ฝนตกหนัก น้ำท่วมขัง สิ่งที่คนในพื้นที่เห็น อาจเป็นเพียงเจ้าหน้าที่นำเครื่องสูบน้ำมาตั้ง แล้วต่อท่อขนาดใหญ่เพื่อเร่งดึงน้ำออกจากพื้นที่ แต่จริง ๆ แล้วน้ำไม่ได้หายไปไหนทันที เพราะหลังจากสูบออกจากจุดน้ำท่วมแล้ว ยังต้องมี "ทางไปต่อ"
ทั้งคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และเส้นทางระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน เพื่อพาน้ำออกจากพื้นที่และระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและทะเลได้
สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ ขณะนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค.2569) จึงน่าสนใจตรงที่ กทม.กำลังทำหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเร่งระบายน้ำที่ยังค้างอยู่ในพื้นที่ลาดกระบังและสะพานสูง ติดตั้ง "ท่อซิ่ง" เพื่อช่วยสูบน้ำในจุดที่ระบายช้า และเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลัก เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้รองรับฝนระลอกใหม่
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า วันที่ 5–6 ต.ค.2569 กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงเป็นช่วงที่ระบบระบายน้ำของ กทม.ต้องเร่งเตรียมตัวรับน้ำก้อนใหม่
แล้ว "ท่อซิ่ง" ทำหน้าที่อะไรในวันที่น้ำท่วม
"ท่อซิ่ง" ที่ กทม.นำมาใช้ในช่วงนี้ ไม่ได้หมายถึงการสร้างระบบระบายน้ำใหม่ทั้งระบบ แต่เป็นการนำท่อและเครื่องสูบน้ำมาใช้เสริมในพื้นที่ที่น้ำยังระบายออกได้ช้า ตัวอย่างชัดเจนอยู่ที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ซึ่ง กทม.ติดตั้งท่อซิ่งแล้ว 4 ท่อ เพื่อช่วยเร่งนำน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมทำแนวคันกั้นน้ำบริเวณคลองหนึ่งระยะทางประมาณ 100 เมตร เพื่อป้องกันน้ำไหลย้อนกลับ และเตรียมเดินเครื่องสูบน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่
ส่วนบริเวณสะพานสูง ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของคลองแสนแสบ ระหว่างคลองแสนแสบกับคลองประเวศบุรีรมย์ เป็นอีกจุดที่ กทม.ระบุว่าการระบายน้ำยังทำได้ช้า จึงติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งนำน้ำจากพื้นที่ลงคลองประเวศบุรีรมย์
หลักการง่าย ๆ คือ เมื่อมีน้ำขังอยู่ในพื้นที่และน้ำไหลออกตามทางปกติไม่ทัน เจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องสูบน้ำช่วย "ดึงน้ำออก" ให้เร็วขึ้น แต่เมื่อดึงน้ำออกมาแล้ว ก็ต้องมีคลองหรือทางระบายน้ำรองรับน้ำก้อนนั้นต่อไปด้วย
แล้วน้ำที่สูบออกไป ไปไหนต่อ?
