วันนี้ (12 ก.ย.2569) กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และบุคคลใกล้ชิด ซึ่งมีรายงานว่าพบทรัพย์สินมูลค่ารวมหลายร้อยล้านบาท กำลังนำไปสู่คำถามสำคัญของพุทธศาสนิกชนว่า ระบบบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดควรออกแบบอย่างไร เพื่อให้เงินที่ประชาชนร่วมทำบุญถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง
ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดี ซึ่งยังต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดของระบบกำกับดูแลทรัพย์สินวัดในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อวัดมีรายได้จากเงินบริจาค งานบุญ การจัดสร้างวัตถุมงคล และกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก
งานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เมื่อปี 2562 ระบุว่า วัดกว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศมีเงินบริจาคเฉลี่ยต่อวัดอยู่ในระดับหลักล้านบาทต่อปี แต่หลายแห่งยังจัดส่งบัญชีในรูปแบบอย่างง่ายและไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการแก้ไขหรือดัดแปลงข้อมูลทางบัญชี รวมถึงยากต่อการตรวจสอบยอดเงินคงเหลือและวัตถุประสงค์การใช้จ่าย
เสนอแยกบทบาทพระ-ผู้ดูแลทรัพย์สิน เพิ่มกลไกถ่วงดุล
นายณัฏพล บุญสา หรือ "อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม" เสนอให้แก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยการไม่จับต้องเงิน และให้ไวยาวัจกรเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรายได้ ทรัพย์สิน และการใช้จ่ายของวัด เพื่อแยกบทบาทระหว่างการปกครองคณะสงฆ์กับการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างชัดเจน
ข้อเสนอดังกล่าวยังเรียกร้องให้มหาเถรสมาคมกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการจัดสร้างและจำหน่ายเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อาจมีรายได้จำนวนมากและจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน
ด้านนายประยุทธ์ ประเทศเสนา หรือ "มหาหมี" รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม เห็นว่า แม้กฎหมายกำหนดให้วัดมีไวยาวัจกรและคณะกรรมการวัดร่วมดูแลทรัพย์สินและผลประโยชน์ แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจตัดสินใจส่วนใหญ่ยังรวมศูนย์อยู่ที่เจ้าอาวาส จึงอาจทำให้กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
แนวทางที่เสนอ คือ การแยกบัญชีส่วนบุคคลออกจากบัญชีของวัดโดยเด็ดขาด จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายพร้อมเอกสารหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเผยแพร่ข้อมูลการเงินในส่วนที่เหมาะสมต่อสาธารณะ โดยเฉพาะยอดเงินจากตู้รับบริจาค ซึ่งควรมีผู้แทนหลายฝ่ายร่วมตรวจนับและบันทึกข้อมูลทุกครั้ง
ขณะที่ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้ความเห็นว่า การจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อหารายได้อาจขัดกับหลักการมุ่งลดกิเลสและทำจิตใจให้บริสุทธิ์ พร้อมย้ำว่าหน้าที่สำคัญของพระสงฆ์คือการให้ธรรมะ ส่วนการบริหารเงินของวัดควรใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีเข้ามาดูแล เพราะการลงทุนกับระบบที่รอบคอบช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของวัดในระยะยาวได้
e-Donation เพิ่มร่องรอยการเงิน แต่ยังมีช่องว่างมูลนิธิ
กรมสรรพากรได้กำหนดให้การบริจาคแก่วัด มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศล ที่ผู้บริจาคประสงค์ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี ต้องดำเนินการผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เพื่อให้ข้อมูลการบริจาคส่งถึงระบบภาษีโดยตรง ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ
ปัจจุบัน มีศาสนสถานทุกศาสนาเข้าสู่ระบบแล้วมากกว่า 46,000 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เป็นวัดพุทธเกือบ 43,000 แห่ง อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในกรณีเงินบริจาคเข้าสู่ "มูลนิธิ" ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดหรือผู้บริหารวัด เนื่องจากมูลนิธิอาจมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ทั้งในด้านบัญชีและกฎหมาย
กรมสรรพากรระบุว่า พร้อมสนับสนุนข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบการเสียภาษีและการดำเนินการตามกฎหมายในกรณีวัดพุทไธศวรรย์ โดยเตรียมหารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในวันที่ 22 ก.ย.นี้ เพื่อกำหนดแนวทางปิดช่องว่างการรับบริจาคและป้องกันการยักยอกเงินวัดให้รัดกุมยิ่งขึ้น
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกฎระเบียบ แต่คือการสร้างระบบที่แยกอำนาจอนุมัติ อำนาจจ่ายเงิน และอำนาจตรวจสอบออกจากกัน มีผู้รับผิดชอบหลายฝ่ายร่วมกำกับ ใช้บัญชีมาตรฐาน และเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เงินทุกบาทจากศรัทธาของประชาชนกลับไปสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาและประโยชน์สาธารณะตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
อ่านข่าว :
"มะแขว่นโป่งแยง" คว้า GI เชียงใหม่ยกระดับสู่ "ผงโรยข้าว" อัปมูลค่าสร้างรายได้
ตรวจสอบเส้นเงิน 215 ล้าน คดี “อดีตพระโชติ” คาดมีเกี่ยวข้องอีก 1-2 คน
สปสช.แจงปม รพ.สันทราย ยาขาด ยันมีงบจ่ายปี 69 โอนแล้ว 241 ล้าน
