วันนี้ (2 ต.ค.2569) เวลา 11.10 น. นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์ 80% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุกว่า 100% แต่ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งไม่เหมือนสถานการณ์น้ำในปี 2554
ส่วนแม่น้ำปิงและลุ่มน้ำสะแกกรัง มีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญกว่า 500 ลบ.ม./วินาที พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงการระบายในระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วงวันที่ 11-13 ต.ค.นี้
รองเลขาฯ สทนช. ยังกล่าวถึงกรณีที่น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีจำนวนเกินความจุว่า ขณะนี้มีการระบายอยู่ที่ 400 ลบ.ม./วินาที อยู่ในลำน้ำป่าสัก โดยท้ายน้ำอยู่ที่ จ.สระบุรี จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อลำน้ำ และเมื่อมารวมกับคลองชัยนาท-ป่าสัก จะรวมอยู่ที่ 540 ลบ.ม./วินาที จากนั้นจะไปรวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ปล่อยมาอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที
จากการตรวจสอบล่าสุด น้ำจะไหลไปรวมที่ อ.บางปะอิน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนจะเข้าไปยัง จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี ในปริมาณ 2,100 ลบ.ม./วินาที โดยน้ำจะไหลไปอีกทางหนึ่งคือ อ.ผักไห่ และ ต.เจ้าเจ็ด อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนไหลต่อไป จ.สุพรรณบุรี
สำหรับสถานการณ์น้ำตลิ่งที่ จ.นนทบุรี ต่ำกว่าตลิ่งอยู่ที่ 1.2 เมตร หรือต่ำกว่ากำแพงกั้นน้ำ จ.นนทบุรี, ต่ำกว่าที่ จ.ปทุมธานี 0.57 เมตร และต่ำกว่าที่พื้นที่กรุงเทพฯ 1.2 เมตร ซึ่งยังสามารถระบายได้
สถานการณ์น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะมวลน้ำเหนือที่ทุกคนกังวล ต้องบอกว่า ไม่น่าเป็นห่วง มีแต่แนวโน้มลดลง แต่ทั้งนี้ต้องดูฝนในช่วงวันที่ 11-13 ต.ค.นี้
หากระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาได้อย่างต่อเนื่องที่ 2,500 ลบ.ม./วินาที จะทำให้มีพื้นที่ว่างหรือเขื่อนเพียงพอ ไม่กระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ยอมรับว่าอาจมีบางพื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา 8 อำเภอ เช่น อ.เสนา อ.ผักไห่ ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดกำลังทหารไปดูแลประชาชน รวมถึงอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ เพราะต้องระบายน้ำในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ใน 5-6 วัน
นายไพฑูรย์ กล่าวถึงลุ่มน้ำท่าจีนว่า มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก ในส่วนของท้ายน้ำประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จ.สุพรรณบุรี ขณะนี้ต้องรักษาระดับการระบายน้ำที่เข้าสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อไม่ให้กระทบมาก ส่วนก่อนหน้านี้ที่ฝนตกใน 5 อำเภอของ จ.กาญจนบุรี น้ำจะลงมายังแม่น้ำท่าจีนด้วย บริเวณ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ฉะนั้นจึงมีการบริหารจัดการรอยต่อระหว่าง จ.สุพรรณบุรี และ จ.นครปฐม
นายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ขีดความสามารถฝั่งเจ้าพระยายังสูบน้ำได้วันละกว่า 70 ล้าน ลบ.ม./วินาที หรือประมาณ 800 กว่า ลบ.ม. โดยผ่านอุโมงค์และคลองต่างๆ แต่การระบายน้ำฝั่งตะวันออก ด้าน จ.ฉะเชิงเทราและ จ.สมุทรปราการ ยังไปได้ไม่มาก ขณะนี้มีคำสั่งให้กองทัพบก กระทรวงกลาโหม เพิ่มเครื่องมือเพื่อเร่งสูบไปยังจุดที่สามารถระบายได้ดี
ส่วนของน้ำเหนือ คลายกังวลได้ แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอาจมีสถานการณ์น้ำท่วมเหนือเขื่อนเจ้าพระยาบ้าง เช่น จ.นครสวรรค์ อ.สว่างอารมณ์ แม่น้ำแควตากแดด จ.อุทัยธานี แต่รัฐบาลก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่
ส่วนลุ่มน้ำบางปะกง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. มีระดับน้ำสูงสุดเป็น New High ใหม่ สูงกว่าปี 2556 ที่ 11 เซนติเมตร มาที่ระดับ 4.98 เมตร ซึ่งการระบายน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง จะมาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ซึ่งสามารถควบคุมการระบายได้
แต่ยืนยันว่ากรมชลประทานจะระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับน้ำให้มีช่องว่างพอ แต่วันที่ 11-13 ต.ค.นี้จะไม่มีการระบายน้ำมาก เนื่องจากพื้นที่ท้ายน้ำจะได้รับผลกระทบ แต่จะได้รับผลกระทบใน อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา, อ.องครักษ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก, อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งบางจุดมีน้ำท่วมสูง ซึ่งกองทัพเรือ จัดเรือผลักดันน้ำในแม่น้ำบางปะกง
ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำย่อยๆ เช่น จ.ระยอง มีในพื้นที่ อ.บ้านค่าย อ.เมืองบางส่วน และ อ.เมืองจันทบุรี จ.จันทบุรี แต่จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 11 ต.ค.ในพื้นที่ จ.จันทบุรี และตราด ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดภาคตะวันออก มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์แล้ว
รองเลขาฯ สทนช. ยังกล่าวถึงลุ่มน้ำแม่กลองว่า เขื่อนวชิราลงกรณ ยังมีช่องว่างอยู่ประมาณ 120 ล้าน ลบ.ม. โดยมีอัตราการระบายอยู่ที่วันละ 40 ล้าน ลบ.ม./วินาที ประมาณ 50 วัน แต่มีปริมาณน้ำเข้าประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม./วินาที และในวันที่ 3 ต.ค.จะเข้าอีก 40 ล้าน ลบ.ม./วินาที ซึ่งอัตราการเข้าและออกปริมาณเท่ากัน แต่จะเร่งการระบายน้ำเพื่อที่จะรอปริมาณน้ำในวันที่ 11-13 ต.ค.นี้
ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ ยังมีช่องว่างเหลืออยู่ที่ 700 ล้าน ลบ.ม. เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนในวันที่ 6 ต.ค.และวันที่ 11-13 ต.ค.นี้ และเขื่อนแม่กลอง ซึ่งอยู่ด้านท้ายของเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ ระบายอยู่ที่กว่า 1,800 ลบ.ม./วินาที และคาดว่าใน 1 สัปดาห์จะมีการระบายต่ำกว่าอัตรา 1,000 ลบ.ม./วินาที บริเวณ อ.บ้านโป่ง อ.โพธาราม อ.เมืองจังหวัดราชบุรี จ.ราชบุรี และ อ.อัมพวา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ที่จะมีปริมาณน้ำลดลง
ขณะที่เขื่อนแก่งกระจาน ลุ่มน้ำเพชรบุรี มีตัวเลขนำเข้าปริมาณ 11-13 ล้าน ลบ.ม. และระบายน้ำ 10 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งยังถือว่าบริหารจัดการได้ และ จ.เพชรบุรี ยังคงปลอดภัยจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ต้องเตรียมพร้อมในช่วงวันที่ 6 ต.ค.และวันที่ 11-13 ต.ค. เพราะฉะนั้นจะต้องเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
รองเลขาฯ สทนช. เน้นย้ำว่า ในส่วนของมวลน้ำเหนือ ยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มลดลงและปลอดภัย โดย จ.ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ซึ่งอาจจะมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่
อ่านข่าว
อ.เมืองปราจีนบุรี ระดับน้ำเริ่มลด - จับตา อ.บ้านสร้าง รับน้ำต่อ
"ดร.เสรี" เตือนพื้นที่เสี่ยง หลังเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที
กรมชลฯ ไขคำตอบทำไม "น้ำเหนือเริ่มลด" แต่เขื่อนเจ้าพระยายังต้องเพิ่มการระบาย
