ความจริงเรื่อง “แผ่นดินไหว” จาก “นักแผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของไทย

ภัยพิบัติ
11:08
จำนวนผู้ชม 268
Thai PBS
ความจริงเรื่อง “แผ่นดินไหว” จาก “นักแผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของไทย
ผู้ช่วย AI

15 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ที่บริเวณเกาะสุมาตราเหนือ ประชาชนในพื้นที่ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย รวมถึงที่ จ.สงขลา สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน .... แต่ปรากฎว่า ไม่มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากทางราชการว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ ไม่ทำให้เกิดสึนามิ

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา เป็นหนึ่งในคนที่ออกมาขอคำอธิบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแจ้งเตือนของประเทศไทย เพราะเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ที่เคยมีความทรงจำที่เลวร้ายจากคลื่นสึนามิสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ จากเหตุแผ่นดินไหวในพื้นที่ใกล้กับจุดเดิม ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก แม้ว่า เหตุครั้งนี้จะมีปัจจัยที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ต้องแจ้งเตือนสึนามิ แต่นี่เป็นเหตุที่ควรต้องแจ้งลงไปให้ชัดด้วยว่า “ไม่เกิดสึนามิ”

“แน่นอนว่า มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่แล้วเกี่ยวกับการเตือนให้อพยพหนีภัยสึนามิ คือ เกิดแผ่นดินไหวในทะเล ขนาด 7 ขึ้นไป ... มีความลึกไม่เกิน 30 กิโลเมตร ... และเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในแนวดิ่ง ... ซึ่งแผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 6.8 ไม่เข้าข่ายต้องเตือนตามระบบ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่หน่วยงานรัฐจะนิ่งเฉย ไม่ให้ข้อมูลอะไรกับประชาชนเพิ่มเติมเลย เพราะประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ และอญุ่ในพื้นที่ที่มีประวัติเคยเกิดสึนามิ”

นักแผ่นดินไหววิทยา ระบุว่า ในเมื่อแผ่นดินไหวครั้งนี้ มันทำให้ประชาชนในพื้นที่ที่เคยเกิดสึนามิเขารับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ หน่วยงานของไทย แถมยังเกิดจุดที่ใกล้เคียงกับปี 2547 หน่วยงานรัฐจึงไม่ควรใช้แค่ “ขนาดของแผ่นดินไหว” เป็นเกณฑ์ในการไม่แจ้ง แต่ควรใช้ “การรับรู้แรงสั่นสะเทือน” เป็นเกณฑ์ด้วยว่า “ต้องแจ้งข้อมูล” ไม่ว่าจะเกิด หรือ “ไม่เกิดสึนามิ” ก็ต้องแจ้งให้ประชาชนที่รับแรงสั่นสะเทือนรับทราบ

“ผมจะเสนอในที่ประชุมกรรมาธิการ ปภ. ให้ปรับเกณฑ์การแจ้งเตือนในประเทศไทยว่า ถ้ามีแผ่นดินไหวในทะเล ... ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ ... แม้ขนาดของแผ่นดินไหวจะไม่เข้าเกณฑ์เตือนสึนามิ หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ปภ. ก็จะต้องแจ้งให้ประชาชนทราบด้วยว่า “ไม่เกิดสึนามิ” ไม่ใช่เงียบไป เลย แล้วปล่อยให้ประชาชนคิดเอาเอง”

“ถ้าคุณไปเอกซเรย์ปอด ... ตรวจเสร็จแล้วได้ผลว่า ปอดคุณปกติดี แต่หมอกลับไม่บอกอะไรเลย ไม่แจ้งผลตรวจเลย คุณจะเป็นยังไง อาจจะคิดไปเองว่าผลออกมาไม่ดี หมออาจจะยังไม่บอกให้เรารู้หรือเปล่า กลับไปก็นอนไม่หลับ ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรเลย”

ในปัจจุบัน คนไทยรับรู้ “เหตุแผ่นดินไหว” ได้ง่ายขึ้นจากการสื่อสารหลากหลายช่องทาง แต่ดูเหมือนว่า องค์ความรู้จากการสื่อสารยังมีปัญหามากมาย ทั้งจากข้อมูลที่ผิดพลาดเพราะยังขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อแลกกับจำนวนผู้รับชม ข้อมูลหลายข้อมูลมาจากการคาดเดา หลายข้อมูลมาจากการวิเคราะห์จากคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญจริง ...บางข้อมูลที่ควรจะสื่อสารกลับไม่มีการสื่อสาร หลายข้อมูลที่ “ผิด” หรือ “มั่ว” กลับมีการสื่อสารจนสร้างความเชื่อผิด ๆ ตามมา

