วันนี้ (4 ส.ค.2569) ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย หารือกับ นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซีย อย่างเป็นทางการ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือกับ นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ในระหว่างการเยือนอินโดนีเซีย อย่างเป็นทางการ
นายอนุทิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยมีความมุ่งมั่นในการสร้างอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว และมีบทบาทที่โดดเด่นในเวทีโลก อีกทั้งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในทุกด้าน เพื่อประชาคมอาเซียนที่แข็งแกร่ง ซึ่งตนตั้งใจจะเข้าร่วมการประชุมอาเซียน ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในปลายปีนี้ด้วย พร้อมย้ำถึงแนวทางของไทย ในการสนับสนุนอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว โดยปลายสัปดาห์นี้ ไทยจะให้การต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมาที่ทำเนียบรัฐบาล
ขณะที่ นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ชื่นชมความสำเร็จของการเดินทางเยือนอินโดนิเซีย อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เป็นการตอกย้ำบทบาทไทยต่ออาเซียน และยืนยันพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2028 ทั้งนี้ อาเซียนอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แรงกล้าของผู้นำ เช่น ผู้นำไทย เพี่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพของอาเซียน และเพื่ออาเซียนที่เข้มแข็ง stronger ASEAN
เลขาธิการอาเซียนหนุนไทย นั่งประธานอาเซียนปี 2028 เข้าใจไทยปมพิพาทกัมพูชา
โดยระหว่างการสนทนา นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ไทยยึดมั่นการใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่า ด้วยกฎหมายทางทะเล UNCLOS ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิก UNCLOS จึงสามารถใช้เป็นแนวทางเจรจาระหว่างกันได้ แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่กัมพูชาตัดสินใจ เลือกกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) แทน
โดยผลลัพธ์ไม่มีผูกพันกับประเทศขอปรึกษา ทั้งนี้ เลขาธิการอาเซียนเข้าใจถึงสถานการณ์ ยืนยันอาเซียนควรร่วมเป็นหนึ่งเดียว และหวังทุกอย่างจะมีโอกาสพัฒนาได้ดีขึ้น เพราะไทย- กัมพูชา เป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Indonesia–Thailand Business Forum ภายใต้หัวข้อ “Advancing the Indonesia–Thailand Strategic Partnership: Building Integrated Value Chains in Industry, Services, and Halal Economy” จัดโดยหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย ร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซียกว่า 300 คน ที่มาร่วมงาน ว่า ไทยและอินโดนีเซีย ยกระดับจากคู่ค้า สู่หุ้นส่วนร่วมสร้าง เชื่อมโยงการผลิต การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่แข็งแกร่ง และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน
เลขาธิการอาเซียนหนุนไทย นั่งประธานอาเซียนปี 2028 เข้าใจไทยปมพิพาทกัมพูชา
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเชื่อม แผ่นดินใหญ่–หมู่เกาะเข้าด้วยกัน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต และอินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ และประตูเศรษฐกิจทางทะเล และจากการหารือกับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูบียันโต ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า ต้องเพิ่มโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจอาเซียนที่ลึกขึ้น “ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น” โดยไทยและอินโดนีเซีย ต้องเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ภาครัฐต้องลดอุปสรรค สร้างความเชื่อมั่น และทำให้กติกาชัดเจน เพื่อให้เอกชนลงทุนและสร้างนวัตกรรมได้เต็มศักยภาพ ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีมูลค่าการค้าระหว่างกันเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าให้ถึง 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีกไม่นาน และมีประชากรรวมกว่า 350 ล้านคน สะท้อนศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเติบโตได้อีกมาก
เลขาธิการอาเซียนหนุนไทย นั่งประธานอาเซียนปี 2028 เข้าใจไทยปมพิพาทกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ชี้ว่าเป้าหมายต่อไปต้องไม่หยุดที่การค้า แต่ต้องไปสู่การลงทุนร่วม–เทคโนโลยี–มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค พร้อมเสนอ 4 ความร่วมมือหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและฮาลาล พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าฮาลาลครบวงจร ยกระดับมาตรฐานและการรับรอง เพื่อขยายตลาดอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่โลก
ด้านโลจิสติกส์ คมนาคม และดิจิทัล ลดต้นทุนการค้า เชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มการเดินทางระหว่างกัน โดยสนับสนุนเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และภูเก็ต–บาหลี รวมทั้งความสำเร็จของการลงทุนของสายการบิน Thai Lion Air ในไทย
เลขาธิการอาเซียนหนุนไทย นั่งประธานอาเซียนปี 2028 เข้าใจไทยปมพิพาทกัมพูชา
ขณะที่ด้านการเงินและเศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดความร่วมมือธนาคารไทยในอินโดนีเซีย และเชื่อมระบบชำระเงิน PromptPay–QRIS พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน และพลังงานและเศรษฐกิจสีเขียว ร่วมพัฒนาพลังงานสะอาด รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV, AI และดาต้าเซ็นเตอร์
ความสำเร็จของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ต้องวัดจาก "สิ่งที่สร้างร่วมกัน" ไม่ใช่เพียงตัวเลขการค้า แต่คืออุตสาหกรรมที่แข็งแรง ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกัน และอาเซียนที่แข่งขันได้มากขึ้น ขอให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่แปรวิสัยทัศน์ให้เป็นการลงทุนจริง และความร่วมมือที่จับต้องได้
เลขาธิการอาเซียนหนุนไทย นั่งประธานอาเซียนปี 2028 เข้าใจไทยปมพิพาทกัมพูชา
ทั้งนี้การมาเยือนอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ที่ผู้นำสองประเทศที่จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือด้านต่างๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการค้าที่ตั้งเป้าให้เป็น 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับภาคธุรกิจแล้ว ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาล-รัฐบาล เอกชน-เอกชน รวมทั้ง ประชาชน-ประชาชน จะทำให้ไทยและอินโดนีเซีย เพิ่มศักยภาพทางการแข่งขัน และความร่วมมือ และทำให้อาเซียนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และมีอำนาจต่อรองในระดับภูมิภาคด้วย
รวมทั้งภาคเอกชนอินโดนีเซีย ยังมองเห็นจุดแข็งของสองประเทศที่โดดเด่นระดับโลก คือ อุตสาหกรรมฮาลาล Digital Connectivity และความมั่นคงทางอาหาร เชื่อมั่นว่าความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทยและอินโดนีเซีย จะนำไปสู่ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เสริมศักยภาพ SME และมองไปถึงอนาคตที่ดีจากนอกภูมิภาคอาเซียนด้วย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังร่วมเป็นสักขีพยาน ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ 4 ฉบับรวด ครอบคลุมท่องเที่ยว คาร์บอน และเศรษฐกิจ ตอกย้ำความเชื่อมั่น และตอกย้ำบทบาทผู้นำการลงทุนไทยในภูมิภาคอาเซียน ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่
เลขาธิการอาเซียนหนุนไทย นั่งประธานอาเซียนปี 2028 เข้าใจไทยปมพิพาทกัมพูชา
1.MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia) /2.MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia)
3.MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ 4.MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยน MOU ทั้ง 4 ฉบับ และพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อ PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ การค้า การเงินและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค
อ่านข่าว:
นายกฯ อนุทินเยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ถกทิศทางความร่วมมือ
นายกฯ ยันทูลเกล้าฯ "หมอสรณ" พ้นประธาน กสทช. ตามขั้นตอนกฎหมาย
“นายกฯ” เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี กระชับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย
