วันนี้ (22 ก.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า อาเซียนและฮ่องกงลงนามพิธีสารดังกล่าว ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง (AEM-HKC) ครั้งที่ 10 ที่ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค
“ไทย” ดันอาเซียน-ฮ่องกง เปิดตลาดลงทุน หนุนทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
โดยพิธีสารฉบับดังกล่าวเป็นการผนวกผลสำเร็จ ของการจัดทำตารางข้อสงวนการเปิดตลาดการลงทุน มุ่งเปิดรับ การลงทุนที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของไทย โดยเฉพาะสาขาที่ฮ่องกงมีศักยภาพ อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผ่นวงจรพิมพ์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกง ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และสามารถใช้ฮ่องกงเป็นช่องทางเชื่อมโยงไปยังตลาดจีนภายใต้ข้อริเริ่ม สายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจไทยในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในต่างประเทศ
“ไทย” ดันอาเซียน-ฮ่องกง เปิดตลาดลงทุน หนุนทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ข้อผูกพันเปิดตลาดการลงทุนของไทยภายใต้พิธีสารดังกล่าว ไม่กระทบต่อสิทธิในการกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายของรัฐ และไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากข้อผูกพันเป็นไปตามกรอบกฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยไทยได้พิจารณาให้สอดคล้องกับเป้าหมาย การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
การเปิดตลาดครั้งนี้ยังมุ่งสนับสนุนการลงทุนใน อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงสาขาที่ฮ่องกงมีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถของไทยในการดึงดูดเงินลงทุน และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้สามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น
สำหรับความตกลง AHKIA มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.2562 และมีผลใช้บังคับครบทุกภาคีเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2564 ครอบคลุมการคุ้มครอง การส่งเสริม และการอำนวยความสะดวกการลงทุน ขณะที่ประเด็น การเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คงค้างอยู่ เริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะสรุปผลการเจรจา และดำเนินการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) และตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) แล้วเสร็จในเดือน มี.ค.2569
ความสำเร็จของพิธีสารดังกล่าว จะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการลงทุนระหว่างอาเซียนและฮ่องกง เพิ่มความโปร่งใสและความคาดการณ์ได้ของกฎระเบียบ ลดอุปสรรคในการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และเพิ่มโอกาสการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย เข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคในระยะยาว
อ่านข่าว:
“ศุภจี” เร่งปิด ART สหรัฐฯ ก่อนผลสอบมาตรา 301 หวังคงกรอบภาษีเดิม
“ศุภจี” ดันไทยนำเจรจา DEFA ชูอาหาร-ลงทุน ยกระดับเศรษฐกิจอาเซียน
รัฐสภาสหรัฐฯ แจ้งรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตร 28 รายชื่อ โยงสแกมเมอร์อาเซียน
