จุดเริ่มต้นจาก "สินบน 40 ล้านบาท"
เรื่องเริ่มจากกระทู้ถามของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2569 ที่ตั้งคำถามต่อนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ถึงความคืบหน้ากรณีที่ไชยชนกเคยเปิดเผยต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 ว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี มีผู้ติดต่อผ่านคนรู้จักเพื่อเสนอเงิน 40 ล้านบาท/เดือน แลกกับการไม่ปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย
โรมต้องการทราบว่าหลังผ่านมาประมาณ 1 ปี หน่วยงานรัฐดำเนินการเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว โดยเฉพาะบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในกระบวนการ เช่น "นายคิว" และ "นายฉัตรมงคล" รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น ขณะที่โรมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากเรื่องที่ไชยชนกเคยเปิดเผยเป็นข้อเท็จจริง เหตุใดผู้ที่ถูกกล่าวถึงจึงยังไม่มีความคืบหน้าในคดีอย่างชัดเจน
ไชยชนกชี้แจงว่า หลังเปิดเผยเรื่องดังกล่าว กระทรวงดีอีมีการตรวจสอบภายในและส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจและ ป.ป.ช. พร้อมยืนยันว่าตัวเองและฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ร่วมขบวนการ และระบุว่าข้อมูลบางส่วนที่ได้รับในเวลาต่อมาเกี่ยวกับเว็บไซต์พนันถูกส่งต่อให้หน่วยงานสอบสวนตรวจสอบ จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา 52 คน และการตรวจสอบเครือข่ายที่มีเงินหมุนเวียนตามที่รัฐมนตรีกล่าวถึง
โรมถามกลับ ปม "คิว" ยังไม่คืบ
ระหว่างการถามกระทู้ โรมยังตั้งคำถามถึงเหตุที่นายคิว ซึ่งถูกกล่าวถึงในเรื่องข้อเสนอสินบน ยังไม่ได้ถูกเรียกมาสอบสวนอย่างที่ควรจะเป็น พร้อมตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่ทำหน้าที่ประสานงานในช่วงก่อนหน้านี้ และการตรวจสอบเว็บพนันจำนวนมากที่ถูกกล่าวถึงในกระบวนการ
ไชยชนกยืนยันว่า การที่บางบุคคลยังไม่ได้ถูกเรียกสอบสวนไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลเพิกเฉย แต่ในช่วงแรกข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอที่จะระบุตัวบุคคลหรือแจ้งข้อกล่าวหาได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามพยานหลักฐาน
โรมยังโต้แย้งเรื่องการกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน โดยระบุว่าหากมีหลักฐานก็พร้อมให้ตรวจสอบ และพรรคไม่ควรปกป้องผู้กระทำผิด แต่การบังคับใช้กฎหมายควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากพรรคการเมืองใด
จุดเดือด "โรม" พาดพิง สส.หญิงชัยภูมิ
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อโรมกล่าวว่า หากรัฐบาลจะตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ ก็ควรตรวจสอบให้ครอบคลุมถึง สส.หญิง จ.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งโรมกล่าวว่ามีประเด็นเกี่ยวกับสามีที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ
แม้โรมไม่ได้เอ่ยชื่อในประโยคนั้น แต่ "สุชาดา ซาง แทนทรัพย์" สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงทันที โดยระบุว่า สส.หญิง จ.ชัยภูมิ ของพรรคภูมิใจไทยมีเธอเพียงคนเดียว จึงถือว่าคำพูดดังกล่าวกระทบถึงตัวเธอโดยตรง และเรียกร้องให้โรมถอนคำพูด เพราะการกระทำเช่นนี้ "ไม่แมน" และเรียกร้องให้โรมพยายามควบคุมอารมณ์ พร้อมยืนยันว่าการกล่าวหาควรมีหลักฐานรองรับ
โรมตอบว่า หากต้องการหลักฐานจะมีตามมา และยืนยันว่าไม่ถอนคำพูด โดยตั้งคำถามว่าตามข้อบังคับการประชุม เขาจำเป็นต้องเปิดพยานหลักฐานทั้งหมดในทันทีระหว่างกระทู้ถามรัฐมนตรีหรือไม่
"มัลลิกา" ขอถอนคำพูด - โรมรับทราบพร้อมปฏิบัติ
ขณะนั้น น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้ามาควบคุมสถานการณ์และขอให้โรมถอนคำพูด เนื่องจากประโยคดังกล่าวอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่า สส.หญิง จ.ชัยภูมิ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ทั้งที่ยังไม่มีการแสดงหลักฐานในที่ประชุม
โรมยังยืนยันไม่ถอนคำพูด โดยระบุว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็น "ลูกผู้ชาย" หรือ "ลูกผู้หญิง" แต่ควรพิจารณากันตามหลักฐานและข้อบังคับการประชุม
เมื่อโรมไม่ยอมถอนคำพูด มัลลิกาจึงวินิจฉัยให้โรมออกจากห้องประชุม และกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาไม่ให้โรมกลับเข้าห้องประชุมอีกในช่วงการประชุมวันนั้น โรมรับคำวินิจฉัย "รับทราบพร้อมปฏิบัติ" และเดินออกจากห้องประชุม
หลังจากนั้นยังเกิดการประท้วงต่อเนื่อง โดยฝ่ายพรรคประชาชนเสนอให้นับองค์ประชุม ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลโต้แย้งว่าการประชุมยังมีวาระอื่นและรัฐมนตรีพร้อมตอบกระทู้ ก่อนที่เรื่องจะยุติลงและการประชุมเดินหน้าต่อ
