สถานการณ์น้ำท่วมและดินสไลด์ในพื้นที่ จ.น่าน ยังคงน่าเป็นห่วง ส่งผลกระทบครอบคลุม 7 อำเภอ 34 ตำบล 223 หมู่บ้าน และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้วมากกว่า 20,000 ครอบครัว
โดยในช่วงวันที่ 19 - 21 ส.ค.นี้ พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดยังต้องตั้งรับและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมวลน้ำป่าจาก อ.ปัว และ ลำน้ำสาขาใน อ.ท่าวังผา เริ่มเอ่อล้นตลิ่ง ไหลเชี่ยวกรากลงสู่แม่น้ำสายหลัก ขณะที่เขตเทศบาลเมืองน่านต้องติดตามระดับน้ำ ณ สถานีวัดน้ำรายชั่วโมง ท่ามกลางความกังวลของประชาชนที่หวนนึกถึงมหาอุทกภัยปี 2567 ซึ่งสร้างความเสียหายทุบสถิติเดิมอย่างสิ้นเชิง
ย้อนสถิติ N.1 เมื่อกำแพงคอนกรีตเอาไม่อยู่
จุดวัดน้ำสถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ เขตเทศบาลเมืองน่าน เป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยงสำคัญ โดยเกณฑ์ปกติของตลิ่งดินธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 7 เมตร ในอดีตเมื่อปี 2549 น้ำเคยล้นตลิ่งธรรมชาติขึ้นมา 1.42 เมตร ปี 2554 ล้นขึ้นมา 1.32 เมตร และปี 2561 ล้นขึ้นมา 1.05 เมตร
อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 สถิติความสูงได้ถูกทำลายลงเมื่อระดับน้ำพุ่งสูงล้นตลิ่งธรรมชาติเดิมถึง 1.72 เมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2549 ถึง 30 เซนติเมตร แม้เทศบาลเมืองน่านจะมีการสร้างกำแพงคอนกรีตกั้นน้ำริมแม่น้ำเพื่อเสริมความสูงให้รับน้ำได้ถึง 8.40 – 8.50 เมตร
แต่ปริมาณน้ำในปี 2567 ที่พุ่งสูงถึง 8.72 เมตร ได้ส่งผลให้น้ำไหลเอ่อล้นข้ามสันกำแพงปูนเข้ามาสูงถึง 22 - 32 เซนติเมตร ประกอบกับแรงดันน้ำมหาศาลที่ดันย้อนขึ้นมาตามท่อระบายน้ำ ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองน่านจมอยู่ใต้น้ำอย่างรวดเร็ว
แกะรอยน้ำท่วม "น่าน" ทำไมมวลน้ำมาเร็ว-ท่วมหนักซ้ำซาก ?
จากการวิเคราะห์สาเหตุหลักที่ทำให้มวลน้ำเดินทางมาอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมหาศาล ปัจจัยแรกมาจากลักษณะภูมิประเทศ โดย จ.น่าน มีพื้นที่เป็นภูเขาสูงชันถึงร้อยละ 87 มีลักษณะเป็นหุบเขารูปตัว V ขณะที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจตั้งอยู่ในที่ราบแคบ ๆ ก้นหุบเขา ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักโดยใช้เวลาเพียง 4-8 ชม.เท่านั้น
ปัจจัยที่ 2 คือสภาพอากาศและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เมฆฝนจากมรสุมมักลอยมาปะทะเทือกเขาหลวงพระบาง เกิดฝนตกหนักแช่ตัวสะสมเกิน 200–300 มม. ใน 24 ชั่วโมง ซ้ำร้ายพื้นที่ป่าต้นน้ำถูกปรับเปลี่ยนเป็นแปลงเกษตรพืชเชิงเดี่ยว ทำให้ขาดต้นไม้ใหญ่และหน้าดินซับน้ำ เมื่อดินอมน้ำจนอุ้มไม่ไหว ฝนที่ตกเพิ่มจึงกลายเป็นน้ำป่าซัดพาเอาโคลนตะกอนลงสู่ลำน้ำทันที
แกะรอยน้ำท่วม "น่าน" ทำไมมวลน้ำมาเร็ว-ท่วมหนักซ้ำซาก ?
เส้นทางน้ำไหลกระทบเศรษฐกิจหลักพันล้านบาท
หากพิจารณาเส้นทางการเดินทางของน้ำ จะเริ่มจากจุดที่ 1 อ.ปัว ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำป่าต้นทาง มีลำน้ำยาวและน้ำปัวเอ่อล้นตลิ่งเกิดดินสไลด์ปิดทับเส้นทาง
ถัดมาจุดที่ 2 อำเภอท่าวังผา ซึ่งเป็นจุดรวมน้ำขนาดใหญ่จากแม่น้ำย่าง แม่น้ำยาว และน้ำปัว ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่าน โดยระดับน้ำ ณ สถานี N.64 บ้านผาขวาง เคยพุ่งสูงถึง 12.75 เมตร ท่วมบ้านเรือนทิดหลังคา
และจุดที่ 3 อำเภอเมืองน่าน ซึ่งรับมวลน้ำมหาศาลต่อจากท่าวังผา
นอกจากนี้ ลุ่มน้ำน่านตอนบนยังไม่มีเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่เลยแม้แต่แห่งเดียว เนื่องจากเขื่อนสิริกิติ์ตั้งอยู่ท้ายน้ำที่ จ.อุตรดิตถ์ ทำให้ไม่สามารถตัดยอดน้ำก่อนเข้าเมืองได้ ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจาก 1,500 – 2,000 ล้านบาท ในปี 2549 พุ่งสูงแตะ 3,000 – 3,500 ล้านบาทในปี 2567
แกะรอยน้ำท่วม "น่าน" ทำไมมวลน้ำมาเร็ว-ท่วมหนักซ้ำซาก ?
สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่าต้องดำเนินการแก้ปัญหาทั้งระบบ ได้แก่ การสร้างแก้มลิงธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในลุ่มน้ำสาขาตอนบนเพื่อชะลอและตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่เขตเมือง
พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าระดับตำบลเพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวยกของขึ้นที่สูงอย่างน้อย 12 ชั่วโมง และการเร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำบนดอยสูง เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นป่าซับน้ำเพื่อชะลอความเร็วการไหลของน้ำป่าอย่างเป็นรูปธรรม
อ่านข่าว :
สภาพอากาศวันนี้ เหนือ-อีสาน ฝนตกหนักมาก 80% เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
“ยศชนัน” ถกด่วนผู้ว่าฯ เหนือทุกจังหวัด เตรียมรับมือน้ำท่วม สั่งตั้งวอร์รูมทุกจังหวัด
ถอดแล้วถอดอีกจนไม่มีอะไรเหลือ น้ำท่วม “น่าน” บทเรียนยังไม่ได้ข้อสรุป
