วิกฤตน้ำกก-น้ำสาย มช. พบสารพิษปนเปื้อน ดันเซลล์ตับ-ไทรอยด์ผิดปกติ

สิ่งแวดล้อม
20:45
จำนวนผู้ชม 6
Thai PBS
วิกฤตน้ำกก-น้ำสาย มช. พบสารพิษปนเปื้อน ดันเซลล์ตับ-ไทรอยด์ผิดปกติ

วันนี้ (28 ต.ค.2569) ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสายต้องเผชิญปัญหาการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานต่อเนื่องเกือบ 2 ปี แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำบางชนิดจากบริเวณที่ตรวจพบการปนเปื้อน แต่ผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวยังเป็นข้อกังวลสำคัญของชุมชน

กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคกุ้ง หอย และเครื่องในปลา จากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายบริเวณที่พบสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานสาธารณสุขยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าอาการเจ็บป่วยของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับสารปนเปื้อนโดยตรงหรือไม่ เนื่องจากยังไม่พบผู้ป่วยโรคพิษสารหนูเฉียบพลัน และผลกระทบจากการสะสมสารพิษอาจปรากฏในระยะยาว

ล่าสุด โครงการวิจัยร่วมระหว่างคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรมควบคุมโรค ได้สำรวจประชาชนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อค้นหาตัวชี้วัดทางชีวเคมีในร่างกาย

ผลเบื้องต้นพบความผิดปกติของเอนไซม์ตับและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าควรติดตามเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปยืนยันว่าความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำโดยตรง

รศ.วรางคณา นาคเสน รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงสารหนูเท่านั้น เพราะกรมควบคุมมลพิษยังตรวจพบสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานด้วย หากสารตะกั่วสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและพัฒนาการของสมอง โดยกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือเด็กและหญิงตั้งครรภ์

นอกจากความกังวลด้านสุขภาพแล้ว การหลีกเลี่ยงน้ำจากแหล่งที่พบการปนเปื้อนยังสร้างภาระทางเศรษฐกิจให้ครัวเรือน ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนใน จ.เชียงใหม่และเชียงราย พบว่า เกือบทั้งหมดต้องหันไปซื้อน้ำสะอาดเพื่อบริโภค ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึง 1,800 บาท/เดือน สะท้อนว่าปัญหามลพิษกระทบทั้งความปลอดภัยในการดำรงชีวิตและค่าใช้จ่ายประจำวันของประชาชน

ขณะที่ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา และที่ปรึกษาโครงการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ หรือ HIA แม่น้ำกก กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนกังวลคือไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสารปนเปื้อนที่สะสมจะส่งผลต่อสุขภาพเมื่อใดและรุนแรงเพียงใด แม้ผลกระทบในระยะยาวยังต้องติดตาม แต่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนเกิดขึ้นแล้ว ทั้งการต้องหลีกเลี่ยงแหล่งน้ำและการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อจัดหาน้ำสะอาด

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการเปิดเผยข้อมูลเหมืองแร่ 20 แห่งใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ผ่านการเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางยับยั้งหรือลดผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดนที่อาจส่งผลต่อประชาชนในลุ่มน้ำกกและพื้นที่ใกล้เคียง

สำหรับข้อเรียกร้องให้ยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ น.ส.มณีรัฐ ระบุว่า แม้หลายภาคส่วนจะพยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แต่ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลล่าสุด ส่งผลให้การดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ยังแยกส่วนกันศึกษาและจัดเก็บข้อมูล โดยขาดการรวบรวมข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบ

และมองว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับแนวนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการประสานงานที่ชัดเจนและจริงจัง เพื่อให้การแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

อ่านข่าว :

อินเดียอพยพกว่า 1.8 แสนคนหนีไซโคลน "อาร์นับ" ดับแล้ว 3 คน

ตร. รับครู ตชด.บ้านโกแประช่วยชาวบ้าน ขึ้น ฮ. รักษาต่อหลังประทัดระเบิดใส่ตา

ลดราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท แก๊สโซฮอล์ 0.50 บาท มีผล 29 ต.ค.