จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล

ต่างประเทศ
13:15
จำนวนผู้ชม 103
Thai PBS
จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล
เหตุซาแซงจีนป่วนสุวรรณภูมิ จุดกระแสโซเชียลสนใจมาตรการ "ชิงหล่าง" ของรัฐบาลจีนที่ใช้กำราบแฟนด้อมสุดโต่ง จัดระเบียบโลกออนไลน์ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสกัดพฤติกรรมที่คุกคามศิลปินและกระทบความปลอดภัยสาธารณะ

เหตุการณ์ความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อคืนวันที่ 29 ก.ค. ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ไปจนถึงช่วง 01.00 น. ของวันที่ 30 ก.ค.2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับภูมิภาค

เมื่อกลุ่มผู้โดยสารชาวจีน 22 คน ซึ่งเป็นแฟนด้อมสุดโต่งของศิลปินดัง ได้ละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการติดตามศิลปินเข้าไปในห้องรับรองผู้โดยสาร ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ใช้บริการ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่เชิญออก กลุ่มดังกล่าวยังคงติดตามศิลปินไปยังบริเวณประตูทางออกขึ้นเครื่อง และแสดงพฤติกรรมไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจบัตรโดยสาร และเอกสารเดินทาง โดยพยายามเบียดเสียด เพื่อขึ้นเครื่องไปพร้อมกับศิลปิน

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่สายการบินไทย เที่ยวบิน TG 674 ปลายทางปักกิ่ง จำเป็นต้องปิดประตูอากาศยานชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ยังไม่ผ่านการตรวจบัตรเข้าสู่ตัวเครื่อง ท้ายที่สุดกัปตันและสายการบินได้ตัดสินใจ "ปฏิเสธการเดินทาง" (Denied Boarding) ผู้โดยสารทั้ง 22 คน เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวถูกประเมินว่า มีความเสี่ยงที่จะก่อความไม่สงบภายในอากาศยาน จนไม่สามารถควบคุมได้หลังจากออกเดินทางไปแล้ว

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและมีการกระทบกระทั่ง ระหว่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและแฟนด้อมที่ไม่พอใจ จนนำไปสู่การเผยแพร่คลิปเจ้าหน้าที่ไทยแสดงกิริยาไม่เหมาะสม (slant-eye) ซึ่งในเวลาต่อมา ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ออกมาขออภัย และลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวแล้ว

ตลาดมืดข้อมูลส่วนบุคคล เชื้อไฟขับเคลื่อน "เศรษฐกิจแฟนด้อม"

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาคือ เหตุใดกลุ่มแฟนด้อมเหล่านี้ จึงสามารถล่วงรู้ตารางเวลาเดินทาง และตำแหน่งที่แม่นยำของศิลปินได้ South China Morning Post ระบุว่า นี่เป็นรากเหง้าของปัญหาซ่อนตัวอยู่ใน "เศรษฐกิจแฟนด้อม" (Fan Economy) ซึ่งเป็นระบบมืดที่ซับซ้อน และผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงในตลาดมืดประเทศจีน

ข้อมูลจากสำนักงานอัยการเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า มีขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ ที่ทำการลักลอบนำข้อมูลตารางบิน เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งหมายเลขบัตรประชาชน ของศิลปินและบุคคลสาธารณะ มาจำหน่ายในราคาถูกเพียง 5 - 10 หยวน (ประมาณ 25 - 50 บาท) ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

กระบวนการซื้อขายข้อมูลเหล่านี้ ใช้วิธีการแยบยลเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ โดยใช้รหัสลับเฉพาะ เช่น การใช้ตัวอักษรย่อ "hb" (ซึ่งมาจากคำว่า Hangban ในภาษาจีนที่แปลว่าเที่ยวบิน) หรือการใช้สัญลักษณ์ไอคอนรูปเครื่องบิน

ยิ่งไปกว่านั้น อาชญากรรมดังกล่าวยังลุกลามไปถึงการเจาะระบบ และอาศัยช่องโหว่ของแพลตฟอร์มเช็กอินสายการบิน เพื่อเข้าไปดูหมายเลขที่นั่งศิลปิน ตลอดจนตารางการเดินทางส่วนบุคคล

และยังพบพฤติกรรมที่เรียกว่า "ตั๋ววน" คือการที่เหล่าแฟนด้อมสุดโต่ง ใช้วิธีการกว้านซื้อตั๋วเครื่องบินในเที่ยวบินเดียวกับศิลปิน เพียงเพื่อต้องการผ่านด่านตรวจความปลอดภัย เข้าไปให้ถึงประตูขึ้นเครื่อง และถ่ายภาพศิลปินในระยะประชิด จากนั้นจึงดำเนินการยื่นขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารในภายหลัง

พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากจะคุกคามความเป็นส่วนตัวของศิลปินแล้ว ยังสร้างภาระมหาศาลให้แก่ระบบการขนส่งทางอากาศ และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะในพื้นที่ที่รักษาความปลอดภัยสูงสุดอย่างสนามบิน

ข้อมูลจาก Global times ระบุว่าในมุมมองของกลุ่มแฟนคลับชาวจีนทั่วไป และชาวเน็ตส่วนใหญ่ ต่างแสดงท่าทีรังเกียจพฤติกรรมซาแซง โดยใช้คำจำกัดความว่าเป็นพฤติกรรมที่ "น่าสมเพช" และ "เป็นพิษ" หลายคนเรียกร้องให้มีการรักษา "ระยะห่างที่เหมาะสม" ระหว่างศิลปินและผู้ติดตาม เพื่อไม่ให้ทำลายชื่อเสียงของประเทศและตัวศิลปินเอง

จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล

จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล

"ชิงหล่าง" ดาบอาญาสิทธิ์ไซเบอร์จีนสยบวัฒนธรรมซาแซง

เพื่อตอบโต้วัฒนธรรมแฟนด้อม ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รัฐบาลจีนโดย สำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งจีน (Cyberspace Adminitration of China - CAC) ได้ประกาศและดำเนินมาตรการกวาดล้างเชิงรุกภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "Qinglang" (ชิงหล่าง หมายถึง ความสะอาดและสดใส) ตั้งแต่ปี 2564

โดยมีเป้าหมายหลักในการถอนรากถอนโคน พฤติกรรมของกลุ่มแฟนคลับที่ขาดสติ การระดมทุนที่ผิดกฎหมาย และ การประทุษร้ายทางไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อค่านิยมของเยาวชนและความมั่นคงทางสังคม

ภายใต้ข้อบังคับของ CAC ได้มีการการสั่งยกเลิกระบบจัดอันดับศิลปิน (Ranking Lists) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อลดการปั่นกระแส, สั่งปิดบัญชีโซเชียลมีเดียหรือกลุ่มแฟนคลับที่ยุยงให้เกิดความแตกแยกหรือการด่าทอออนไลน์, ควบคุมต้นสังกัดและค่ายเพลง ให้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของแฟนคลับในสังกัด เป็นต้น

ขณะนี้ แม้จะยังไม่มีการระบุโทษในกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ แต่หากพิจารณาจากกฎชิงหล่าง ผู้ก่อเหตุ "อาจ" ถูกลงโทษตามแคมเปญนี้ "หาก" มีการนำภาพหรือเหตุการณ์ไปโพสต์เผยแพร่บนโลกออนไลน์ ในลักษณะที่สร้างความวุ่นวายหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี

ลงโทษขึ้นบัญชีดำน่านฟ้า ตัดขาดการเดินทาง

สำหรับกลุ่มแฟนคลับ 22 คนที่ก่อเหตุสร้างความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แม้จะยังไม่มีประกาศยืนยันการเอาผิดจากทางการจีน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากระบบควบคุมสังคมของจีนในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเป็นไปได้ที่เมื่อเดินทางกลับคืนสู่แผ่นดินจีนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นความผิดที่ทำในแผ่นดินไทย

กลับกัน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทลงโทษทางกฎหมายการบิน ที่เข้มงวดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งจีน (CAAC) ร่วมกับสมาคมขนส่งทางอากาศแห่งจีน (CATA) ได้กำหนดเกณฑ์ขึ้น "บัญชีดำผู้โดยสาร" (Passenger Blacklist) เพื่อควบคุมพฤติกรรมผู้โดยสารที่ทำความผิด ดังต่อไปนี้

  1. ฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัย บุกรุกพื้นที่หวงห้ามในสนามบิน ลักลอบเข้าเขตจำกัด หรือใช้เอกสารเดินทางปลอม
  2. ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่สนามบิน เช่น ปฏิเสธคำสั่งความปลอดภัยของลูกเรือ หรือก่อความวุ่นวายภายในห้องโดยสาร
  3. รวมกลุ่มสร้างความโกลาหล เช่น ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ยั่วยุ

ตามข้อมูลของเอกสาร The Aviation & Space Journal ระบุว่าบุคคลที่มีรายชื่อปรากฏในบัญชีดำของ CAAC ตามกฎหมายการบินจีน จะถูกห้ามใช้บริการเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1 - 2 ปี ยิ่งไปกว่านั้น สายการบินชั้นนำ อาทิ Air China และ China Southern Airlines ยังมีอำนาจตามหลัก "เสรีภาพในการทำสัญญา" ที่จะปฏิเสธการจำหน่ายตั๋วและให้บริการแก่บุคคลที่มีประวัติพฤติกรรมเสื่อมเสียเป็นการถาวร

และในชั้นศาลของจีน มักพิพากษาให้สายการบินเป็นฝ่ายชนะคดีเสมอ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้โดยสารรายดังกล่าว มีพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความปลอดภัยการบินสากล

การตัดคะแนนความประพฤติ ถูกจองจำในสังคมไร้กรงขัง

มาตรการลงโทษ ที่สร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตที่ลงไปถึงขั้นการใช้ชีวิตประจำวัน ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดสำหรับแฟนด้อมสุดโต่ง คือ การนำพฤติกรรมความผิดไปเชื่อมโยงกับระบบคะแนนเครดิตทางสังคม (Social Credit System)

รัฐบาลจีนใช้ระบบนี้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบ และประเมินความน่าเชื่อถือของพลเมือง โดยพฤติกรรมอันเป็นพิษที่เกิดขึ้นในต่างแดน จะถูกนำมารวบรวมและคำนวณเพื่อตัดคะแนนเครดิตอย่างหนักหน่วง

ผลกระทบจากการกลายเป็นพลเมือง "เสียเครดิต" (Discredited Citizens) ครอบคลุมการดำเนินชีวิตในทุกมิติ เช่น

  • จำกัดสิทธิการเดินทางขั้นสูงสุด ถูกสั่งห้ามซื้อตั๋วเครื่องบินและตั๋วรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นบริการขั้นพื้นฐานและสินค้าฟุ่มเฟือย เมื่อเหลือคะแนนสังคมต่ำกว่า 600 คะแนน หรือในบางเมืองกำหนดที่ 500 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน สถิติจาก The Guardian ระบุว่า ในปี 2561 มีชาวจีนถูกปฏิเสธการซื้อตั๋วเครื่องบินจากระบบนี้สูงถึง 17.5 ล้านครั้ง
  • ถูกกีดกันและจำกัดสิทธิ์ทางการเงิน บุคคลที่เสียคะแนนความประพฤติ จะไม่สามารถขออนุมัติสินเชื่อ หรือกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ถูกห้ามประกอบธุรกิจ ห้ามซื้ออสังหาริมทรัพย์ และในหลายกรณี สิทธิ์ของบุตรหลานในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเอกชนชั้นนำจะถูกระงับทันที
  • มาตรการประจานทางสังคม ในหลายพื้นที่ ระบบจะทำการเผยแพร่ภาพใบหน้า ชื่อ-นามสกุล และข้อมูลการกระทำความผิดขึ้นบนจอภาพสาธารณะในเขตเมือง เพื่อกดดันและสร้างความอับอายทางสังคม

การทำงานของระบบตัดคะแนนเครดิตทางสังคม ยังผสานเข้ากับเครือข่ายกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ที่มีมากกว่า 600 ล้านตัวทั่วประเทศ ซึ่งมีเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ที่สามารถระบุตัวตนและติดตามพฤติกรรมของบุคคลได้อย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่าระบบนี้บังคับใช้จริงในประเทศจีน แต่การบังคับใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกประเทศจีน ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะท้อนว่า "ความปลอดภัยในการบิน" คือเส้นแดงที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ และไม่สามารถประนีประนอมได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางอารมณ์ หรือความรักความคลั่งไคล้ที่มีต่อศิลปิน ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนพื้นดินเพียงชั่วครู่ สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงถึงชีวิต และความปลอดภัยเหนือระดับก้อนเมฆ

จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล

จีนเปิดกฎเหล็กปราบ "ซาแซง" ฝ่าฝืนเสี่ยงเจอคดี-บัญชีดำ-สู่แบนโซเชียล

สำหรับกลุ่มแฟนคลับที่กระทำความผิด ประวัติที่ถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลความมั่นคงของรัฐบาลจีนจะกลายเป็น "กรงขังล่องหน" ที่คอยตอกย้ำว่า ระเบียบวินัยและข้อกฎหมายมีราคาสูงกว่าความคลั่งไคล้เสมอ และการตัดสินใจกระทำความผิดในต่างแดนเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพในการก้าวเดินในบ้านเกิดของตนเอง ไปอีกพักใหญ่หรืออาจตลอดกาล

นี่คือราคาที่สูงลิ่วเกินกว่าที่ความคลั่งไคล้จะแลกมาได้ หากพฤติกรรมเหล่านั้นถูกตัดสินว่า เป็นการทำลายระเบียบสาธารณะตามมาตรฐานของรัฐบาลปักกิ่ง

ที่มาข้อมูลเพิ่มเติม : CBS News, South China Morning Post, Why China’s Idol Economy is at its Turning Point, China Media Project

อ่านข่าว :

ครม.อนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด วงเงิน 7,200 ล้านบาท

เสธ.ทบ.ติง "ทวี" เสนอยุบ กอ.รมน. ชี้ควรดูงานพื้นที่จริง-อย่ามองแค่มิติการเมือง

กสถ.ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น เชือด 5,925 คน แนวทางปฏิบัติชัด ส.ค.นี้