ท่ามกลางความสับสนของข้อมูลแผ่นดินไหวเช่นนี้ เราจะไปตามหา “ความจริงเรื่องแผ่นดินไหว” จาก นักแผ่นดินไหววิทยาคนแรกของไทย ดร.ไพบูลย์ นวนิล

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

ข้อความนับจากนี้ไป คือ “ความเข้าใจผิด” เกี่ยวกับ “แผ่นดินไหว” ที่มักจะส่งข้อมูลต่อกันในประเทศไทย

สัตว์สามารถทำนายแผ่นดินไหวล่วงหน้าเป็นชั่วโมงอย่างแม่นยำ

... ไม่มีงานวิจัยชิ้นไหนในโลกยืนยันว่ามีสัตว์ที่รู้ล่วงหน้าอยู่จริง

สภาพอากาศบางอย่างมักเกิดก่อนแผ่นดินไหว

... สภาพอากาศ เช่นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือ มีแมลงเม่าบินเยอะ ไม่เกี่ยวกับการเกิดแผ่นดินไหว

พื้นดินแยกออกตอนเกิดแผ่นดินไหวแล้วกลืนคน แล้วปิดหลังจากนั้น

... ธรณีสูบ เป็นเรื่องราวจากนิทาน

แผ่นดินไหวขนาดเล็กช่วยป้องกันแผ่นดินไหวขนาดใหญ่โดยการ “คลายความเค้นทีละนิด”

... การเกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดต่างกัน 1 หน่วย คือการปลดปล่อยพลังงานต่างกันถึง 32 เท่า ดังนั้น แผ่นดินไหวขนาด 3 กับ แผ่นดินไหวขนาด 7 จะมีการปลดปล่อยพลังงานต่างกันเท่ากับ 32 คูณกัน 4 ครั้ง (ขนาด 7 ลบด้วยขนาด 3) หมายความว่า ต้องเกิดแผ่นดินไหวขนาด 3 มากถึง 1,048,576 ครั้ง จึงจะเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 7 เพียง 1 ครั้ง ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กบ่อย ๆ ไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

วิ่งออกไปข้างนอกทันทีเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

... เมื่อได้รับการแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ต้องรอให้แรงสั่นสะเทือนนิ่งลงก่อน โดยการเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะ อย่าเพิ่งวิ่ง เพราะถ้าวิ่งออกจากอาคารที่กำลังสั่นสะเทือนอาจได้รับบาดเจ็บมากกว่า เช่น กระจกแตก

บางคนสามารถทำนายแผ่นดินไหวได้ผ่านความสามารถพิเศษหรือการจดจำรูปแบบ

... ไม่มีข้อพิสูจน์อะไรเลย

ควรคลานในท่าหมอบข้างเฟอร์นิเจอร์ที่เอียง เพื่อสร้างพื้นที่ว่างป้องกัน

... สามเหลี่ยมแห่งชีวิตที่พูดถึงกันไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยจากแผ่นดินไหวมากขึ้น (ใต้โต๊ะดีกว่า) และประตูหนีไฟก็ไม่ได้สร้างขึ้นมาเป็นเส้นทางออกจากอาคารที่เกิดแผ่นดินไหว ดังนั้น ถ้าอยู่ในอาคารสูงที่กำลังสั่นไหว โครงสร้างที่แข็งแรงที่สุด คือ “เสา” ให้เกาะและหลบอยู่ที่ข้างเสา ถึงเพดานถล่มจะถล่มตรงกลาง เสาก็ยังค้ำยันไว้ได้อยู่

ความจริงเรื่อง “แผ่นดินไหว” จาก “นักแผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของไทย

ความจริงเรื่อง “แผ่นดินไหว” จาก “นักแผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของไทย

“ความจริง” เกี่ยวกับการเกิดแผ่นดินไหวทั้งหมดนี้ อธิบายโดย ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักวิชาการที่ศึกษาจบในศาสตร์ที่เรียกว่า “แผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของประเทศไทย ซึ่งมีความพยายามอย่างมากที่ต้องการจะทำให้การสื่อสารเรื่อง แผ่นดินไหวในประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะแผ่นดินไหวถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่ยังไม่มีเครื่องมือใดสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ ทำให้เกิดความกังวลและหวาดกลัวได้มาก การสื่อสารที่ผิดพลาดจึงสร้างผลกระทบที่รุนแรงได้มากเช่นกัน

“ก่อนเกิดสึนามิเมื่อปี 2547 ในประเทศไทยยังไม่มีใครใส่ใจเรื่องแผ่นดินไหวเลย ผมได้ทุนไปเรียนเรื่องแผ่นดินไหวที่ประเทศสวีเดน แต่ผมเรียนจบวิศวกรรมไฟฟ้า ไม่ใช่นักธรณีวิทยา เลยไปเรียนด้วยความยากลำบาก จนเมื่อเรียนไปจึงรู้ว่า เรามีข้อได้เปรียบเหมือนกัน เพราะเราเข้าใจเรื่องของการวัด เรื่องการอ่านค่าคลื่น”

ดร.ไพบูลย์ กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และติดตั้ง “สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว” ไว้ที่บ้านพักที่ อ.นาหม่อม จ.สงขลา ซึ่งกลายเป็นสถานีตรวจวัดที่ช่วยหน่วยงานของรัฐติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวในฝั่งทะเลอันดามันที่เคยเกิดคลื่นสึนามิมาแล้วได้ เขาบอกว่า ข้อมูลที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก เพราะหลังเกิดสึนามิ พื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันก็มักเป็นจุดที่เกิดข่าวลือ ข่าวปลอมขึ้นบ่อยมาก

“การรายงานข้อมูลแผ่นดินไหวจะมาใช้ความรู้สึกไม่ได้”

“ผมอยากให้การรายงานข้อมูลแผ่นดินไหวงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การรายงานเหตุการณ์ที่สำคัญเช่นนี้ไม่ควรจะเริ่มจากการตั้งต้นด้วยการคาดเดาแล้วใช้คำว่า “คาดว่า” หรือ “อาจจะ” ออกไปในการสื่อสาร เพราะเมื่อคาดเดาออกไปแล้วก็ไปสร้างความสับสนขึ้นกันทั้งประเทศ ผมมาตั้งสถานที่ไว้ที่บ้าน อ.นาหม่อม เพราะมันมักจะมีทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อย หรือแม้แต่พอมีข่าวบ่อย ๆ ก็จะมีหมอดูออกมาทำนายว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรง ซึ่งอยากให้รู้ว่า ข่าวพวกนี้มันไปกระทบกับเศรษฐกิจของประชาชนที่อาศัยอยู่พื้นที่ชายฝั่งอันดามันมาก ... ผมไม่ได้ห่วงธุรกิจใหญ่ ๆ หรอก ผมห่วงชาวบ้านที่เขาค้าขาย ต้องมาได้รับผลกระทบไปด้วย” ... ดร.ไพบูลย์ กล่าว

“แม้แต่การสื่อสารจากภาครัฐเอง ที่บอกว่า จะลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้เป็น 0 ... ผมต้องถามว่า ในเมื่อมันไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วรัฐจะสื่อสารแบบนั้นไปทำไม”

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

สื่อสารข้อมูลแผ่นดินไหว ไม่ต้องใส่ “หน่วย” และต้องแยกแยะ “ขนาด” กับ “ความรุนแรง”

“เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์” .... เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูด” ... “เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 .5 ตามาตราริกเตอร์” ... “เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 5 ชินโด”

วิธีการสื่อสารทั้ง 3 รูปแบบข้างต้น เป็นวิธีการสื่อสารที่นักแผ่นดินไหววิทยา อธิบายว่า ยังไม่ถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้ว การรายงาน “ขนาด” ของแผ่นดินไหว ไม่ต้องใส่ “หน่วย”

