“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

สังคม
12:00
จำนวนผู้ชม 97
Thai PBS
“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

“คุณจะรับสารภาพมั้ย”

“เรามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าคุณเป็นผู้ก่อเหตุ ถ้าคุณสารภาพเป็นประโยชน์ คุณจะได้ลดโทษ”

“ถ้าคุณไม่มีพยานหรือหลักฐานยืนยันที่อยู่ของคุณที่ชัดเจนในวันเกิดเหตุ คุณก็จะไม่พ้นข้อสงสัย ดังนั้นคุณควรจะรับสารภาพ”

ประโยคเหล่านี้ ... เป็นประโยคที่เรามักจะเห็นกันจนชินจากภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ ที่นำเสนอกระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวน มักจะนำตัวผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกกล่าวหา หรือ ผู้ต้องหามาเข้าสู่ “การสอบสวน” และตั้งคำถามเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “คำสารภาพ”

เพราะเมื่อได้คำสารภาพมาแล้ว ... ก็จะถือว่า “การสอบสวน” ในคดีนั้น “ประสบความสำเร็จ” สามารถดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมขั้นต่อไปได้ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ... “คำสารภาพในชั้นสอบสวน” ถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักในทางคดีน้อยมาก หากผู้ต้องหาคนเดิม “กลับคำให้การในชั้นศาล”

นั่นหมายความว่า ความสำเร็จจากการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่ง “คำรับสารภาพ” อาจไม่ใช่การได้มาซึ่ง “ความจริงของคดี” เพราะมีโอกาสทำให้เกิดความพลิกผันได้มาก ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้ก่อเหตุรอดพ้นจากความผิด หรือแม้แต่อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายมากพอต้องตกเป็นผู้รับโทษ

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

หลักการ PEACE เปลี่ยนคำถามนำ เป็นคำถามปลายเปิด ... ไม่มุ่งหาคำสารภาพ แต่ปล่อยให้พยานเล่าเรื่องโดยอิสระ

“ในวันที่เกิดเหตุ คุณทำอะไรอยู่ คุณไปที่ไหนมาบ้าง ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อย”

คำถามแบบนี้ ถูกใช้เป็นคำถามเริ่มต้นของหลักการที่เรียกว่า Investigative Interviewing หรือ การซักถามเชิงสืบสวนสอบสวน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า PEACE Model เป็นวิธีการที่ตำรวจและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมหลายประเทศใช้มานานแล้ว เช่น อังกฤษ นอร์เวย์ และนิวซีแลนด์

การซักถามเชิงสืบสวนสอบสวน จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้คำถามของเจ้าหน้าที่สอบสวน จากรูปแบบ “ถามชี้นำ” เช่น คุณทำหรือไม่ ... วันนั้นคุณอยู่ในที่เกิดเหตุใช่หรือไม่ ... คุณมีพยานยืนยันแหล่งที่อยู่หรือไม่ ... คุณไปทำอะไรในที่เกิดเหตุ ... ไปจนถึงการเชื้อเชิญให้รับสารภาพ ไปเป็นการใช้ “คำถามปลายเปิด”

วิธีการนี้ จะเริ่มจากการจัดที่นั่งให้เหมือนการพูดคุยตามปกติ สร้างความสัมพันธ์แบบเป็นมิตรกับผู้ถูกซักถาม แจ้งสาเหตุในการเรียกเขามาให้ข้อมูลใน แจ้งสิทธิของเขาว่าจะตอบหรือไม่ก็ได้ แจ้งสิทธิในการเรียกใช้ทนายความ และแจ้งว่าจะบันทึกวิดีโอไว้ตลอดการซักถามเพื่อความโปร่งใสในการทำคดี จากนั้นก็จะเริ่มด้วยการตั้งคำถามให้ผู้ถูกซักถามเริ่มด้วยการ “เล่าเรื่องของเขา”

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

โดยพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ตั้งใจฟัง ถามย้ำในบางจุดเพื่อขอให้เขาลงรายละเอียดในประเด็นที่สำคัญ โดยเน้นว่า จะไม่มีการตั้งคำถามชี้นำที่อาจไปทำให้เกิดการ “ปนเปื้อนของข้อมูล” ในเรื่องเล่าของพยาน

จนกระทั่งเมื่อพยานเล่าเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว หากเรื่องที่เขาเล่ามีข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกับหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ เจ้าหน้าที่สอบสวนจึงจะนำหลักฐานเหล่านั้นมาแสดง (Challenge) เพื่อขอให้ผู้ถูกซักถามอธิบายอีกครั้งว่าทำไมเรื่องราวจึงไม่ตรงกัน ... และเหตุการณ์ทั้งหมดที่บันทึกไว้ ก็ถือเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาก

ดังนั้นหากผู้ถูกซักถาม ไม่ได้พูดความจริง เรื่องเล่าของเขาก็จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเขาไปเอง แต่หากผู้ถูกซักถามพูดความจริง เรื่องราวกับหลักฐานที่มีอยู่ก็จะตรงกัน และหากเขาไม่ได้ทำความผิด เขาก็จะได้รับความยุติธรรมแม้จะไม่ได้จ้างทนายความฝีมือดีมาช่วยก็ตาม

ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้นำหลักการนี้เข้ามาจัดการฝึกอบรมในประเทศไทยไปแล้วหลายครั้ง โดยมี 3 โครงการที่เป็นรูปแบบการอบรมเชิงปฏิบัติการโดยนำผู้เชี่ยวชาญจากประเทศนอร์เวย์และนิวซีแลนด์ ที่ใช้วิธีการนี้ในการทำงานจริงมานานกว่า 20 ปี แล้ว เข้ามาช่วยฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ของประเทศไทย

ทั้งตำรวจ อัยการ ฝ่ายปกครอง DSI เรียกว่า โครงการฝึกอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรการซักถามอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการสอบสวนและการรวบรวมข้อเท็จจริง (Investigative Interviewing) : PEACE PROGRAMME และได้ร่วมกับตำรวจนิวซีแลนด์ จัดการอบรมรุ่นที่ 3 ไปเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ จ.กระบี่ ซึ่งกำลังจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่จะทดลองนำ “การซักถามเชิงสืบสวนสอบสวน” มาใช้จริง

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

เมืองกระบี่ พื้นที่นำร่อง เปลี่ยนการสอบสวนเพื่อหา “คำสารภาพ” เป็นการสอบสวนเพื่อหา “ความจริง

พ.ต.ต.หญิง กาญจน์กนก อุบลากาญจน์ สารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าอบรม บอกว่า อยากเห็นการนำหลักการสอบสวนแบบ PEACE PROGRAMME ไปบรรจุในหลักสูตรของโรงเรียนตำรวจ เพราะจากที่เรียนมาและจากประสบการณ์ทำงานมา 7 ปี ก็ยอมรับว่า พนักงานสอบสวนยังถูกสอนให้มุ่งเน้นไปที่การพิสูจน์หาความผิดของผู้ถูกกล่าวหามากกว่าการใช้หลัก “สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์” ซึ่งหากเปลี่ยนแปลงได้ ก็เชื่อว่า การสอบสวนของตำรวจจะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นมากในชั้นศาล

เช่นเดียวกับความเห็นของพนักงานสอบสวนหน้าใหม่ ร.ต.ท.หญิง สุธาทิพย์ สุวรรณเดชา รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองกระบี่ ซึ่งระบุว่า ด้วยภาระงานที่ค่อนข้างมากทำให้ตำรวจต้องพยายามทำให้ได้คำสารภาพเร็วที่สุด แต่ PEACE PROGRAMME บอกเราว่า ที่จริงแล้วเราอาจไม่ได้ต้องการคำสารภาพ แต่เราต้องทำให้เขาเล่าเหตุการณ์ให้เป็นประโยชน์กับการค้นหาความจริงมากที่สุด ซึ่งเป็นวิธีการที่จะเกิดประโยชน์กับกระบวนการยุติธรรมมาก เพราะเมื่อมีหลักฐานที่ชัดเจนในชั้นสอบสวน ก็จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดีในชั้นศาล

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

พนักงานสอบสวนหญิงทั้ง 2 คน เป็นผู้เข้าร่วมอบรม PEACE PROGRAMME ในรุ่นที่ 3 จะกำลังจะมีส่วนร่วมอย่างมากต่อความพยายามที่จะพิสูจน์ว่า แนวทางการสอบสวนตามหลัก PEACE เป็นแนวทางที่เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมได้จริงหรือไม่

เมื่อ จ.กระบี่ เป็นพื้นที่นำร่องในการนำหลักการ Investigative Interviewing หรือ การซักถามเชิงสืบสวนสอบสวนมาใช้ หนึ่งในผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญ คือ ศจีพร แต้มแก้ว หาญเทอดพงษ์ชัย อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดกระบี่

ซึ่งจะเป็นผู้เริ่มดำเนินการโดยวางแผนจะเริ่มใช้การสอบสวนตามหลัก PEACE จาก 2 รูปแบบ คือ คดีที่มีเด็กเป็นผู้ต้องหาอายุน้อยกว่า 18 ปี และคดีผู้ใหญ่ที่มีนโยบายจากอัยการสูงสุด ซึ่งกำลังทดลองโครงการให้อัยการสามารถเรียกพยานมาซักถามเองได้ ดังนั้นก็จะร่วมมือกับพนักงานสอบสวนที่เข้าอบรมมาแล้วโดยขอให้ส่งพยานมาให้อัยการจับคู่กับพนักงานสอบสวนร่วมกันซักถามพยาน

“ที่กระบี่ เรามีทั้งพนักงานสอบสวนของตำรวจและอัยการ ที่รับผิดชอบคดีเยาวชนเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมมาแล้ว เราก็วางแผนไว้ว่าจะมีตำรวจจับคู่กับอัยการในการซักถาม และเมื่อได้สำนวนออกมา เราก็จะได้รู้ว่าพอเราทำเป็นรูปแบบใหม่แล้วมันมีปัญหาในการพิจารณาคดีไหม ซึ่งเราได้คุยกับผู้พิพากษาที่ศาลเยาวชนไว้แล้วด้วยว่า รูปแบบคำให้การอาจจะเปลี่ยนไปนะ จากนั้นก็จะมาหารือทุกภาคส่วนเพื่อให้รับรู้ร่วมกัน เพื่อหวังว่าจะสามารถขยับการทดลองให้เปลี่ยนรูปแบบไปทั้งกระบวนการ”

ศจีพร แต้มแก้ว หาญเทอดพงษ์ชัย อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดกระบี่

ศจีพร แต้มแก้ว หาญเทอดพงษ์ชัย อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการจังหวัดกระบี่

“ส่วนคดีผู้ใหญ่ จะมีนโยบายจากอัยการสูงสุด ทำโครงการนำร่องเรื่องการให้อัยการสามารถเรียกพยานมาซักถามเองได้ ซึ่งก็เลือกกระบี่เป็นจังหวัดนำร่องด้วย เราก็จะส่งหนังสือไปหาพนักงานสอบสวนทีมที่ผ่านการอบรมมาแล้ว ให้เรียกพยานมาให้อัยการจับคู่กับพนักงานสอบสวนทำการซักถามร่วมกัน เช่นให้ตำรวจซักถาม โดยมีอัยการเป็นทีมมอนิเตอร์ หรือให้อัยการซักถามโดยมีตำรวจเป็นทีมมอนิเตอร์”

อัยการ จ.กระบี่ บอกด้วยว่า รูปแบบที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่นี้ ถือเป็นหนึ่งในความพยายามที่เราจะแสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้หลัก “Investigative Interviewing” ในการสอบสวนแล้ว เราจะเห็นหลักฐานการสอบสวนจากการบันทึกวิดีโอ เห็นรูปแบบคำให้การที่เปลี่ยนไปแน่นอน

แต่เราจะพิสูจน์ว่า มันทำให้ได้ข้อเท็จจริงในคดีครบถ้วนมากขึ้นหรือไม่ ช่วยลดจำนวนการสอบปากคำให้น้อยลงได้จริงหรือไม่ ใช้ระยะเวลาในการทำคดีน้อยลงหรือไม่ และสำนวนการสอบสวนมีความน่าเชื่อมากขึ้นหรือไม่ ถือเป็นการทำงานเพื่อค้นหา “หลักฐานเชิงประจักษ์” ไปด้วยว่า วิธีการใหม่ จะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ซึ่งระหว่างนี้ทางทีมเทรนเนอร์จากนิวซีแลนด์ ก็จะรับข้อมูลจากเราไปพร้อมกับส่งข้อคิดเห็นและคำแนะนำกลับมาโดยตลอด

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

“ได้คำสารภาพของผู้ถูกกล่าวหา” อาจยังไม่ใช่ “ความจริง” ที่ทำให้เกิดความยุติธรรม

Karyn Malthus ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจอาวุโส สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิทยากร พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในประเทศนิวซีแลนด์ว่า แม้ก่อนหน้านี้ตำรวจนิวซีแลนด์ จะไม่ใด้ใช้การซ้อมทรมานเพื่อบังคับให้ผู้ต้องหารับสารภาพ แต่ก็เคยใช้วิธีการตั้งคำถามชี้นำ เพื่อมุ่งเน้นให้ได้คำสารภาพมาก่อนเช่นกัน แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตำรวจนิวซีแลนด์เปลี่ยนมาใช้การสอบสวนแบบ Investigative Interviewing ตามหลัก PEACE และเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่า

วิธีการนี้ช่วยให้พวกเขาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ผลการสอบสวนที่น่าเชื่อถือมากขึ้นในชั้นศาล ดังนั้นการใช้หลักการ PEACE ในการสอบสวน ไม่ได้เป็นประโยชน์แต่เฉพาะกับพยานหรือผู้ถูกซักถาม แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ก็คือ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม พร้อมแสดงความมั่นใจว่า ประเทศไทย จะสามารถนำหลักการนี้มาปรับใช้ได้อย่างแน่นอน เพราะเราได้ผ่านการอบรมเจ้าหน้าที่ในหลายหน่วยงานมาแล้ว

“Investigative Interviewing เป็นหลักการซักถาม ที่เน้นการหาความจริงแทนการหาคำรับสารภาพ ... เพราะในฐานะเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม แม้ว่าเราจะได้รับคำสารภาพมาแล้ว แต่เราก็ยังคงต้องการความจริงอยู่ดี” Karyn Malthus กล่าว

รายงาน : สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา