ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาล ในการยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืน ทั้งการชะลอการออกใบอนุญาต การทบทวนปืนสวัสดิการ และการออกมาตรการควบคุมในระยะยาว คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า…มาตรการที่มีอยู่ จะเพียงพอต่อการลดความเสี่ยงจากอาวุธปืน โดยเฉพาะเหตุกราดยิงและเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำหรือไม่?
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการปราบปราม มองว่า มาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการถือเป็นจุดเริ่มต้น แต่หากต้องการควบคุมปัญหาอย่างจริงจัง ต้องมองให้ลึกกว่าการ “ไม่เพิ่มจำนวนปืนใหม่” แต่ต้องเข้าไปจัดการกับปืนที่มีอยู่ในระบบ รวมถึงพฤติกรรมของผู้ครอบครองและการเข้าถึงอาวุธปืนภายในครอบครัว
ลดเหตุร้ายรุนแรง แผน “คุมเข้มอาวุธปืน” ต้องไม่ใช่แค่หยุด "ปืนใหม่"
ปืนมีทะเบียน 6 ล้านกระบอก ในประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทย มีอาวุธปืนที่มีทะเบียนอยู่ประมาณ 6 ล้านกระบอก แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า มีผู้ครอบครอง 6 ล้านคน เนื่องจากบุคคลหนึ่งสามารถมีอาวุธปืนได้หลายกระบอก
นั่นหมายความว่า ผู้ครอบครองบางรายอาจมีอาวุธปืนมากกว่า 1 กระบอก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีตำแหน่ง หรือผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้อาวุธปืน ซึ่งในทางกฎหมาย อาวุธเหล่านั้นอาจเป็นปืนที่มีทะเบียนและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “ปืนถูกกฎหมายหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า ผู้ครอบครองสามารถควบคุมและจัดเก็บปืนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?
“ซึ่งในบางกรณี ผู้ครอบครองอาจปล่อยปละละเลย จนปืนหลุดไปอยู่ในมือของบุคคลอื่น หรือถูกนำออกมาใช้ในช่วงที่ผู้ถือครองมีอารมณ์โกรธ ขาดสติ หรือมีเจตนาเตรียมการแก้แค้น นั่นคือต้นเหตุของอาชญากรรมที่มักจะเกิดขึ้น”
พล.ต.ต.สุพิศาล อธิบายความแตกต่างระหว่างใบอนุญาตเกี่ยวกับการซื้อ การครอบครอง และการพกพาอาวุธปืน ใบ ป.3 เป็นใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน ขณะที่ใบ ป.4 เป็นใบอนุญาตให้มีและครอบครองอาวุธปืน ส่วน ใบ ป.12 เป็นใบอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ
ดังนั้น ผู้ที่มีใบ ป.4 ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถนำปืนติดตัวไปในที่สาธารณะได้ตามต้องการ แต่เป็นการอนุญาตให้มีและครอบครองปืนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่ใบ ป.12 คือกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืน เช่น ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หรือบุคคลบางกลุ่ม ที่มีเหตุจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
พล.ต.ต.สุพิศาล มองว่า คนที่มีใบอนุญาตพกพาปืนโดยทั่วไป เข้าใจกฎระเบียบและความเสี่ยงในการใช้อาวุธปืน ขณะที่ปัญหาที่น่ากังวลคือ ปืนที่อยู่ในบ้านและสามารถเข้าถึงได้โดยบุคคลอื่น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
ใบอนุญาตปืน ป.3 “ช่องว่าง” ที่ต้องติดตาม
สำหรับกระบวนการขอใบ ป.3 ผู้ขอต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ไปซื้อปืนจากร้านค้า หรือดำเนินการเกี่ยวกับการรับโอน ขณะที่พล.ต.ต.สุพิศาล ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาอาจเกิดขึ้นเมื่อมีการขอใบ ป.3 แล้วไม่ได้ซื้อปืนตามที่แจ้งไว้ หรือมีการขอใบอนุญาตหลายครั้ง จนเกิดความคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบว่า ผู้ขอมีคุณสมบัติและพฤติกรรมเหมาะสม ที่จะครอบครองอาวุธปืนจริงหรือไม่
เพราะแม้ระบบจะกำหนดให้มีการตรวจสอบประวัติว่า ไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ไม่เป็นอาชญากร หรือไม่เข้าข่ายบุคคลที่กฎหมายห้ามครอบครอง แต่ในทางปฏิบัติยังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองข้อมูล
“อยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเสาะแสวงหาหลักฐานอย่างนั้นได้อย่างไร และบางคนก็ขอแล้วขออีก ขอจนสนิทกับตำรวจคนที่ทำให้ด้วย ถือเป็นเรื่องปล่อยปละละเลย ที่ปล่อยให้มีคนมีพฤติกรรมไม่ดีถือครองอาวุธปืนจำนวนมาก”
ใหญ่กว่าจำนวนปืน “การเข้าถึง” ปัญหาหลัก
พล.ต.ต.สุพิศาล มองว่า หากต้องการลดเหตุกราดยิงอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดจำนวนปืนใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบ แต่ต้องพิจารณา “ระบบนิเวศของปืน” ทั้งหมด ตั้งแต่การซื้อ การครอบครอง การจัดเก็บ ไปจนถึงการเข้าถึงอาวุธปืนของคนในครอบครัว
โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน หากสามารถเข้าถึงปืนได้ง่าย และรู้วิธีการใช้อาวุธ ก็ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุรุนแรง ดังนั้น การควบคุมปืนจึงไม่ควรมองเฉพาะตัวปืน แต่ต้องมองถึงคนที่ครอบครอง, สถานที่เก็บรักษา และบุคคลที่สามารถเข้าถึงปืนได้ ข้อเสนอหนึ่งที่ พล.ต.ต.สุพิศาล เห็นว่ารัฐควรทำ คือการพัฒนาฐานข้อมูลอาวุธปืนให้ละเอียดมากขึ้น โดยสามารถตรวจสอบได้ว่า ปืนแต่ละกระบอกอยู่ที่ใคร อยู่ในพื้นที่ใด และมีบริบทของครอบครัวหรือผู้ที่อาจเข้าถึงปืนอย่างไร
ลดเหตุร้ายรุนแรง แผน “คุมเข้มอาวุธปืน” ต้องไม่ใช่แค่หยุด "ปืนใหม่"
หากผู้ครอบครองเป็นผู้สูงอายุ มีภาวะที่อาจกระทบต่อการควบคุมอาวุธ หรือมีเด็กและเยาวชนอยู่ในบ้าน ก็ควรพิจารณาความเสี่ยงเรื่องการจัดเก็บอาวุธปืนเพิ่มเติม รวมถึงต้องให้ความรู้กับครอบครัวเกี่ยวกับการเก็บรักษาอาวุธปืนอย่างปลอดภัย เช่น การเก็บปืนให้พ้นมือบุคคลอื่น และการแยกอาวุธปืนออกจากเครื่องกระสุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ใบอนุญาตอาจควบคุมสถานะของปืนได้ แต่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ทั้งหมด
“ยกเลิกปืนสวัสดิการ” ไม่พอ “หากปืนเดิมยังอยู่ในระบบ”
สำหรับแนวทางยกเลิกหรือชะลอปืนโครงการสวัสดิการ พล.ต.ต.สุพิศาล เห็นว่าเป็นมาตรการที่ช่วยไม่ให้จำนวนปืนใหม่เพิ่มขึ้น แต่หากต้องการลดจำนวนอาวุธปืนในประเทศจริง รัฐต้องคิดต่อว่าจะจัดการกับปืนจำนวนหลายล้านกระบอกที่มีอยู่แล้วอย่างไร
หนึ่งในข้อเสนอคือ “โครงการรับซื้อปืนคืน” โดยรัฐอาจเปิดให้ผู้ที่ไม่ประสงค์จะครอบครองปืนอีกต่อไป นำอาวุธปืนมาขายคืนให้รัฐในราคาที่เป็นธรรม จากนั้นนำเข้าสู่ระบบอาวุธปืนของราชการ
แนวคิดดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับการยกเลิกปืนสวัสดิการ เพราะหากภาครัฐมีปืนราชการเพียงพอ และมีระบบบริหารจัดการที่ดี ก็อาจลดความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะต้องจัดหาปืนส่วนตัวผ่านโครงการสวัสดิการ “การยกเลิกปืนสวัสดิการ หากทำได้ก็จะไม่เกิดการบวมของปืนเหมือนที่ผ่านมา แล้วก็รับปืนจากที่ถือครองของอดีตข้าราชการ ผู้ที่ไม่ประสงค์จะใช้ปืนแล้วก็มาขายคืนตามราคาเป็นธรรม เอามาเป็นปืนหลวง”
จับตา “ตัดวงจร” ปืนเถื่อนออนไลน์
นอกจากปืนที่มีทะเบียนแล้ว อีกปัญหาที่ต้องจับตาคือ อาวุธปืนเถื่อน ปืนประดิษฐ์ และอาวุธที่ถูกดัดแปลง พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุว่า ปัจจุบันมีช่องทางออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นพื้นที่ซื้อขายอาวุธและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับปืน จึงจำเป็นต้องใช้การสืบสวนและการปราบปรามควบคู่กัน โดยเฉพาะอาวุธที่มีลักษณะคล้ายปืนจริง หรือถูกนำไปดัดแปลง จนสามารถใช้งานในลักษณะที่เป็นอันตรายได้ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ ที่เจ้าหน้าที่ต้องติดตามให้ทัน
ลดเหตุร้ายรุนแรง แผน “คุมเข้มอาวุธปืน” ต้องไม่ใช่แค่หยุด "ปืนใหม่"
ท้ายที่สุด การควบคุมอาวุธปืนในประเทศไทย อาจไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการเดียว การชะลอการออกใบอนุญาตและยกเลิกปืนสวัสดิการ อาจช่วยชะลอการเพิ่มจำนวนปืนใหม่ แต่ในระบบยังมีปืนที่มีทะเบียนอยู่ประมาณ 6 ล้านกระบอก ซึ่งยังคงอยู่กับประชาชนไปอีกเป็นเวลานาน…โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียง “จะทำอย่างไรไม่ให้มีปืนเพิ่ม” แต่ต้องไปถึงคำถามว่า ปืนที่มีอยู่แล้ว อยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้ครอบครอง เก็บรักษาอย่างไร และมีใครเข้าถึงได้บ้าง
เพราะหากต้องการลดเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนอย่างเป็นระบบ การตัดวงจรการเข้าถึงปืนตั้งแต่ต้นทาง การควบคุมผู้ครอบครอง การจัดเก็บที่ปลอดภัย การจัดการปืนที่ไม่ต้องการใช้แล้ว ไปจนถึงการปราบปรามตลาดปืนเถื่อนออนไลน์ อาจเป็นโจทย์ที่ต้องดำเนินการไปพร้อมกัน
และที่สำคัญที่สุดคือ การมีใบอนุญาตไม่ได้หมายความว่า ความเสี่ยงจะหมดไป หากระบบยังไม่สามารถควบคุมการเข้าถึง และพฤติกรรมของผู้ที่อยู่รอบอาวุธปืนได้
อ่านข่าว :
คุมเข้ม-จัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ไม่ง่าย แรงต้านอื้อ
ตลาดมืด "ปืนเถื่อน-กระสุนเถื่อน" รัฐล้อมคอก "อาชญากรรม" แบบงูกินหาง
