เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค. ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ไปจนถึงช่วง 01.00 น. ของวันที่ 30 ก.ค.2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับภูมิภาค
เมื่อกลุ่มผู้โดยสารชาวจีน 22 คน ซึ่งเป็นแฟนด้อมสุดโต่งของศิลปินดัง ได้ละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการติดตามศิลปินเข้าไปในห้องรับรองผู้โดยสาร ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ใช้บริการ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่เชิญออก กลุ่มดังกล่าวยังคงติดตามศิลปินไปยังบริเวณประตูทางออกขึ้นเครื่อง และแสดงพฤติกรรมไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจบัตรโดยสาร และเอกสารเดินทาง โดยพยายามเบียดเสียด เพื่อขึ้นเครื่องไปพร้อมกับศิลปิน
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่สายการบินไทย เที่ยวบิน TG 674 ปลายทางปักกิ่ง จำเป็นต้องปิดประตูอากาศยานชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ยังไม่ผ่านการตรวจบัตรเข้าสู่ตัวเครื่อง ท้ายที่สุดกัปตันและสายการบินได้ตัดสินใจ "ปฏิเสธการเดินทาง" (Denied Boarding) ผู้โดยสารทั้ง 22 คน เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวถูกประเมินว่า มีความเสี่ยงที่จะก่อความไม่สงบภายในอากาศยาน จนไม่สามารถควบคุมได้หลังจากออกเดินทางไปแล้ว
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและมีการกระทบกระทั่ง ระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและแฟนด้อมที่ไม่พอใจ จนนำไปสู่การเผยแพร่คลิปเจ้าหน้าที่ไทยแสดงกิริยาไม่เหมาะสม (slant-eye) ซึ่งในเวลาต่อมา ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ออกมาขออภัย และลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวแล้ว
ตลาดมืดข้อมูลส่วนบุคคล เชื้อไฟขับเคลื่อน "เศรษฐกิจแฟนด้อม"
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาคือ เหตุใดกลุ่มแฟนด้อมเหล่านี้ จึงสามารถล่วงรู้ตารางเวลาเดินทาง และตำแหน่งที่แม่นยำของศิลปินได้ South China Morning Post ระบุว่า นี่เป็นรากเหง้าของปัญหาซ่อนตัวอยู่ใน "เศรษฐกิจแฟนด้อม" (Fan Economy) ซึ่งเป็นระบบมืดที่ซับซ้อน และผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงในตลาดมืดประเทศจีน
ข้อมูลจากสำนักงานอัยการเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า มีขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ ที่ทำการลักลอบนำข้อมูลตารางบิน เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งหมายเลขบัตรประชาชน ของศิลปินและบุคคลสาธารณะ มาจำหน่ายในราคาถูกเพียง 5 - 10 หยวน (ประมาณ 25 - 50 บาท) ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
กระบวนการซื้อขายข้อมูลเหล่านี้ ใช้วิธีการแยบยลเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ โดยใช้รหัสลับเฉพาะ เช่น การใช้ตัวอักษรย่อ "hb" (ซึ่งมาจากคำว่า Hangban ในภาษาจีนที่แปลว่าเที่ยวบิน) หรือการใช้สัญลักษณ์ไอคอนรูปเครื่องบิน
ยิ่งไปกว่านั้น อาชญากรรมดังกล่าวยังลุกลามไปถึงการเจาะระบบ และอาศัยช่องโหว่ของแพลตฟอร์มเช็กอินสายการบิน เพื่อเข้าไปดูหมายเลขที่นั่งศิลปิน ตลอดจนตารางการเดินทางส่วนบุคคล
และยังพบพฤติกรรมที่เรียกว่า "ตั๋ววน" คือการที่เหล่าแฟนด้อมสุดโต่ง ใช้วิธีการกว้านซื้อตั๋วเครื่องบินในเที่ยวบินเดียวกับศิลปิน เพียงเพื่อต้องการผ่านด่านตรวจความปลอดภัย เข้าไปให้ถึงประตูขึ้นเครื่อง และถ่ายภาพศิลปินในระยะประชิด จากนั้นจึงดำเนินการยื่นขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารในภายหลัง
พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะคุกคามความเป็นส่วนตัวของศิลปินแล้ว ยังสร้างภาระมหาศาลให้แก่ระบบการขนส่งทางอากาศ และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะในพื้นที่ที่รักษาความปลอดภัยสูงสุดอย่างสนามบิน