"สุชาดา" แถลง เตรียมปรึกษาทนาย
หลังออกจากห้องประชุม สุชาดาแถลงว่า การพาดพิงถึงสามีโดยไม่มีหลักฐานสร้างความเสียหายต่อครอบครัว พร้อมท้าให้โรมเปิดหลักฐาน หากมีข้อมูลจริง และยืนยันว่าบัญชีทรัพย์สินของเธอถูกยื่นต่อ ป.ป.ช.ตามกฎหมาย
สุชาดายังระบุว่า ในฐานะที่โรมเป็นถึงประธานกรรมาธิการการกฎหมายฯ ควรใช้กระบวนการของกรรมาธิการในการตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการ มากกว่าการนำเรื่องที่ยังไม่มีการแสดงหลักฐานมาอภิปรายกลางสภา พร้อมระบุว่าจะปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาดำเนินคดีหมิ่นประมาท
ด้านโรมยังยืนยันว่าหากมีหลักฐานก็จะนำมาเปิดเผย และย้ำว่าการตรวจสอบเรื่องทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติควรใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
จากสภาสู่โซเชียล "ไอซ์" ตั้งคำถามสามีทำงานอะไร
หลังเหตุการณ์ในสภา เรื่องไม่ได้จบลงที่การประชุม เพราะรักชนก ศรีนอก หรือ "ไอซ์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้ามาโพสต์ต่อบนเฟซบุ๊ก โดยนำข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของสุชาดามาตั้งคำถามถึงทรัพย์สินของครอบครัวและอาชีพของสามี
รักชนกโพสต์ข้อความในลักษณะตั้งคำถามว่า สามีของสุชาดาซึ่งมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1,900 ล้านบาท ทำมาหากินอะไร พร้อมระบุว่าจะโหลดข้อมูลจาก ป.ป.ช.มาตรวจสอบเพิ่มเติม
สุชาดาเข้ามาตอบกลับว่าไม่ได้รู้สึกโกรธ และย้อนถามกลับถึงกรณีที่รักชนกเคยพูดถึงสร้อยคอแบรนด์เนมที่มีผู้ชายซื้อให้ พร้อมตั้งคำถามกลับเช่นกันว่าสามีของรักชนกประกอบอาชีพอะไร
รักชนกจึงตอบกลับด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า "สรุปสามีทำอาชีพอะไรค้า" ก่อนจะเผยแพร่ข้อมูลบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. พร้อมระบุว่าเป็นการนำข้อมูลมาเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่าเป็นการกล่าวหา
โรมเรียก "ไอเดียร์-สามี" ชี้แจง
เหตุการณ์ไม่ได้จบลงหลังรังสิมันต์ โรม ถูกเชิญออกจากห้องประชุม เพราะวันนี้ (2 ต.ค.2569) โรมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า กมธ.เตรียมออกหนังสือเชิญสุชาดาและไท่หยาง ซาง สามี เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ในวันที่ 7 ต.ค.2569 พร้อมเชิญผู้แทนจาก ป.ป.ง. ก.ล.ต. และ ป.ป.ช. เข้าร่วมให้ข้อมูลด้วย
โรมระบุว่า การเชิญครั้งนี้อยู่ในกรอบการพิจารณามาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการติดตามและควบคุมธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยต้องการตรวจสอบ เส้นทางการเงิน แหล่งที่มาของรายได้ และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซี หลังพบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของนายไท่หยางที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.มูลค่าราว 1,900 ล้านบาท ซึ่งมีรายการเงินให้กู้ยืมประมาณ 1,440 ล้านบาทเป็นรายการสำคัญ ซึ่งมีการระบุผู้กู้เป็น Three Arrows Capital หรือ 3AC กองทุนคริปโตที่ล้มละลายในปี 2565
ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาตั้งคำถามเพิ่มเติมโดยบุคคลภายนอก รวมถึงศิริโชค โสภา ซึ่งเสนอให้ตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับเงินกู้และตัวเลขที่แตกต่างกันประมาณ 97 ล้านบาท โดยย้ำว่าความแตกต่างดังกล่าวยังยังไม่สรุปว่าเป็นความผิดปกติ เพราะอาจมีคำอธิบายจากการชำระคืนหรือวิธีการบันทึกข้อมูลที่ต่างกัน และควรตรวจสอบจากเอกสารต้นทางก่อน
โรมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดกระทำผิด และต้องยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เห็นว่าข้อมูลที่ปรากฏมีประเด็นที่ควรตรวจสอบ โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับธุรกิจคริปโตและบริษัทหรือกองทุนที่ประสบปัญหาล้มละลาย รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีในต่างประเทศ ทั้งนี้ โรมยังไม่เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด โดยระบุว่าข้อมูลบางส่วนต้องใช้ในขั้นตอนอื่นของการตรวจสอบ
อ่านข่าว :
บอร์ดบินไทย มีมติปลด “ชาย เอี่ยมศิริ” พ้นดีดีบินไทยมีผลทันทีเซ่นพิษกระเป๋าตกค้าง
ม.รามคำแหงเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วม เสียหายกว่า 200 ล้าน หนักสุดในรอบ 4 ทศวรรษ
"อนุทิน" สั่งรับมือฝนใต้-กำชับ "ศูนย์พักพิง" ต้องพร้อมทุกอย่าง-ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอน
กมธ.กฎหมาย ยื่นหนังสือด่วนเชิญ “สส.ไอเดียร์-สามี " ชี้แจงที่มาทรัพย์สินเกือบ 2 พันล้าน
