วันนี้ ( 13 ก.ย.2569) ความคืบหน้าคดีที่ตำรวจสอบสวนกลางนำกำลังเข้าจับกุมนายอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์และะ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ในข้อหายักยอก ฟอกเงินของวัดพุทไธศวรรย์ตอนแรกข้อมูลตำรวจพบเพียง 92 ล้าน แต่ล่าสุดมีการรายงานตัวเลขมาเพิ่มสูงถึง 215 ล้านบาท และอาจมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1-2 คนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นเงิน
กองปราบฯ ขยายผลคดีอดีตเจ้าอาวาส ยอดเงินวัดพุทไธศวรรย์พุ่ง 215 ล้าน
ขณะที่ "นายโชติและสีกาเอ๋" ซึ่งศาลไม่อนุญาติปล่อยตัวชั่วคราวเนื่องจากเป็นคดีร้ายเเรง ถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำสระบุรี เมื่อวานเจ้าหน้าที่ไม่เปิดให้ญาติเยี่ยม แต่มีรายงานว่าทั้ง 2 คน หลับสนิท กินได้ปกติครบมื้อ แต่จากการประเมินสุขภาพจิต พบความกังวลเล็กน้อย
หลังจากที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ควบคุมตัวนายอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี โดยศาลฯ มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง ก่อนถูกนำตัวไปคุมขังยังเรือนจำจังหวัดสระบุรี
กองปราบฯ ขยายผลคดีอดีตเจ้าอาวาส ยอดเงินวัดพุทไธศวรรย์พุ่ง 215 ล้าน
ผบ.เรือนจำจังหวัดสระบุรีได้แจ้งว่า เมื่อได้รับตัวผู้ต้องขังทั้ง 2 คน เรือนจำได้ดำเนินการตรวจร่างกายเบื้องต้น พบว่านายอติโชติ ไม่พบความผิดปกติ และปฏิเสธเรื่องโรคประจำตัว ส่วนการประเมินสุขภาพจิต พบว่า มีความวิตกกังวลเล็กน้อย ซึ่งก็เหมือนกับ น.ส.ปุณยวีร์ ตรวจร่างกายก็ไม่พบความผิดปกติแต่พบว่ามีความวิตกกังวลเล็กน้อย
สำหรับการรับประทานอาหารเย็นเมื่อวันที่ 11 ก.ย. เมนูแกงมะเขือไก่ได้ตามปกติ
และมื้อเช้าวันที่ 12 ก.ย.เป็นเมนูแกงจืดลูกชิ้นหมู ทั้ง 2 คนสามารถรับประทานได้ตามปกติ และในการนอนในเรือนจำคืนแรกก็นอนหลับได้ดี ยังไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษแต่อย่างใด โดยในระหว่างแยกกักโรค 5 วัน จะยังไม่อนุญาติให้ญาติเข้าเยี่ยม เว้นแต่ทนายคราวในทางคดีพล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานตรวจสอบใน 2 ส่วน ส่วนแรกการที่นายโชติ ได้กระทำผิดวินัยของสงฆ์โดยการยักยอกเงินวัดเข้าบัญชีส่วนตัว แต่ได้มีการออกใบอนุโมทนาในนามของวัด
กองปราบฯ ขยายผลคดีอดีตเจ้าอาวาส ยอดเงินวัดพุทไธศวรรย์พุ่ง 215 ล้าน
แต่ที่สำคัญส่วนที่ 2 จะเป็นการตรวจสอบหาเส้นเงินผู้กระทำความผิดร่วม เนื่องจากเส้นเงินที่พบจากหลักฐานประกอบด้วยใบอนุโมทนาในการบริจาค, ใบอนุโมทนาในการออกใบเช่าพระ, รวมไปถึงใบอนุโมทนาในการร่วมบริจาคปรับปรุงวัด รวมกว่า 215 ล้านบาท
คาดว่าจะมีบุคคลเกี่ยวข้องเพิ่มเติม 1-2 คน แต่ยังไม่ชัดว่าจะมีความใกล้ชิดกับใคร โดยพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบหาเส้นเงินการทุจริตเพื่อเชื่อมโยงไปถึงตัวผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี
กองปราบฯ ขยายผลคดีอดีตเจ้าอาวาส ยอดเงินวัดพุทไธศวรรย์พุ่ง 215 ล้าน
