"จีน" ปฏิรูปศึกษาสร้างอนาคต โจทย์ท้าทายไทยใช้ AI อำนาจรบใหม่ทหาร

การเมือง
17:28
จำนวนผู้ชม 50
Thai PBS
"จีน" ปฏิรูปศึกษาสร้างอนาคต โจทย์ท้าทายไทยใช้ AI อำนาจรบใหม่ทหาร

“กองทัพบก” เผยแพร่บทความทางทหาร “บทเรียนจากจีนต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงและกำลังรบของไทยในยุค AI” มาขยายและวิเคราะห์ในมุมมองทางทหารและความมั่นคงอย่างน่าสนใจ โดยชี้ว่านับจากนี้การแข่งขันของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เกิดขึ้นในสนามรบ หรือโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่ประเทศเลือกเปิดหรือยกเลิก คือภาพสะท้อนว่าประเทศนั้น ๆ กำลังเตรียมบุคคลากรสำหรับอนาคตแบบใด

หลังจากเว็บไซต์ Globaltime https://www.globaltimes.cn/page/202604/1360012.shtml นำเสนอข้อมูล จีนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ เพิ่ม 38 สาขาวิชาใหม่ ในระดับปริญญาตรี เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ และความต้องการภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมทั้งด้าน AI พลังงาน สาขาวิชาอื่น ๆ โดยยกเลิกวิชาเก่าที่ล้าสมัยออกไปกว่า 12,000 หลักสูตรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่านักศึกษาที่จบมา จะมีงานทำในอุตสาหกรรมที่โลกกำลังต้องการจริง

กระทรวงศึกษาธิการจีน (MOE) ประกาศปรับปรุงบัญชีรายชื่อ สาขาวิชาในระดับปริญญาตรี ประจำปี 2026 และจะมีการบรรจุสาขาใหม่ ในการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย หรือ Gaokao ประจำปี 2026 นี้ เพื่อลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัย กับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม

โดยมีมหาวิทยาลัยระดับท็อป 9 แห่ง เช่น Beihang University และ Harbin Institute of Technology ได้รับอนุมัติให้เปิดสอนสาขาที่เร่งด่วน ตามกลุ่มอุตสาหกรรมเช่น 1.กลุ่ม AI และหุ่นยนต์อัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ทางกายภาพ และหุ่นยนต์อัจฉริยะ วิทยาการเชื่อมต่อสมองและคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์แห่งอนาคต หุ่นยนต์เพื่อการเกษตร หรือ AI สำหรับธุรกิจและการค้า

2.กลุ่มพลังงานและความมั่นคงของชาติ เช่น วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมพลังงาน วิศวกรรมการสำรวจใต้ดินระดับลึกวิศวกรรมแร่ธาตุหายาก (ทรัพยากรยุทธศาสตร์ของจีน) วิศวกรรมบูรณาการขนส่งและพลังงาน วิทยาศาสตร์พลังงานไฮโดรเจน

3.กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและการจัดการ เช่น สาขา การค้าดิจิทัล การเงินดิจิทัล วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัลอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

และ 4.กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและชีวภาพ สาขา การผลิตด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมการผลิตอัจฉริยะวิทยาศาสตร์วัสดุใหม่ วิศวกรรมโยธาทางทะเล

บทความกองทัพบก ชี้ว่าการเพิ่มสาขาวิชาใหม่ของจีน ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดหลักสูตรตามกระแสเทคโนโลยี แต่เป็นการจัดวางโครงสร้างกำลังคนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ สิ่งที่น่าสนใจ คือหลักสูตรเหล่านี้มีลักษณะ “สหวิทยาการ” สูง กล่าวคือไม่ได้แยกความรู้เป็นคณะหรือสาขาแบบดั้งเดิม แต่เชื่อมโยงวิศวกรรม คอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ พลังงาน ชีวภาพ การเงิน การค้า และการบริหารจัดการเข้าด้วยกัน แนวทางนี้ทำให้บัณฑิตไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียนรู้ทฤษฎีเฉพาะด้าน แต่เป็นผู้ที่สามารถประยุกต์เทคโนโลยีกับปัญหาจริงของประเทศ

หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ จีนกำลังส่งสัญญาณว่า “มหาวิทยาลัย” คือส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจรัฐ ไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์วิจัย ระบบคมนาคม หรือกองทัพ เพราะมหาวิทยาลัยคือแหล่งผลิตคนที่จะไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สร้างเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ป้องกันความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง จากการเปลี่ยนแปลงนี้ในหลายระดับ ระดับแรกคือการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หากจีนสามารถผลิตบัณฑิตจำนวนมากในสาขา AI หุ่นยนต์ ชิป พลังงาน และการผลิตอัจฉริยะได้รวดเร็วกว่า ไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ในการดึงดูดการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง และการยกระดับแรงงานของประเทศ

แม้ไทยอาจยังมีจุดแข็งในฐานะฐานการผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร อาหาร และโลจิสติกส์ แต่จุดแข็งเหล่านี้จะลดลง หากไทยไม่สามารถยกระดับจาก “ผู้ผลิต” ไปสู่ “ผู้ออกแบบระบบ” หรือ “ผู้ควบคุมเทคโนโลยี” ได้ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ต้องการเพียงแรงงานประกอบชิ้นส่วน แต่ต้องการวิศวกรด้านแบตเตอรี่ ระบบควบคุม มอเตอร์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยไซเบอร์ และข้อมูลขนาดใหญ่

ระดับที่สอง คือผลกระทบต่อตลาดแรงงานไทย บัณฑิตที่มีความรู้เฉพาะด้านแบบแยกส่วนอาจไม่เพียงพออีกต่อไป งานยุคใหม่ต้องการบุคลากรที่เข้าใจหลายศาสตร์พร้อมกัน เช่น วิศวกรไฟฟ้าที่เข้าใจ AI และ cybersecurity นักคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจระบบอุตสาหกรรม นักบริหารที่ใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ประกอบการตัดสินใจ หรือบุคลากรภาครัฐที่เข้าใจทั้งนโยบาย เทคโนโลยี และความมั่นคงของข้อมูล

ระดับที่สาม คือ ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยไทย หากมหาวิทยาลัยยังคงเปิดหลักสูตรตามโครงสร้างเดิม โดยไม่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ อุตสาหกรรมอนาคต และความมั่นคง ประเทศไทย อาจผลิตบัณฑิตจำนวนมาก แต่ไม่ตรงกับความต้องการของประเทศ ในขณะที่ประเทศคู่แข่งกำลังปรับหลักสูตรอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างแรงงานทักษะสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและความมั่นคง

ดังนั้น โจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายวิชา AI เข้าไปในหลักสูตรเดิม แต่ต้องปรับมุมมองใหม่ว่า การพัฒนากำลังคนคือภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ ไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงการอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว

ในมิติทางทหาร ผลกระทบของการปฏิรูปอุดมศึกษาจีนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสงครามและภัยคุกคามสมัยใหม่ กำลังเปลี่ยนจากการใช้กำลังแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ อวกาศ ไซเบอร์ และระบบไร้คนขับมากขึ้น

กำลังรบในอนาคตจึงไม่ได้หมายถึงจำนวนทหารหรือยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถของกองทัพในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความได้เปรียบในการตัดสินใจ กองทัพที่มีระบบอาวุธทันสมัยแต่ขาดบุคลากรที่เข้าใจซอฟต์แวร์ ข้อมูล เครือข่าย ระบบสื่อสาร และความปลอดภัยไซเบอร์ อาจไม่สามารถใช้ยุทโธปกรณ์เหล่านั้นได้เต็มประสิทธิภาพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือปฏิบัติการทางไซเบอร์และอวกาศ ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงสมัยใหม่ ดาวเทียม ระบบภูมิสารสนเทศ ระบบสื่อสารทางทหาร ระบบเฝ้าตรวจชายแดน ระบบควบคุมอากาศยานไร้คนขับ และระบบบัญชาการควบคุม ล้วนต้องพึ่งพาบุคลากรที่เข้าใจทั้งวิศวกรรม ดิจิทัล ข้อมูล และความมั่นคง หากขาดกำลังคนกลุ่มนี้ ไทยอาจต้องพึ่งพาระบบจากต่างประเทศมากเกินไป และมีข้อจำกัดในการปรับปรุง ซ่อมบำรุง ตรวจสอบ หรือป้องกันระบบของตนเอง

อีกประเด็นสำคัญคือการแข่งขันด้าน AI ทางทหาร ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ตรวจจับความผิดปกติในเครือข่าย สรุปข้อมูลข่าวกรอง คาดการณ์ภัยคุกคาม สนับสนุนการส่งกำลังบำรุง และเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกด้วยระบบจำลอง แต่ AI ก็มีความเสี่ยง เช่น ความผิดพลาดของข้อมูล อคติของโมเดล การโจมตีระบบ AI และการใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในการตัดสินใจ

ดังนั้น กองทัพไทยไม่ควรมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่ต้องมองว่า AI เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ ซึ่งต้องมีทั้งผู้ใช้งาน ผู้ตรวจสอบ ผู้พัฒนา และผู้กำกับดูแลที่เข้าใจบริบททางทหารอย่างแท้จริง

สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญ คือการพัฒนากำลังคนด้าน AI ดิจิทัล ไซเบอร์ อวกาศ หุ่นยนต์ พลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูง ต้องถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการทหาร เพราะกำลังรบในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างมีประสิทธิภาพ

หากไทยยังคงมองการศึกษาเป็นเพียงระบบผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงาน ประเทศอาจปรับตัวไม่ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยี แต่หากไทยมองการศึกษาเป็น “กำลังรบใหม่” และออกแบบระบบกำลังคนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศไทยจะมีโอกาสสร้างขีดความสามารถใหม่ที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับภัยคุกคามแห่งอนาคต

หมายเหตุ :ข้อมูลจาก RTA Article บทความจากกองทัพบก บทเรียนจากจีนต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงและกำลังรบของไทยในยุค AI (Education as the New Combat Power in the AI Era) 2 ก.ค. 2569

อ่านข่าว:

สี จิ้นผิง เตรียมเยือนสหรัฐฯ ก.ย.นี้ หวังกระชับสัมพันธ์

ข้าวไทยปักหมุด "กว่างโจว" รุกจีนตอนใต้ ดัน"ข้าวประณีต"เจาะตลาดพรีเมียม