ข้อมูลจาก Global times ระบุว่าในมุมมองของกลุ่มแฟนคลับชาวจีนทั่วไป และชาวเน็ตส่วนใหญ่ ต่างแสดงท่าทีรังเกียจพฤติกรรมซาแซง โดยใช้คำจำกัดความว่าเป็นพฤติกรรมที่ "น่าสมเพช" และ "เป็นพิษ" หลายคนเรียกร้องให้มีการรักษา "ระยะห่างที่เหมาะสม" ระหว่างศิลปินและผู้ติดตาม เพื่อไม่ให้ทำลายชื่อเสียงของประเทศและตัวศิลปินเอง
จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล
"ชิงหล่าง" ดาบอาญาสิทธิ์ไซเบอร์จีนสยบวัฒนธรรมซาแซง
เพื่อตอบโต้วัฒนธรรมแฟนด้อม ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รัฐบาลจีนโดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งจีน (Cyberspace Adminitration of China - CAC) ได้ประกาศและดำเนินมาตรการกวาดล้างเชิงรุกภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "Qinglang" (ชิงหล่าง หมายถึง ความสะอาดและสดใส) ตั้งแต่ปี 2564
โดยมีเป้าหมายหลักในการถอนรากถอนโคน พฤติกรรมของกลุ่มแฟนคลับที่ขาดสติ การระดมทุนที่ผิดกฎหมาย และ การประทุษร้ายทางไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อค่านิยมของเยาวชนและความมั่นคงทางสังคม
ภายใต้ข้อบังคับของ CAC ได้มีการการสั่งยกเลิกระบบจัดอันดับศิลปิน (Ranking Lists) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อลดการปั่นกระแส, สั่งปิดบัญชีโซเชียลมีเดียหรือกลุ่มแฟนคลับที่ยุยงให้เกิดความแตกแยกหรือการด่าทอออนไลน์, ควบคุมต้นสังกัดและค่ายเพลง ให้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของแฟนคลับในสังกัด เป็นต้น
ขณะนี้ แม้จะยังไม่มีการระบุโทษในกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ แต่หากพิจารณาจากกฎชิงหล่าง ผู้ก่อเหตุ "อาจ" ถูกลงโทษตามแคมเปญนี้ "หาก" มีการนำภาพหรือเหตุการณ์ไปโพสต์เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ในลักษณะที่สร้างความวุ่นวายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี
ลงโทษขึ้นบัญชีดำน่านฟ้า ตัดขาดการเดินทาง
สำหรับกลุ่มแฟนคลับ 22 คนที่ก่อเหตุสร้างความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แม้จะยังไม่มีประกาศยืนยันการเอาผิดจากทางการจีน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากระบบควบคุมสังคมของจีนในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเป็นไปได้ที่เมื่อเดินทางกลับคืนสู่แผ่นดินจีนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นความผิดที่ทำในแผ่นดินไทย
กลับกัน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทลงโทษทางกฎหมายการบิน ที่เข้มงวดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งจีน (CAAC) ร่วมกับสมาคมขนส่งทางอากาศแห่งจีน (CATA) ได้กำหนดเกณฑ์ขึ้น "บัญชีดำผู้โดยสาร" (Passenger Blacklist) เพื่อควบคุมพฤติกรรมผู้โดยสารที่ทำความผิด ดังต่อไปนี้
- ฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัย บุกรุกพื้นที่หวงห้ามในสนามบิน ลักลอบเข้าเขตจำกัด หรือใช้เอกสารเดินทางปลอม
- ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สนามบิน เช่น ปฏิเสธคำสั่งความปลอดภัยของลูกเรือ หรือก่อความวุ่นวายภายในห้องโดยสาร
- รวมกลุ่มสร้างความโกลาหล เช่น ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ยั่วยุ
ตามข้อมูลของเอกสาร The Aviation & Space Journal ระบุว่าบุคคลที่มีรายชื่อปรากฏในบัญชีดำของ CAAC ตามกฎหมายการบินจีน จะถูกห้ามใช้บริการเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 - 2 ปี ยิ่งไปกว่านั้น สายการบินชั้นนำ อาทิ Air China และ China Southern Airlines ยังมีอำนาจตามหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" ที่จะปฏิเสธการจำหน่ายตั๋วและให้บริการแก่บุคคลที่มีประวัติพฤติกรรมเสื่อมเสียเป็นการถาวร
และในชั้นศาลของจีน มักพิพากษาให้สายการบินเป็นฝ่ายชนะคดีเสมอ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้โดยสารรายดังกล่าว มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยการบินสากล
การตัดคะแนนความประพฤติ ถูกจองจำในสังคมไร้กรงขัง
มาตรการลงโทษ ที่สร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตที่ลงไปถึงขั้นการใช้ชีวิตประจำวัน ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดสำหรับแฟนด้อมสุดโต่ง คือ การนำพฤติกรรมความผิดไปเชื่อมโยงกับระบบคะแนนเครดิตทางสังคม (Social Credit System)
รัฐบาลจีนใช้ระบบนี้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบ และประเมินความน่าเชื่อถือของพลเมือง โดยพฤติกรรมอันเป็นพิษที่เกิดขึ้นในต่างแดน จะถูกนำมารวบรวมและคำนวณเพื่อตัดคะแนนเครดิตอย่างหนักหน่วง
ผลกระทบจากการกลายเป็นพลเมือง "เสียเครดิต" (Discredited Citizens) ครอบคลุมการดำเนินชีวิตในทุกมิติ เช่น
- จำกัดสิทธิการเดินทางขั้นสูงสุด ถูกสั่งห้ามซื้อตั๋วเครื่องบินและตั๋วรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นบริการขั้นพื้นฐานและสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อเหลือคะแนนสังคมต่ำกว่า 600 คะแนน หรือในบางเมืองกำหนดที่ 500 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน สถิติจาก The Guardian ระบุว่า ในปี 2561 มีชาวจีนถูกปฏิเสธการซื้อตั๋วเครื่องบินจากระบบนี้สูงถึง 17.5 ล้านครั้ง
- ถูกกีดกันและจำกัดสิทธิ์ทางการเงิน บุคคลที่เสียคะแนนความประพฤติ จะไม่สามารถขออนุมัติสินเชื่อ หรือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ถูกห้ามประกอบธุรกิจ ห้ามซื้ออสังหาริมทรัพย์ และในหลายกรณี สิทธิ์ของบุตรหลานในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเอกชนชั้นนำจะถูกระงับทันที
- มาตรการประจานทางสังคม ในหลายพื้นที่ ระบบจะทำการเผยแพร่ภาพใบหน้า ชื่อ-นามสกุล และข้อมูลการกระทำความผิดขึ้นบนจอภาพสาธารณะในเขตเมือง เพื่อกดดันและสร้างความอับอายทางสังคม
การทำงานของระบบตัดคะแนนเครดิตทางสังคม ยังผสานเข้ากับเครือข่ายกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ที่มีมากกว่า 600 ล้านตัวทั่วประเทศ ซึ่งมีเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ที่สามารถระบุตัวตนและติดตามพฤติกรรมของบุคคลได้อย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าระบบนี้บังคับใช้จริงในประเทศจีน แต่การบังคับใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกประเทศจีน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะท้อนว่า "ความปลอดภัยในการบิน" คือเส้นแดงที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ และไม่สามารถประนีประนอมได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางอารมณ์ หรือความรักความคลั่งไคล้ที่มีต่อศิลปิน ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนพื้นดินเพียงชั่วครู่ สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงถึงชีวิต และความปลอดภัยเหนือระดับก้อนเมฆ
จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล
สำหรับกลุ่มแฟนคลับที่กระทำความผิด ประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลความมั่นคงของรัฐบาลจีนจะกลายเป็น "กรงขังล่องหน" ที่คอยตอกย้ำว่า ระเบียบวินัยและข้อกฎหมายมีราคาสูงกว่าความคลั่งไคล้เสมอ และการตัดสินใจกระทำความผิดในต่างแดนเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพในการก้าวเดินในบ้านเกิดของตนเอง ไปอีกพักใหญ่หรืออาจตลอดกาล
นี่คือราคาที่สูงลิ่วเกินกว่าที่ความคลั่งไคล้จะแลกมาได้ หากพฤติกรรมเหล่านั้นถูกตัดสินว่า เป็นการทำลายระเบียบสาธารณะตามมาตรฐานของรัฐบาลปักกิ่ง
ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : CBS News, South China Morning Post, Why China’s Idol Economy is at its Turning Point, China Media Project
อ่านข่าว :
ครม.อนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท
เสธ.ทบ.ติง "ทวี" เสนอยุบ กอ.รมน. ชี้ควรดูงานพื้นที่จริง-อย่ามองแค่มิติการเมือง
กสถ.ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น เชือด 5,925 คน แนวทางปฏิบัติชัด ส.ค.นี้









