รัฐ-เอกชน ชงวิจัย ดันนโยบายเชิงรุก "วัคซีนหัดเข็ม 3" มุ่งเป้าโรคหัดหมดไปจากไทย

สังคม
13:03
จำนวนผู้ชม 30
Thai PBS
รัฐ-เอกชน ชงวิจัย ดันนโยบายเชิงรุก "วัคซีนหัดเข็ม 3" มุ่งเป้าโรคหัดหมดไปจากไทย

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.2569 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และอีกหลายหน่วยงานเปิดผลวิจัยเรื่อง การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า โรคหัดเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กและประชากรที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ แม้ว่าจะดำเนินโครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัดมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้

สวรส. จึงสนับสนุนงานวิจัยเพื่อประเมินระดับภูมิคุ้มกันของประชากรในแต่ละช่วงอายุ มีช่องว่างอยู่ที่ใด และมาตรการที่ใช้อยู่เพียงพอต่อสถานการณ์ทางระบาดวิทยาในปัจจุบันหรือไม่ โดยมองว่าการกำจัดโรคหัด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานนโยบาย นักวิจัย ระบบบริการสุขภาพ ห้องปฏิบัติการ บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ และประชาชน

ด้าน ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ กล่าวว่า กรมควบคุมโรค มุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัด และหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงในเข็มที่ 1 (MMR1) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 (MMR2) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

มาตรการสำคัญ ได้แก่ กำหนดแนวทางเร่งรัดติดตามการให้วัคซีน MMR แก่กลุ่มเด็กตกหล่น การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง เมื่อเกิดการระบาด การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล การสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน และการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัด

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ กล่าวว่า คุณค่าสำคัญของงานวิจัยคือช่วยให้เห็น ช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น จากการศึกษาตัวอย่างซีรัมจำนวน 3,675 ตัวอย่าง พบว่ามีความชุกของผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัด โดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 61.3 และกลุ่มที่เห็นช่องว่างภูมิคุ้มกันชัดเจนที่สุดคือ วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 14-31 ปี

หนึ่งในข้อเสนอจากงานวิจัยคือ การพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในประชากรกลุ่มอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบช่องว่างภูมิคุ้มกัน พร้อมเสนอให้บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรือสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและลดต้นทุนการดำเนินงาน นำไปใช้ในการออกแบบมาตรการของระบบบริการสุขภาพ

ระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 สิ่งที่สามารถทำควบคู่กันได้ คือการเร่งเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนตามปกติ โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่ 2 รวมถึงการทำมาตรการติดตามฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ความครอบคลุมต่ำ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำไปใช้ในการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบเฝ้าระวัง โดยพัฒนาระบบทะเบียนวัคซีนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงและตรวจสอบได้ ตลอดจนการพัฒนาระบบเฝ้าระวังระดับภูมิคุ้มกัน เพื่อติดตามช่องว่างภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.จรวยพร ระบุว่า สวรส. ส่งต่อข้อมูลงานวิจัยชิ้นนี้ให้กับกรมควบคุมโรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์สถานการณ์โรคหัดของไทย ประเมินความครอบคลุมของวัคซีน และกำหนดแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคหัดในระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลัก เปิดเผยผลวิจัยเชิงลึกว่าโรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความครอบคลุมเข็มแรกมากกว่าร้อยละ 90 แต่ความครอบคลุมเข็มที่ 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 95 ขณะที่ อุปสรรคจากโควิด-19 ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคหัดไปเป็นปี พ.ศ. 2569

งานวิจัยนี้จึงสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 80 ปี รวมจังหวัดละประมาณ 900 คน จาก 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์, พระนครศรีอยุธยา, บุรีรัมย์ และตรัง ผลการศึกษาพบว่าระดับภูมิคุ้มกันต่ออายุมีลักษณะเป็นโค้งรูปตัว U (U-shaped Curve) โดยประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่าร้อยละ 95 จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ

ขณะที่กลุ่มอายุ 14-31 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ.2528-2551) มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียงร้อยละ 27-46 เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามระยะเวลา ซึ่งสอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปี

ศ.นพ.ยง ระบุว่า ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบัน ยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่บ่งชี้ว่า การได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน

อ่านข่าว :

กกต.แจงปมเก็บข้อมูล สมาชิกพรรคประชาชน ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ

"ไทยเที่ยวไทยพลัส" เร่งสรุปเงื่อนไขให้ทันใช้ ต.ค. คาดเฟสแรกงบ 1,750 ล้าน

"อนุทิน" เยือนนครซิดนีย์ ชูสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียใกล้ครบ 75 ปี