ผู้บังคับการกองปราบปราม ยังเปิดเผยว่าการตรวจสอบมูลนิธิของนายอติโชติเบื้องต้น พบว่ามูลนิธิเพิ่งเริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปีที่แล้วและอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดของมูลนิธิ ทั้งเรื่องเส้นเงิน รายชื่อ-จำนวนของคณะกรรมการมูลนิธิ ความเชื่อมโยงถึงพฤติกรรมและเส้นเงินในบัญชี แม้จะยังไม่สรุปชัดเจนว่านายโชติ มีเจตนาที่แท้จริงอย่างไรในการจัดตั้งมูลนิธิ แต่จากพฤติการณ์ ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการนำเงินเข้ามาเพื่อฟอกเงิน และมีลักษณะบางประการคล้ายกับการดำเนินงานของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่ง ปปง.จะเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดทางการเงินทั้งที่มาเงินที่ไหลเข้าและไหลออกทั้งหมด ส่วนกรณีการจัดทำพระเครื่อง เครื่องราง และวัตถุมงคลของวัดนั้น มีการจัดทำมาอย่างต่อเนื่องหลายปี และมีวัตถุมงคลหลายประเภท ยอมรับว่าการตรวจสอบรายได้ส่วนนี้ทำได้ยาก เนื่องจากบางกรณีมีการชำระเงินเป็นเงินสด หรือมีการโอนเงินเข้าบัญชีโดยไม่ได้ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน
มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฟอกเงินและวัตถุมงคล เพจ CSI LA ได้โพสต์ข้อความ ทำไมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และกลุ่มทุนจีนเทา ถึงชอบเอาเงินสกปรกมา เปลี่ยนเป็น “พระเครื่องและวัตถุมงคล” คำตอบง่ายนิดเดียว เพราะพระเครื่องไม่มีเพดานราคากลางทางกฎหมาย ซื้อขายด้วยความพึงพอใจ และใช้เงินสดเป็นหลัก นี่คือช่องโหว่ทางกฎหมายและกลไกความศรัทธาที่ถูกนำมาใช้ฟอกเงินหลายหมื่นล้านบาทอย่างเป็นระบบ
กองปราบฯ ขยายผลคดีอดีตเจ้าอาวาส ยอดเงินวัดพุทไธศวรรย์พุ่ง 215 ล้าน
กองปราบฯ ขยายผลคดีอดีตเจ้าอาวาส ยอดเงินวัดพุทไธศวรรย์พุ่ง 215 ล้าน
สรุปเป็น 8 สเต็ปให้เห็นภาพชัดๆ เริ่มจาก 1.แหล่งเงินสกปรก ธุรกิจมืดข้ามชาติ 2.ซ่อนร่องรอย เงินบาปถูกกระจายออกทันทีผ่านบัญชีม้าหลายสิบทอด, ก่อนถอนเป็นเงินสด ตัดเส้นทางแกะรอยของ ปปง. 3. เข้ากว้านซื้อพระเครื่องมูลค่าสูง นำเงินสดหรือนอมินีเข้ากว้านซื้อพระเครื่องยอดนิยม เปลี่ยน “ตัวเลขในบัญชีที่เสี่ยงโดนอายัด” ให้กลายเป็น “ทรัพย์สินพกพาได้”
4. ดึง “คนดัง–นักการเมือง” สร้างเครดิตและความชอบธรรม ถ่ายภาพคู่ โชว์พระ หรือออกข่าวสร้างสตอรี่ ให้เป็นเกราะคุ้มกันไม่ถูกตรวจสอบ 5. จับมือ “เซียนพระ” ปั่นราคาและออกใบการันตี ประเมินราคาเทียม จากพระหลักหมื่นปั่นให้แตะหลักล้านหรือสิบล้าน
6. จัดฉากประมูล ซื้อขายวนเวียนในกลุ่มหน้าม้า สร้างประวัติการโอนเงินจริงในราคาที่ปั่นไว้
7. ฟอกเป็นเงินสะอาด เงินกลับเข้าสู่บัญชีธนาคารอย่างเป็นทางการในฐานะ “รายได้จากการปล่อยเช่าพระเครื่องและของสะสม” และสุดท้าย 8. พระ–คนสนิทในวัด รับส่วนแบ่งและเงินทอน ส่วนต่างยอดปั่นราคา เข้ากระเป๋าพระผู้ใหญ่และฆราวาสคนสนิท/สีกาคนดูแลวัด นี่คือวงจรอุที่เอา “ความศรัทธาและศาสนา” มาเป็นม่านบังตาธุรกิจอาชญากรรมข้ามชาติ )
อ่านข่าว:
กองปราบฯ แกะเส้นเงินมูลนิธิอดีตพระโชติ พบเพิ่งตั้งต้นปี-รูปแบบคล้ายพระบาทน้ำพุ
เสียงสะท้อนวงการผ้าเหลือง ทำอย่างไรให้ทุกบาทจากศรัทธาโปร่งใส ?
ตรวจสอบเส้นเงิน 215 ล้าน คดี “อดีตพระโชติ” คาดมีเกี่ยวข้องอีก 1-2 คน