ดร.ไพบูลย์ เล่าว่า การระบุขนาดของแผ่นดินไหวทั่วโลกมีมาตราที่ใช้กันการวัดกันมากถึง 20 มาตรา ประเทศไทยเราใช้อ้างอิงจากมาตราริกเตอร์ ซึ่งเป็นการตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติ Charles Francis Richter นักแผ่นดินไหววิทยาจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่เป็นผู้กำหนดมาตรานี้ขึ้นเมื่อปี 1935 แต่มาตราริกเตอร์ มีข้อจำกัดว่าใช้รายงานข้อมูลแผ่นดินไหวที่มีขนาดไม่เกิน 7 เท่านั้น ดังนั้นถ้าแผ่นดินไหวมีขนาดมากกว่า 7 ก็ใช้มาตราริกเตอร์ในการวัดไม่ได้แล้ว ... การรายงานขนาดของแผ่นดินไหว จึงไม่ควรใส่หน่วยตามหลังตัวเลขขนาด เพราะขนาดของแผ่นดินไหว ... ไม่มีหน่วย

“ส่วนคำว่า แมกนิจูด – Magnitude มีความหมายว่า “ขนาด” โดยตรงอยู่แล้ว เช่น เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 7.5 แปลว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 จึงไม่ต้องมีคำว่า แมกนิจูดตามมาต่อท้ายอีก เพราะจะกลายเป็นการรายงานว่า “เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ขนาด” ... ซึ่งไม่ถูกต้อง”

ดร.ไพบูลย์ ย้ำว่า ความเข้าใจผิดนี้ อาจเกิดขึ้นจากวิธีการเขียนข้อมูลแผ่นดินไหวทางวิชาการ เช่น มีข้อมูลรายงานมาว่า “M6.5 Earthquake Magnitude” ... เมื่อผู้ที่จะทำการสื่อสารนำข้อความแบบนี้ไปวางลงใน Google Translate จะได้คำแปลว่าออกมาว่า “แผ่นดินไหวขนาด 6.5 แมกนิจูด” ... ซึ่งกลายเป็นข้อมูลที่ “ผิดพลาด” ดังนั้น ต้องระมักระวังการใช้วิธีการแปลผ่านเครื่องมือแบบนี้

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

วิธีการสื่อสารข้อมูลแผ่นดินไหวที่ถูกต้อง

หากท่านต้องสื่อสารว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้น ... มีข้อมูลที่ควรรายงานทุกครั้งคือ

  • วัน เดือน ปี ที่เกิดแผ่นดินไหว ... ต้องระบุวันที่เพื่อไม่ให้ถูกนำมาโพสต์ซ้ำภายหลัง
  • เวลาที่เกิด ... ถ้ารับข้อมูลจากเวลาสากล (UTC) ต้อง +7 ชั่วโมง เป็นเวลาประเทศไทย
  • พิกัดจุดเหนือศูนย์กลางแผ่นดินไหว ... (ละติจูด - ลองจิจูด)
  • ความลึกของแผ่นดินไหว ... เช่น ความลึก 10 กิโลเมตร
  • ขนาดแผ่นดินไหว (ไม่ต้องใส่หน่วย) ... เช่น ขนาด 4.5
  • บริเวณที่เกิดแผ่นดินไหว ... เช่น นอกชายฝั่งสุมาตราเหนือ หมู่เกาะนิโคบาร์
  • ชื่อสถานที่หรือระยะห่างจากสถานที่ที่คนรู้จัก ... เช่น ห่างจาก จ.ภูเก็ต 600 กิโลเมตร

เมื่อไหร่ต้องเตือนว่าจะเกิด หรือแม้แต่ไม่เกิด “สึนามิ”

ส่วนการเตือนภัย สึนามิ ดร.ไพบูลย์ ระบุว่า มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าการเตือนภัยสึนามิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเข้าองค์ประกอบครบ 3 ข้อ

“ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การเตือนภัยสึนามิในปัจจุบัน เราไม่ได้ “ทุ่นสึนามิ” เป็นเครื่องมือหลักในการเตือนอีกต่อไปแล้ว เพราะข้อมูลจากคลื่นแผ่นดินไหวในปัจจุบัน เดินทางเร็วกว่าคลื่นในทะเลถึง 50 เท่า ทำให้เราได้ข้อมูลแผ่นดินไหวได้ครบภายใน 3-5 นาที ในขณะที่การรอข้อมูลจากทุ่นอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง ... และจากหลักเกณฑ์สากล การเตือนภัยสึนามิจะเกิดทันทีถ้ามี 3 ปัจจัย เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ... เกิดแผ่นไหวในทะเล ขนาดมากกว่า 7 ขึ้นไป ... แผ่นดินไหวมีความลึกไม่เกิน 30 กิโลเมตร ... แผ่นดินไหวครั้งนี้ เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในแนวดิ่ง”