นี่คือส่วนสำคัญของระบบที่คนทั่วไปอาจไม่เห็น สมมติว่าน้ำท่วมอยู่ในชุมชนแห่งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องสูบน้ำดึงน้ำออกจากพื้นที่ น้ำจะถูกส่งผ่านท่อไปยังคลอง เมื่อเข้าสู่คลองแล้ว กทม.ต้องควบคุมระดับน้ำและเร่งให้น้ำไหลต่อไปยังเส้นทางที่เหมาะสม จากนั้นจึงระบายเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและออกสู่ทะเล
เพราะฉะนั้น การสูบน้ำออกจากจุดหนึ่งไม่ได้แปลว่าปัญหาจบตรงนั้น หากคลองปลายทางมีน้ำสูงอยู่แล้ว หรือมีจุดที่ระบายต่อได้ช้า น้ำก็อาจไปค้างอยู่ที่อื่นแทน กทม.จึงต้องมองทั้ง "ต้นทาง" และ "ปลายทาง" ไปพร้อม ๆ กัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงนี้จึงไม่ได้เร่งเฉพาะจุดน้ำท่วม แต่ต้องเร่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักด้วย
ขณะนี้ กทม. ต้องเร่งพร่องน้ำเพื่อให้ระดับน้ำใน 4 คลองหลัก ได้แก่ คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ มีพื้นที่เหลือสำหรับรับน้ำฝนที่จะตกลงมาเพิ่ม
หนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเร่งจัดการคือคลองประเวศบุรีรมย์ เพราะเกี่ยวข้องกับการระบายน้ำจากพื้นที่ลาดกระบังและประเวศ ขณะที่คลองลาดพร้าวมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากน้ำที่ไหลมาจากคลองสอง จ.ปทุมธานี ทำให้ กทม.เพิ่มการเปิดประตูระบายน้ำพระยาสุเรนทร์จาก 10 ซม. เป็น 20 ซม. เพื่อเพิ่มการระบายน้ำ
ดังนั้น สิ่งที่ กทม.กำลังทำอยู่ จึงมี 2 ด้านพร้อมกัน คือ เร่งเอาน้ำที่ท่วมอยู่ตามพื้นที่ออกไป และลดระดับน้ำในคลองเพื่อเตรียมรับน้ำที่จะมาใหม่
ทำไมต้องรีบทำก่อนวันที่ 5–6 ต.ค.
เหตุผลสำคัญมาจากการคาดการณ์ฝน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า วันที่ 5–6 ต.ค. กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนวันที่ 7 ต.ค. คาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าฝนอาจเพิ่มขึ้น กทม.จึงต้องใช้ช่วงเวลาก่อนฝนระลอกใหม่มาจัดการน้ำเดิมให้ได้มากที่สุด
ลองนึกภาพคลองเหมือนภาชนะใบหนึ่ง หากมีน้ำอยู่เกือบเต็ม แล้วฝนตกลงมาอีก น้ำก็มีโอกาสล้นหรือระบายออกไม่ทัน แต่ถ้าลดระดับน้ำเดิมลงได้ก่อน เมื่อฝนตกลงมา คลองก็ยังมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า "พร่องน้ำ" มีความสำคัญในช่วงก่อนฝนตกหนัก ไม่ใช่เพียงการทำให้น้ำในคลองดูต่ำลง แต่เป็นการเตรียมความสามารถในการรับน้ำของระบบ
แล้วทำไมบางพื้นที่น้ำลดเร็ว แต่บางพื้นที่ยังขัง ?
คำตอบคือ เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีระบบระบายน้ำที่เหมือนกันทุกพื้นที่ บางจุดมีคลองอยู่ใกล้และสามารถส่งน้ำต่อได้เร็ว ขณะที่บางพื้นที่อยู่ในตำแหน่งที่น้ำไหลออกได้ช้า หรือมีน้ำจากพื้นที่อื่นไหลเข้ามาเพิ่ม กทม.จึงต้องแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ตามสภาพพื้นที่
