วันนี้ (18 ก.ย.2569) คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) และเครือข่ายนักวิชาการ ด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ทางออก กสทช.? สู่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ”
ภายในงานยังมีการร่วมวิเคราะห์ ปัญหา ผลกระทบ ทางออก ผ่าน 4 มิติสำคัญ โดยในประเด็นอนาคตนิเวศสื่อไทยและทางออกเชิงนโยบาย รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ ประเด็น อนาคตวิชาชีพสื่อและการพัฒนาคน โดย รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ และในประเด็น การคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ โดย รศ.รุจน์ โกมลบุตร
ทั้งนี้ ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ และรองคณบดี ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปประเด็นในเวทีเสวนาดังกล่าวดังนี้
ภาวะชะงักงันของ กสทช.ไม่ใช่เพียงปัญหาการประชุม หรือการบริหารภายในองค์กร แต่ส่งผลต่อระบบนิเวศสื่อและโทรคมนาคมทั้งระบบ ตั้งแต่การกำหนดกติกา การลงทุนของผู้ประกอบการ การผลิตคอนเทนต์ การจ้างงาน ไปจนถึงสิทธิและชีวิตประจำวันของประชาชน โดยจำแนกเป็น 7 ข้อดังนี้
1. การตัดสินใจหยุด แต่เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และปัญหาของประชาชนไม่ได้หยุดรอ
ปัจจุบันมีวาระที่รอการพิจารณาของ กสทช.ประมาณ 194 วาระ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากการประชุมยังไม่สามารถเดินหน้าได้ วาระเหล่านี้ไม่ใช่เพียงงานธุรการ แต่ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น คลื่นความถี่ ใบอนุญาตและโครงข่ายวิทยุโทรทัศน์ การเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล สิทธิผู้บริโภค จริยธรรมและโฆษณา กฎหมาย กองทุน และงบประมาณ
เรื่องสำคัญที่ต้องการการตัดสินใจยังรวมถึง Roadmap ทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตหมดอายุในปี 2572, การนำโทรทัศน์ภาคพื้นดินไปสู่ระบบดิจิทัล, Connected TV, การจัดสรรคลื่นและการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่, กิจการสื่อชุมชน ตลอดจนแนวทางกำกับแพลตฟอร์มและคุ้มครองผู้บริโภค
ดังนั้น ทุกวันที่การตัดสินใจชะงัก ไม่ได้หมายความว่า สถานการณ์ภายนอกหยุดนิ่ง เพราะเทคโนโลยียังคงเปลี่ยน พฤติกรรมผู้ชมยังเปลี่ยน และปัญหาที่ต้องได้รับการกำกับดูแลก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง
รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดี และอาจารย์ประจำภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. Roadmap ยังไม่ชัด แต่ผลกระทบต่อการลงทุนและการจ้างงานเกิดขึ้นตั้งแต่วันนี้
แม้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถรอถึงปีนั้นแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกิจต่ออย่างไร เพราะการลงทุนในอุตสาหกรรมสื่อต้องวางแผนล่วงหน้า ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี อุปกรณ์ บุคลากร พาร์ตเนอร์ และการผลิตคอนเทนต์
เมื่ออนาคตของอุตสาหกรรมยังไม่ชัด ผู้ประกอบการจึงมีแนวโน้มชะลอการลงทุน ลดต้นทุน และระมัดระวังการจ้างงาน ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ก็ไม่สามารถวางแผนเข้าสู่ตลาดได้
ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเจ้าของสถานี แต่ส่งต่อมายัง ผู้ผลิตรายการ บริษัทโปรดักชัน นักข่าว คนทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ตลอดจนธุรกิจโฆษณาและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะผู้ผลิตรายเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด และรับแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนได้ยากกว่าองค์กรขนาดใหญ่
3. เมื่อการลงทุนลดลง สิ่งที่ประชาชนได้รับคือคอนเทนต์ที่น้อยลงและหลากหลายน้อยลง
ความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมเริ่มสะท้อนออกมาที่หน้าจอ เมื่อผู้ประกอบการไม่แน่ใจว่าจะลงทุนต่ออย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รายการใหม่ลดลง การนำละครและรายการเก่ากลับมารีรันมากขึ้น และขนาดของโปรดักชันลดลง
รายการข่าวซึ่งมีต้นทุนสูงก็ได้รับแรงกดดันด้านต้นทุน ขณะเดียวกันยังพบปัญหาการนำเสนอข่าวในลักษณะเร้าอารมณ์ การใช้ภาพเหตุการณ์รุนแรงซ้ำเกินความจำเป็น รวมถึงการใช้เนื้อหาหรือเทปข่าวร่วมกันระหว่างช่อง
ผลกระทบอาจยิ่งชัดกับ คอนเทนต์เฉพาะทางและคอนเทนต์สำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านตลาดอยู่แล้ว เมื่อทรัพยากรลดลง เนื้อหาที่ไม่ได้สร้างรายได้สูงย่อมมีโอกาสถูกลดความสำคัญก่อน
จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเหลือทีวีกี่ช่อง” แต่คือ ประชาชนจะเหลือเนื้อหาที่มีคุณภาพ และมีความหลากหลายให้รับชมมากเพียงใด
4. ปัญหาทีวีคือเรื่อง “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล” ไม่ใช่แค่ว่า ยังมีคนดูทีวีหรือไม่
แม้พฤติกรรมผู้ชมจะย้ายไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น แต่โทรทัศน์ยังเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารข้อมูลสาธารณะ โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่าง แผ่นดินไหว โรคระบาด สงคราม เหตุการณ์รุนแรง หรือภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลพื้นฐานที่ประชาชนจำเป็นต้องรับรู้ เช่น มาตรการของรัฐ การลงทะเบียนรับสิทธิ หรือข้อมูลบริการสาธารณะต่างๆ
หากคอนเทนต์จำนวนมากย้ายจาก Free TV ไปสู่ OTT หรือแพลตฟอร์มที่ต้องเสียค่าบริการ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ประชาชนทุกกลุ่มจะยังสามารถเข้าถึงข้อมูล และเนื้อหาที่จำเป็นได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่
รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.)
การเปลี่ยนจาก TV ไปสู่ OTT จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน “จอ” แต่เกี่ยวข้องกับทั้ง การเข้าถึง ค่าใช้จ่าย การกำกับโฆษณา ลิขสิทธิ์ เนื้อหาล่อแหลม และมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีการยกประมาณการว่าตลาด OTT ในอีก 2–3 ปีข้างหน้าอาจมีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
5. แม้แต่ในระบบโทรทัศน์ปัจจุบัน ยังมีปัญหาสิทธิผู้บริโภคที่ต้องการการกำกับ
ตัวอย่างหนึ่งคือ ปริมาณโฆษณาในรายการโทรทัศน์ จากการศึกษารายการ 34 ตัวอย่าง พบว่า ใน 1 ชม.ผู้ชมควรได้รับเนื้อหารายการไม่น้อยกว่า 47.30 นาที เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า การกำกับดูแลไม่ใช่เพียงเรื่องใหญ่ระดับคลื่นความถี่หรือใบอนุญาต แต่ลงมาถึงสิทธิพื้นฐานของผู้ชมว่า ในเวลาที่ใช้รับชม 1 ชม. ประชาชนได้รับเนื้อหาจริงเท่าใด
6. ฝั่งโทรคมนาคม ผลของการกำกับดูแลแปลออกมาเป็น “ค่าใช้จ่ายและคุณภาพบริการ” ของประชาชน
หลังการควบรวมกิจการโทรคมนาคมในปี 2566 มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหลายประการที่ต้องได้รับการติดตามว่า เกิดผลตามที่กำหนดไว้หรือไม่
ตัวอย่างเรื่องค่าบริการ จากข้อมูลที่นำเสนอพบแพ็กเกจบางส่วนที่ราคาเปลี่ยนจาก 299 บาทเป็น 499 บาท, 100 บาทเป็น 242 บาท และ 399 บาทเป็น 1,499 บาท
ขณะที่คุณภาพของ Call Center ก็เป็นอีกประเด็น โดยสัดส่วนข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องเพิ่มจากประมาณ 45% ก่อนการควบรวม เป็นประมาณ 64–65% หลังการควบรวม
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเกิดผู้ให้บริการรายย่อยหรือ MVNO และมาตรการอื่นๆ ที่ต้องติดตามต่อเนื่อง
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อมีเงื่อนไขและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนดไว้แล้ว ใครจะติดตาม ตรวจสอบ และทำให้มาตรการเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง หากกลไกกำกับดูแลไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
7. ปัญหาโทรคมนาคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะมีเรื่องร้องเรียนหลายพันเรื่อง
จากข้อมูลของสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสนอ พบว่าโทรคมนาคมเป็นเรื่องร้องเรียนอันดับ 2 โดยมีประมาณ 4,495 เรื่อง
ปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนครอบคลุมตั้งแต่ สายสื่อสารไม่ปลอดภัย SMS หลอกลวง ไปจนถึงอาชญากรรมไซเบอร์ และการโทรหลอกให้โอนเงิน ปัญหาสายสื่อสารไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความไม่เป็นระเบียบ แต่มีกรณีที่นำไปสู่อุบัติเหตุและการเสียชีวิต
รศ.รุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาวารสารศาสตร์ และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขณะเดียวกัน ปัญหา ซิมผี ซิมเถื่อน และ Caller ID ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน โดยมีข้อเสนอว่า การระบุตัวผู้โทรควรเป็นมาตรฐานพื้นฐานของบริการโทรคมนาคม ไม่ใช่บริการเสริมที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่ม
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การทำงานของ กสทช.เชื่อมโยงกับ โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่ประชาชนใช้ทุกวัน ไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายที่อยู่ห่างจากชีวิตประจำวัน
เมื่อกติกาและอนาคตของอุตสาหกรรมไม่ชัด ผู้ประกอบการชะลอการลงทุน ผู้ผลิตได้รับงบน้อยลง คนทำงานได้รับผลกระทบ และบุคลากรที่มีศักยภาพอาจย้ายไปทำงานกับแพลตฟอร์มหรือระบบอื่น
ในอีกด้านหนึ่ง ภาควิชาการ ซึ่งมีหน้าที่เตรียมบุคลากรเข้าสู่วิชาชีพก็ต้องเผชิญคำถามว่า จะเตรียมคนเข้าสู่อุตสาหกรรมแบบใด และต้องพัฒนาทักษะอะไร หากทิศทางของอุตสาหกรรมยังไม่มีความชัดเจน
ดังนั้น ภาวะชะงักงันจึงไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจสื่อ แต่กระทบต่อการพัฒนาคน อนาคตของวิชาชีพ และศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยด้วย
ข้อเสนอทางออก กสทช.