“ถ้าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น มีลักษณะที่เข้าข่ายต้องเตือนสึนามิครบทั้ง 3 องค์ประกอบ การเตือนจะต้องเกิดขึ้นทันทีเพื่อให้ประชาชนปลอดภัย จากนั้นจึงจะติดตามสถานการณ์ และหากทุ่นสึนามิตรวจไม่พบคลื่น จึงจะยกเลิกการเตือน ... ดังนั้น ทุ่นสึนามิในปัจจุบัน ใช้เพื่อเป็นข้อมูลในการยกเลิกการเตือนหรือไม่ มากกว่าใช้ในการเตือนครั้งแรก”

แต่ ดร.ไพบูลย์ ขอย้ำว่า ถ้าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในทะเล ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้ แม้ว่าขนาดของแผ่นดินไหวจะไม่ถึง 7 ตามเกณฑ์ที่ต้องแจ้งเตือนก็ตาม หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จะต้องแจ้งข้อมูลกับประชาชนด้วยว่า “ไม่เกิดสึนามิ” เพื่อคลายความกังวลในพื้นที่ทันที

“ไทยต้องปรับเกณฑ์การเตือนในบ้านเราด้วย ถ้าประชาชนรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวในทะเล จะต้องแจ้งด้วยว่า ไม่เกิดสึนามิ จะใช้แค่ขนาดของแผ่นดินไหวเป็นหลักในการจะแจ้งหรือไม่แจ้งไม่ได้” ดร.ไพบูลย์ ย้ำประเด็นนี้อีกครั้ง

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา

“ความรุนแรงของแผ่นดินไหว ... เป็นคนละเรื่องกับขนาดของแผ่นดินไหว”

นี่เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักแผ่นดินไหววิทยา สังเกตเห็นมาตลอดว่า การรายงานข้อมูลแผ่นดินไหวในการสื่อสารของประเทศไทย มักจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน

ดร.ไพบูลย์ อธิบายว่า ความรุนแรงของแผ่นดินไหว “ไม่ใช่” ตัวเลขเดียวกันกับ “ขนาดของแผ่นดินไหว” เพราะความรุนแรง คือ ผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่นั้น ๆ ถ้าพื้นที่ใดยิ่งอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวมาก ก็จะยิ่งมีตัวเลขความรุนแรงมาก เช่น หากเกิดแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา ขนาด 7.7 พื้นที่เกาะสุมตราที่อยู่ใกล้จุดศูนย์กลาง ก็จะมีความรุนแรงมาก มีโอกาสจะได้รับความเสียหายมาก แต่พื้นที่ภาคใต้ของไทยที่อยู่ห่างออกไป 600 กิโลเมตร อาจรับรู้แค่แรงสั่นสะเทือนเท่านั้น ซึ่งความเข้าใจผิดนี้ มักเกิดขึ้นจากการสื่อสารที่มักจะนำตัวเลข “ความรุนแรง” มารายงานเป็นข้อมูลเช่นเดียวกับ “ขนาด” ทำให้ผู้รับสารที่คิดไปว่าเป็นตัวเลขเดียวกัน

“ตัวอย่างที่เรามักเห็นกันคือคำว่า “ชินโด” หรือ Shindo Intensity Scale หมายถึง มาตรวัด ความรุนแรง” ของแผ่นดินไหว ที่กำหนดโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ซึ่งมันคือการวัดความสั่นสะเทือนและผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น ๆ และในแต่ละพื้นที่จะได้รับผลกระทบต่างกันจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความใกล้หรือไกลจากจุดศูนย์กลาง เช่น พื้นที่นี้มีความรุนแรงระดับ 5 อาจมีสิ่งของตกลงมาจากชั้นวางของ ... ระดับ 6 ทำให้บ้านเรือนเสียหายได้ ยืนทรงตัวได้ยาก ... ระดับ 7 สร้างความเสียหายให้กับอาคาร ไม่สามารถยืนทรงตัวอยู่ได้เลย”

แผ่นดินไหวถี่ ๆ มี 2 รูปแบบ คือ Swarms และ Aftershock ซึ่งมีลักษณะต่างกัน แต่มีปัญหาการสื่อสารเช่นเดียวกัน