ข้อมูลแผนงานของสำนักการระบายน้ำ กทม. ระบุว่า ปี 2569 มีเป้าหมายแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมบนถนนสายหลัก 31 จุด และถนนสายรอง ตรอก ซอยอีก 110 จุด รวมถึงจุดเสี่ยงน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพฯ 45 จุด นอกจากนี้ยังมีการเร่งรัดโครงการอุโมงค์ระบายน้ำที่เหลืออีก 5 แห่ง จึงเห็นได้ว่า การแก้น้ำท่วมมีทั้งวิธีที่ใช้ได้ทันที เช่น เครื่องสูบน้ำและท่อซิ่ง กับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาสร้าง เช่น อุโมงค์ระบายน้ำและการปรับปรุงระบบคลอง
แต่การแก้ปัญหาเรื่องจุดเสี่ยงน้ำท่วมนี้ ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำเท่านั้น แต่อยู่ที่ น้ำสามารถเดินทางผ่านระบบได้เร็วแค่ไหน เพราะหากต้นทางมีน้ำจำนวนมาก แต่ทางระบายมีขนาดจำกัด น้ำก็จะสะสม เปรียบเหมือนรถจำนวนมากที่พยายามวิ่งผ่านถนนแคบ ๆ ต่อให้รถต้นทางถูกปล่อยออกมาเร็วขึ้น แต่บริเวณถนนแคบรับไม่ไหว รถก็ยังติดอยู่ดี
ระบบน้ำก็เช่นเดียวกัน การเพิ่มเครื่องสูบน้ำจึงช่วยได้เฉพาะเมื่อปลายทางยังสามารถรับน้ำต่อได้ หากปลายทางเต็มหรือมีจุดระบายที่ช้า การสูบน้ำเร็วขึ้นก็ไม่ได้ทำให้น้ำหายไปจากระบบทั้งหมด
เบื้องหลังการตัดสินใจว่าจะสูบน้ำตรงไหน เปิดประตูระบายน้ำเท่าไร หรือควรเร่งระบายน้ำคลองใด กทม.มีระบบติดตามข้อมูลหลายด้าน ทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำในคลอง ระดับน้ำท่วมบนถนน สถานีสูบน้ำ อัตราการไหลของน้ำ รวมถึงข้อมูลการระบายน้ำ และยังมีระบบติดตามสถานการณ์น้ำแบบออนไลน์ ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลฝน ระดับน้ำ จุดน้ำท่วม และการทำงานของระบบระบายน้ำได้จากข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ
ขณะเดียวกัน แผนงานของ กทม.ยังตั้งเป้าพัฒนาความแม่นยำของการพยากรณ์ฝนล่วงหน้า 3 ชั่วโมงไว้ที่ร้อยละ 80 เพื่อใช้ข้อมูลล่วงหน้าประกอบการบริหารจัดการน้ำ
โจทย์ของ "ท่อซิ่ง" ไม่ใช่แค่สูบน้ำให้เร็วที่สุด
เมื่อมองทั้งระบบ "ท่อซิ่ง" จึงเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในช่วงที่ต้องเร่งจัดการน้ำเฉพาะหน้า โดยเฉพาะจุดที่น้ำยังค้างและระบายออกตามปกติได้ช้า สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หลังจากสูบน้ำออกแล้ว น้ำต้องมีทางไปต่อ ขณะเดียวกันคลองปลายทางต้องมีพื้นที่รองรับ และระบบทั้งหมดต้องสามารถผลักน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ได้อย่างต่อเนื่อง
เพราะเมื่อฝนรอบใหม่มาถึง ถ้าตามการพยากรณ์ของกรุมอุตุนิยมวิทยาในวันที่ 5–6 ต.ค. คำถามไม่ได้มีเพียงว่าฝนจะตกมากแค่ไหน แต่รวมถึงว่า น้ำที่ตกลงมาจะสามารถไหลผ่านคลองและระบบระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้เร็วเพียงใด และจุดใดในเส้นทางนั้นยังเป็นจุดที่ต้องเร่งแก้ไข
อ่านข่าว :
5-8 ต.ค.น้ำเหนือกำลังมา ดร.เสรี ชี้กรุงเทพฯแทบไม่เสี่ยง แต่จังหวัดริมน้ำเจ้าพระยามีท่วม
เช็ก! ทางหลวงทั่วประเทศถูกน้ำท่วม 169 แห่ง จราจรผ่านไม่ได้ 46 แห่ง
"โฟกัส ณัฐนิชา" คว้าเหรียญทอง มวยสากลรุ่น 54 กก. เอเชียนเกมส์ 2026