1. ปลดล็อกให้เกิดการประชุมโดยเร็ว
ใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ โดย กรรมการ กสทช.จำนวน 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการจัดประชุม ไม่ควรปล่อยให้ระเบียบภายในเป็นอุปสรรคต่ออำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้
2. ตั้ง “รักษาการประธาน” เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อ
เมื่อกรรมการที่เหลือเข้าประชุมแล้ว ให้พิจารณา แต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่รักษาการประธาน กสทช. เป็นวาระแรก จากนั้นกรรมการที่เหลือ 6 คน ซึ่งเกินองค์ประกอบขั้นต่ำ 4 คน สามารถเดินหน้าพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ได้
3. จัดลำดับวาระค้าง ไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับเดิมทั้งหมด
เมื่อกลับมาประชุมได้ วาระที่สะสมประมาณ 195–200 เรื่องหรือมากกว่า ไม่สามารถพิจารณาพร้อมกันทั้งหมด จึงควรจัดกลุ่มเป็น เร่งด่วน / สำคัญ / รอได้ โดยใช้เกณฑ์ผลกระทบต่อประชาชน ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และต้นทุนจากความล่าช้า
4. เร่งเรื่องที่มีผลต่ออนาคตอุตสาหกรรมและประชาชนก่อน
โดยเฉพาะ Roadmap ทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดปี 2572, คลื่นความถี่และใบอนุญาต, การเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล/OTT, การติดตามมาตรการหลังควบรวมโทรคมนาคม, สิทธิผู้บริโภค และการกำกับ–ส่งเสริมวิชาชีพสื่อ
5. ทำสถานะและอำนาจหน้าที่ให้ชัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายตามมา
การปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กรรมการ และสำนักงานต้องเป็นไปตามสถานะทางกฎหมายในขณะนั้น เพื่อไม่ให้ความไม่ชัดเจนของตัวบุคคล กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของมติหรือการดำเนินงานของ กสทช.
รศ. ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต อาจารย์ปรจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. ทบทวนระเบียบภายในที่ทำให้เกิด “คอขวด”
ตรวจสอบประกาศ ระเบียบ และขั้นตอนของสำนักงานว่าเรื่องใดขัดขวางการเรียกประชุม การบรรจุวาระ หรือการใช้อำนาจของกรรมการ และปรับให้ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติและอำนาจตามกฎหมายเป็นหลักเหนือข้อจำกัดจากระเบียบภายใน
7. แก้กฎหมายเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ
ในระยะยาวควรทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. ให้มีกลไกรองรับชัดเจนเมื่อ ประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ เกิดความขัดแย้ง หรือการประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมเพิ่มความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน
8. เปิดพื้นที่สาธารณะให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก
ภาควิชาการ วิชาชีพ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ สำนักงาน กสทช. และฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรนำข้อมูลมาพูดคุยอย่างเปิดเผย เพื่อทำให้ปัญหาและผลกระทบเป็นที่เข้าใจ และผลักดันให้องค์กรกลับมาทำหน้าที่โดยไม่กระทบความเป็นอิสระของ กสทช.
อ่านข่าว :
ส.ส.ม.ท.ชวนลงชื่อสนับสนุน "แถลงการณ์ฯ" เพื่อขจัดภาวะชะงักงัน - ผลักดันดำเนินภารกิจของ กสทช.
"สภาผู้บริโภค-สมาคมทีวีดิจิตอล" จี้ กสทช.เปิดประชุมเคลียร์ 148 วาระค้าง
ประชุม กสทช.ล่มครั้งที่ 8 "ธนพันธุ์" จี้เดินหน้าประชุม หลังศาลรับคดี "นพ.สรณ"
"ศาลปกครอง" งดอ่านคำสั่งคดี "นพ.สรณ" อุทธรณ์มติ กก.สรรหาฯ
"นพ.สรณ" ตอบปมประธาน กสทช. มั่นใจไม่ได้ทำผิด ย้ำเป็นหมอตลอดชีวิต