แผ่นดินไหวเกิดขึ้นจาก 5 เหตุผล คือ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ภูเขาไฟ การยุบตัว การระเบิด และเกิดจากอ่างเก็บน้ำ ซึ่งแผ่นดินไหวมากกว่า 80% เกิดขึ้นจากสาเหตุแรก คือ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และจากการเก็บข้อมูลทางสถิติ พบว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 – 2025 เกิดแผ่นดินไหวในพื้นที่โดยรอบประเทศไทยไปทั้งหมดมากกว่า 18,000 ครั้ง ... ซึ่งมีทั้ง Foreshock (มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ก่อนเกิดแผ่นดินไหวหลัก) Mainshock Aftershock และ Swarms

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวหลัก (Mainshock) ขนาดใหญ่ ก็จะเกิดแผ่นดินไหวตขนาดเล็กตามมาอีกหลายร้อยครั้ง (Aftershock) โดยลักษณะสำคัญของ Aftershock คือจะต้องมีขนาดสูงสุดน้อยกว่า Mainshock อย่างน้อย 1 หน่วย เป็นกระบวนการในการปรับตัวหลังจากเกิดการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อน แต่ถ้าแผ่นดินไหวตามมีขนาดน้อยกว่า Mainshock ไม่ถึง 0.5 หน่วย จะเรียกว่า Double shock ซึ่งเกิดขึ้นได้น้อย

ในอีกลักษณะหนึ่ง คือ การเกิด “กลุ่มของแผ่นดินไหวขนาดเล็ก” ในพื้นที่บริเวณเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่มี Mainshock ที่สามารถระบุได้ รูปแบบนี้เรียกว่า Swarms อาจเกิดติดต่อกันได้ตั้งแต่เป็นวัน สัปดาห์ หรือเป็นเดือน มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมของความร้อนใต้ภิภพ หรือการแยกตัวของพื้นทะเลหรือมหาสมุทร

ความจริงเรื่อง “แผ่นดินไหว” จาก “นักแผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของไทย

ความจริงเรื่อง “แผ่นดินไหว” จาก “นักแผ่นดินไหววิทยา” คนแรกของไทย

“ถ้าเราพิจารณาจากการเกิดแผ่นดินไหวถี่ ๆ จะเห็นว่า Aftershock ต่างกับ Swarms อย่างชัดเจน ซึ่งการสื่อสารในทั้ง 2 กรณี ก็มีปัญหาต่างกัน”

“เราจะเห็นได้ว่า Aftershock จะมีขนาดเล็กกว่า Mainshock อย่างน้อย 1 หน่วยขึ้นไป ดังนั้นพื้นที่ที่ผ่าน Mainshock มาแล้ว จะไม่ได้รับผลกระทบมากไปกว่าเดิมจาก Aftershock แต่ในประเทศไทยยังมีปัญหาการสื่อสารว่า เราจะต้องรอดูสถานการณ์จนกว่า Aftershock จะสิ้นสุดลง ซึ่งในความเป็นจริงมันจะใช้เวลานานนับปี”

“ส่วน Swarms มีปัญหามากกว่า เพราะเมื่อเกิดแผ่นดินไหวถี่ ๆ ขึ้น ในลักษณะการเกิด Swarms มักจะมี “นักพยากรณ์” ออกมาเตือนว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และจะเกิดคลื่นสึนามิตามมา ... ซึ่งการเกิด Swarms ที่ผ่านมา คือ กลุ่มของแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ไม่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตามมาและไม่มีผลให้เกิดสึนามิ ... เช่น เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2025 เกิดกลุ่มแผ่นดินไหวขนาด 3-5 ในทะเลอันดามัน รวม 30 กว่าครั้ง ก็ชัดเจนว่า ไม่มีสึนามิตามมาแน่นอน”

นักแผ่นดินไหววิทยา สรุปไว้ว่า การสื่อสารข้อมูลแผ่นดินไหว ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีการสื่อสารที่ถูกต้องทั้งจากหน่วยราชการและผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสารมวลชน เพราะแผ่นดินไหวถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สร้างผลกระทบได้มาก และอาจจะยิ่งมีผลกระทบมากขึ้นไปอีกถ้าประชาชนได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน สับสน หรือ ผิดพลาด

รายงาน : สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา