มเติมอีกเลย

ท่ามกลางคำถามว่า การยกเลิก “โทษประหาร” เป็นการให้โอกาส “ผู้เคยก่อเหตุร้ายแรง” ใน 3 ฐานความผิดข้างต้น กลับตัวกลับใจ “คืนคนดีกลับสู่สังคม” หรือเป็นการ “เปิดช่อง” ให้ “อาชญากร”กลับมาก่อเหตุอุกฉกรรจ์ซ้ำซาก สร้างความหวาดวิตกต่อผู้คนในสังคม ดังกรณีล่าสุดของ ฑนา หรือ "ป๋อง" และธงชัย หรือ "ธง" ฆาตกรฆ่าฝังดิน 2 พี่น้องรัสเซีย และขยายผลจนนำไปสู่การฆ่ายกครัวพ่อแม่ลูกชาวไทย 3 ราย ที่ถูกฝังอำพรางในบริเวณใกล้เคียง

แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมจะมี พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย JSOC ซึ่งบังคับใช้ดูแลความปลอดภัยของสังคม ซึ่งตามมาตรา 16 ของกฎหมาย JSOC กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ มีรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ เพื่อพิจารณามาตรการเฝ้าระวังผู้ต้องขังคดีร้ายแรงหลังพ้นโทษ และต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งติดกำไล EM

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ขณะที่ ฑนา หรือ “ป๋อง” มีประวัติต้องโทษมาแล้วถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเจอหนักสุด ในข้อหาพยายามฆ่า ซึ่งเข้าเงื่อนไข พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบพฤติกรรม เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย JSOC แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ แม้จะมีกฎหมายบังคับใช้แล้ว แต่ได้มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวดหรือไม่

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องช่วงสายวันนี้ (3 ส.ค.2569) ว่า สำหรับผู้ต้องหา 2 คน คือ ฑนา เกิดทอง และธงชัย ศรีนิล เป็นอดีตผู้ต้องขัง ที่ได้รับการควบคุมตัวตามคำพิพากษาของศาลอย่างเคร่งครัด และพ้นโทษตามกำหนดหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว และผู้ต้องขังดังกล่าวมิได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษหรือการลดวันต้องโทษแต่อย่างใด และก็ไม่ได้มีการปล่อยปละละเลย หรือยุติบทบาทในการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

“อย่างไรก็ตามเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย การเยียวยาครอบครัวผู้เสียหาย และการเฝ้าติดตามพฤติกรรมผู้พ้นโทษในคดีต่าง ๆ โดยสั่งการให้กรมคุมประพฤติ ดำเนินการทบทวนและคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังตามมาตรการ JSOC ตามพ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำฯ ประมาณ 5,000 คนทั่วประเทศ เพื่อจำแนกผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีพฤติการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคม ให้เป็นบุคคลที่ต้องเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษ” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

โดยกำหนดมาตรการระดับพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างใกล้ชิด ในรูปแบบคณะทำงาน เพื่อขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวัง ผู้กระทำความผิดภายหลังพ้นโทษในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย

แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า แม้กรมราชทัณฑ์จะมีการจำแนกนักโทษเด็ดขาด เป็นรายบุคคลก่อนปล่อยตัว ตามมาตรา 22 ของกฎหมาย JSOC เพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ เช่น ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหาย ห้ามเข้าเขตกำหนด ห้ามก่อให้เกิดอันตรายต่อเขตชุมชนและที่พักอาศัย ห้ามทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด หรือให้มีการติดตามพฤติกรรม ฯลฯ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักโทษพวกนี้ เวลาอยู่ถูกคุมขังในเรือนจำ มันจะเรียนรู้และค่อนข้างฉลาดว่า ทำอย่างไรจึงจะผ่านเกณฑ์การประเมิน ซึ่งการคัดกรองของเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีปัญหา ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

“ปัญหาที่เกิดคือกฎหมายมีแล้ว แต่บังคับใช้หรือไม่ กรณีนี้ถ้าติดกำไล EM จะไม่สามารถออกบ้านในเวลาตี 4 และไปก่อเหตุฆ่าพี่น้องชาวรัสเซียได้ ไม่ทราบว่ามีความบกพร่องตรงไหน เพราะหากบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 16 ของกฎหมาย JSOC อย่างเคร่งครัดจริงๆ มันน่าจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง” นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตผู้ช่วย รมว.ยุติธรรม กล่าวสั้น ๆ

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ป้อง "อาชญากร" ก่อเหตุซ้ำซาก บังคับใช้ JSOC เฝ้าระวังผู้พ้นโทษ 5 พันคน

ขณะที่ “ยุทธ บางขวาง” หรือ “อรรถยุทธ พวงสุวรรณ” อดีตพี่เลี้ยงนักโทษประหาร เรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนพานักโทษก้าวเข้าสู่แดนประหาร ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า การประหารควรมีทั้งยิงเป้าและฉีดยา คดีไหนโหดมากก็ให้ยิงเป้า ในหลายประเทศ มีการประหารหายอย่าง ทั้ง ยิงเป้า ฉีดยา เก้าอี้ไฟฟ้า แขวนคอ และใช้วิธีรมก๊าซพิษ ประเทศเราก็น่าจะใช้หลายวิธีบ้าง เพื่อให้สาสมกับคดีที่พวกนี้ก่อไว้

แทบทุกครั้งที่อดีตผู้ต้องขังกลับมาก่อเหตุ มาตรการล้อมคอกที่ทุกหน่วยงานมักหยิบยกขึ้นมาหารือ คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งๆที่กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่เหตุใดยังปล่อยให้มีปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก ท่ามกลางเสียงเรียกร้องขอให้ใช้ "ยาแรง" คงโทษประหารอยู่เช่นเดิม !!!

อ่านข่าว

ผบ.ตร.สั่งสอบกรณี "ป๋อง" ผู้ต้องหาฆ่า 2 พี่น้องรัสเซียรับยาเสพติดจากตำรวจ

ตร.ทลายโกดังบุหรี่เถื่อนโคราช! ยึด 1.5 ล้านมวน มูลค่าเกือบ 7 ล้านบาท