โดรน (Drone) หรือ อากาศยานไร้คนขับ กลายเป็นยุทธปัจจัยสำคัญของกองทัพทั่วโลก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำ แต่มีศักยภาพสูง สามารถยกระดับเฝ้าระวังทางการทหาร ด้วยการส่งไปสอดแนมยังพื้นที่เป้าหมาย ลดการสูญเสียของกำลังพล ช่วยค้นหากู้ภัย ใช้ลาดตระเวน บินระยะไกลในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ในหลายๆ กองทัพ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร รัสเซีย จีน อิหร่าน และอิสราเอล ล้วนแต่มีการลงทุนกับการใช้โดรนเพื่อปฎิบัติการทางทหารทั้งสิ้น รวมทั้งประเทศไทยด้วยเช่นกัน
ข้อมูลจาก The Guardian รายงานว่า สหรัฐอเมริกาจะจัดซื้อโดรนสอดแนมขนาดเบาประมาณ 43,000 ลำ ภายในปี 2571 หรือปี 2028 มากกว่าจำนวนที่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกจัดซื้อรวมกัน การจัดซื้อครั้งใหญ่ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทั่วโลกจากการลาดตระเวนโดยใช้คนควบคุมพื้นที่แบบดั้งเดิม ไปสู่การข่าวกรองทางอากาศระยะไกลที่ยืด หยุ่นกว่า และเมื่อโดรนทางทหารได้พัฒนาเพิ่มขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระ การเชื่อมต่อ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน
โดรน "เขี้ยวเล็บไฮเทค" ยุทธปัจจัยรบ "สงครามกลางอากาศ"
“โดรน” ยุทธภัณฑ์ต้นทุนต่ำ อำนาจทำลายล้างสูง
ย้อนกลับไป เมื่อต้นปี 2563 สหรัฐ ฯได้ใช้อากาศยานไร้คนขับ “MQ-9 Reaper” จำนวน 1 ลำ ในปฏิบัติการลอบสังหาร นายพลกาเซ็ม โซไลมานี อดีตผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ผู้ทรงอิทธิพลของอิหร่าน โดยไม่ได้ใช้กำลังทางทหาร และเมื่อเดือนต.ค.ปีเดียวกัน สงครามช่วงชิงดินแดนระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน อาเซอร์ไบจานส่งฝูงบินโดรน Bayraktar TB2 ขึ้นจากฐานบินภายในประเทศ เข้าโจมตีกองกำลังอาร์เมเนียในพื้นที่พิพาทนาร์กอโน-คาราบักห์ ส่งผลให้ระบบป้อง กันภัยทางอากาศ และยุทโธปกรณ์หลักทางทหารของอาร์เมเนียถูกทำลายเป็นมากกว่า 660 เป้าหมาย มูลค่าเสียหายกว่า 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ
อิสราเอล ถือเป็นอีกประเทศมหาอำนาจด้านอาวุธ UAV เช่นกัน เพราะได้คิดค้นอากาศยานไร้คนขับโดรน(UAV) ประจำ การตั้งแต่ปี1980 โดยใช้ระบบ Male UAV แบบ Heron ทำการบินครั้งแรกในปี 1994 สำหรับภารกิจลาดตระเวนและเฝ้าตรวจสถานที่สำคัญ
โดรน "เขี้ยวเล็บไฮเทค" ยุทธปัจจัยรบ "สงครามกลางอากาศ"
ตามรายงานการใช้โดรนของอิสราเอล สิ่งบอกเหตุว่ามีอิสราเอลมีโดรนประจำการอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นเหตุการณ์ฝูงบินโดรนสังหารกองทัพอิสราเอลโจมตีฐานที่ตั้งทางทหารของอิหร่านในดินแดนซีเรีย (ส.ค. 2563) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบอาวุธต่อต้านอากาศยานและต่อต้านขีปนาวุธที่ใช้พลังงานเลเซอร์ ซึ่งคาดว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดทางเทค โนโลยี ที่มีชื่อว่า “โดรนโดม” สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศในระยะใกล้
ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา พบว่า หลายประเทศมีการใช้โดรนทางยุทธวิธีเพิ่มขึ้น มีการใช้โดรนออกปฏิบัติการทางทหารต่อบุคคลและพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอากาศยานไร้คนขับปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขีดความสามารถในระดับสูง สามารถสั่งการได้ในระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร จึงเป็นที่ได้รับความนิยมของกองทัพ
โดรน "เขี้ยวเล็บไฮเทค" ยุทธปัจจัยรบ "สงครามกลางอากาศ"
โดยเฉพาะโดรนทางยุทธวิธีที่ถูกออกแบบมาเพื่อรวบรวมข้อมูลข่าวกรองในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะสามารถมองเห็นระยะไกลได้ถึง 200 กิโลเมตร และบินได้สูงถึง 10,000 ฟุต รวมทั้งโดรนเชิงกลยุทธ์ ซึ่งใช้ในการบินระยะไกล โดรนประเภทนี้มักและติดตั้งชุดเซ็นเซอร์ที่ซับซ้อนและสามารถบินได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรในภารกิจเดียว
รับมือภัยคุกคาม ตั้ง “กองพันโดรน” เสริมเขี้ยวกำลังพล
สำหรับประเทศไทย แม้ที่ผ่านมาจะมีการใช้โดรนเพื่อลาดตระเวน สนับสนุนข้อมูลทางอากาศ และด้านบรรเทาสาธารณภัย อื่น ๆ เช่น การค้นหาผู้ประสบภัย การดับไฟป่า แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศ ในการใช้โดรนในภูมิภาค หรือข้อกฎหมายใด ๆ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้งาน
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า กองทัพอากาศไทย ได้ร่วมกับภาคเอกชนในการพัฒนาโดรนที่มีลักษณะคล้ายกับโดรนพลีชีพ Shahed 136 ของอิหร่าน โดยมีระยะทำการประมาณ 500 ถึง 1,000 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศไทย และบริษัทเอกชนภายในประเทศ เพื่อพัฒนาระบบอาวุธโดรนโจมตีที่ผลิตภายในประเทศสำหรับใช้ในกองทัพไทย
ส่วนการใช้โดรนด้านภารกิจความมั่นคงในครั้งล่าสุดของไทย นับแต่เกิดสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 2 รอบเมื่อช่วงเดือนก.ค.และธ.ค.2568 หลังพบฝั่งกัมพูชามีการใช้โดรนพลีชีพและโดรนสอดแนมเข้ามาระหว่างเหตุการณ์สู้รบ จนทำให้กองทัพภาคที่ 2 ต้องออกข้อแนะนำการปฏิบัติให้กำลังพลที่เข้าประจำการตามจุดต่าง ๆ รับทราบข้อมูลพฤติกรรมของข้าศึกและภัยคุกคามที่ตรวจพบ หลังทหารเขมรใช้โดรนยุทธวิธี FPV (First-Person View) และโดรนไร้อากาศยาน (UAV) บินเข้ามาสอดแนม
โดรน "เขี้ยวเล็บไฮเทค" ยุทธปัจจัยรบ "สงครามกลางอากาศ"
ดังนั้นกองทัพบกไทย จึงมีนโยบายปรับโครงสร้างการป้องกันประเทศ ให้สอดรับกับสถานการณ์ความมั่นคงที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว โดยให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ (ศสอร.ทบ.) และกองพันอากาศยานไร้คนขับ ศสอร.ทบ. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างภายในและบูรณาการกำลังจากหน่วยที่เกี่ยวข้อง
โดยความคืบหน้าล่าสุด ( 24 ส.ค.2569) พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ร่วมแถลงข่าวภายหลัง พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมและฟังการบรรยายสรุปเรื่องบทบาทของกองทัพบก, ปัญหาข้อขัดข้องที่ต้องเผชิญ และต้องมีการปรับปรุง และมีข้อเสนอในการเพิ่มขีดความสามารถ เนื่องจากภัยคุกคามมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เช่น ด้านยุทโธปกรณ์, ข่าวสาร, ระบบต่าง ๆ ที่กอง ทัพบกมีความต้องการ และการปรับกฎระเบียบข้อบังคับให้ทันสมัย รวมถึงงานด้านข่าวกรองที่ต้องร่วมมือกับนานาประเทศให้เกิดความทันสมัย
นอกจากนี้ ยังมีการหารือในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยที่เกี่ยวข้องกับอากาศยาน จัดตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ” หรือ กองพันอากาศยานไร้คนขับ เพื่อสอดรับกับภารกิจ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ เช่น ยานเกราะล้อยาง, อาวุธยิงสนับสนุน, ปืนใหญ่ M777, จรวด Himars โดยมอบหมายให้ ศูนย์บัญชาการบูรณาการ (ศบบ.) เป็นผู้ดูแล
โดรน "เขี้ยวเล็บไฮเทค" ยุทธปัจจัยรบ "สงครามกลางอากาศ"
มีรายงานจากความมั่นคงระบุว่า ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ (ศสอร.ทบ.) จะอยู่ภายใต้ศูนย์บัญชาการบูรณาการ (ศบบ.) ทำหน้าที่ในการคัดเลือก กำกับดูแลการพัฒนาและฝึก “นักรบ UAV” ยกระดับมาตรฐานกำลังพลด้าน UAV ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับวางแผนยุทธศาสตร์ ครอบคลุมให้รอบด้าน ทั้ง นักบินโดรนทหาร ผู้ควบคุมระบบต่อต้านโดรนนักวิเคราะห์ข้อมูลและภาพถ่ายทางอากาศ รวมทั้งการวางแผนยุทธวิธีสงครามอากาศยานไร้คนขับ
โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่ทั้งด้าน การเฝ้าตรวจ ตรวจจับ และต่อต้าน UAV มีการบูรณาการข้อมูลข่าวกรองหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจและการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนนักรบ UAV จะต้องมีทักษะครบวงจร และสามารถออกปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่น ๆได้ มองเกมสถานการณ์ตรงหน้า วิเคราะห์สู้ต่อสู้ในพื้นที่ความมั่นคงอย่างแม่นยำและเฉียบขาด ซึ่งฝ่ายความมั่นคงประเมินว่า ศูนย์ศสอร.ทบ.จะช่วยลดช่องว่างด้านการข่าว เพิ่มการเฝ้าระวังเชิงลึก ลดภัยคุกคามในพื้นที่เสี่ยงต่อประชาชนและกำลังพลในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การตั้ง ศสอร.ทบ.เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความอ่อนไหวตามแนวชายแดน โดยเฉพาะช่วงที่มีปัญหาพื้นที่ข้อพิพาท การตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของกำลังติดอาวุธ เครือข่ายอาชญากรรม และแก๊งสแกมเมอร์ ถือเป็นการติดเขี้ยวเล็บรองรับภารกิจหนักในอนาคตที่คาดการณ์ว่าจะมีความซับซ้อนมากขึ้น
อ่านข่าว
รัฐพลิกเกมรับ "ภัยพิบัติ" ควักงบซื้อประกันภัยช่วย 30 ล้านครัวเรือน
"ภูมิใจไทย" ลุยเชิงรุก ส่ง "นพ.เอกภพ" นั่ง "โฆษกรัฐบาล" คนใหม่
ข้อมูลอ้างอิง: https://rta.mi.th/ep-1-
https://elistair-com.translate.goog/military-surveillance-drones
