ในโลกนี้จำเป็นต้องมีองค์กรการกุศล เพราะแม้สังคมจะมีรัฐบาล มีกฎหมาย มีระบบเศรษฐกิจ และมีตลาดที่สร้างความมั่งคั่ง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถดูแลความทุกข์ยากและความต้องการของมนุษย์ได้ทั้งหมด
องค์กรการกุศลจึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ระบบของรัฐและระบบเศรษฐกิจยังเข้าไปไม่ถึง หรือไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตามก็ยังมีคำถาม กับองค์กรการกุศลที่อาจไม่ได้หมายถึงแค่องค์กรที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นองค์กรสาธารณะในรูปแบบอื่นที่เราเห็นอยู่ทั่วโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย เช่น
หน่วยกู้ภัย : เรามักเห็นภาพมูลนิธิต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยกู้ภัยเมื่อเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม ดินถล่ม ฯลฯ
มูลนิธิด้านการศึกษา : สร้างโอกาสให้เด็กทุกคนเกิดความเท่าเทียมกันในการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา
องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม : ที่สนับสนุนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น, องค์กรที่ดูแลเรื่องโลกร้อน, คุณภาพสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ น้ำ ดิน รวมไปถึงชุมชน และการให้ความรู้กับประชาชน
องค์กรด้านแรงงาน : ที่คอยขับเคลื่อนเรื่องสวัสดิการ สวัสดิภาพ ค่าแรง ฯลฯ
องค์กรด้านสาธารณสุข : ให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิที่ควรได้รับอย่างเท่าเทียม
องค์กรการกุศลเกิดขึ้นเพราะอะไร
1.มนุษย์มีโอกาสไม่เท่าเทียมกัน
คนเราเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน บางคนเกิดในครอบครัวที่มีฐานะ มีการศึกษา และมีโอกาส ขณะที่บางคนเกิดมาพร้อมความยากจน ความพิการ หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลนทรัพยากร องค์กรการกุศลจึงเข้ามาช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ เช่น มอบทุนการศึกษาให้เด็กยากจน, ช่วยเหลือผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส, จัดหาอาหารและที่อยู่อาศัย, สนับสนุนการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายไม่ใช่ทำให้ทุกคนมีฐานะเท่ากัน แต่ทำให้คนที่เสียเปรียบมีโอกาสดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
2.รัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้
รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชน แต่มีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ กฎหมาย ระบบราชการ และการบริหารจัดการ เช่น ผู้ประสบภัยพิบัติที่ต้องการความช่วยเหลือทันที, ผู้ลี้ภัยจากสงคราม, ชุมชนห่างไกลที่เข้าไม่ถึงบริการของรัฐ, ผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะทาง ซึ่งองค์กรการกุศลสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้รวดเร็วและยืดหยุ่นกว่าระบบราชการ
3.โลกยังมีปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือของมนุษย์
ปัญหาหลายอย่างไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น ความอดอยาก โรคระบาด สงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรการกุศลจึงเป็นกลไกสำคัญในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือข้ามพรมแดน
4.ความช่วยเหลือบางอย่างไม่ควรขึ้นอยู่กับผลกำไร
ระบบธุรกิจดำเนินงานโดยมีผลกำไรเป็นแรงจูงใจ แต่มีคนอีกจำนวนมากที่ไม่มีกำลังซื้อ แม้จะมีความจำเป็นอย่างยิ่งก็ตาม เช่น เด็กยากจนที่ต้องการเรียนหนังสือ คนป่วยที่ไม่มีเงินรักษา หรือชุมชนที่ต้องการน้ำสะอาด องค์กรการกุศลจึงทำหน้าที่นำทรัพยากรจากผู้ที่มีความพร้อม ไปช่วยผู้ที่มีความจำเป็น โดยไม่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายเงินเป็นหลัก
5.สังคมต้องการความเห็นอกเห็นใจและความรับผิดชอบต่อกัน
การกุศลไม่ได้มีความหมายเพียงการให้เงินหรือสิ่งของ แต่สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ความทุกข์ของคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่เราควรเพิกเฉย แม้เราไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหานั้นก็ตาม องค์กรการกุศลจึงเป็นช่องทางที่ทำให้ความเห็นอกเห็นใจของมนุษย์เปลี่ยนเป็นการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม
6.องค์กรการกุศลสามารถเป็นพลังตรวจสอบและผลักดันสังคม
องค์กรการกุศลบางแห่งไม่ได้ทำหน้าที่แจกจ่ายสิ่งของหรือช่วยเหลือผู้ยากไร้เท่านั้น แต่ยังทำงานเชิงโครงสร้าง เช่น ปกป้องสิทธิมนุษยชน, ต่อต้านการค้ามนุษย์, เรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม, ปกป้องสิ่งแวดล้อม, ผลักดันให้รัฐบาลปรับปรุงนโยบายสาธารณะ ในแง่นี้ องค์กรการกุศลบางประเภทจึงทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจรัฐและภาคธุรกิจด้วย
7.การช่วยเหลือกันทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้
หากสังคมปล่อยให้คนที่อ่อนแอกว่า ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ความเหลื่อมล้ำ ความไม่ไว้วางใจ และความขัดแย้งก็อาจเพิ่มขึ้น การช่วยเหลือกันจึงไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะผู้รับ แต่ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งและความไว้วางใจให้กับสังคมโดยรวม
เหรียญอีกด้านขององค์กรการกุศล
อย่างไรก็ตามแม้เราอาจมองว่า "องค์กรการกุศล" มีคำถามสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่งอาจถูกมองว่า องค์กรเหล่านั้นไม่ได้ดีไปเสียทั้งหมด ซึ่งคนมักตั้งคำถามว่า
- เงินที่รับบริจาคไปถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
- องค์กรได้เปิดเผยรายรับ รายจ่าย และค่าบริหารจัดการหรือไม่
- มีผู้ได้ประโยชน์จากการบริจาคอย่างแท้จริงหรือไม่
- องค์กรสร้างความเปลี่ยนแปลงระยะยาว หรือเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- มีการใช้สถานะการกุศลเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ การเมือง หรือสร้างอิทธิพลหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้สำคัญมาก เพราะองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม ก็จำเป็นต้องมีธรรมาภิบาลและระบบตรวจสอบเช่นเดียวกับองค์กรอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
สังคมต้องมีองค์กรการกุศลไปอีกนานแค่ไหน
องค์กรการกุศลมีความจำเป็น ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความเหลื่อมล้ำ ความทุกข์ยาก ภัยพิบัติ และปัญหาที่ระบบสังคม หรือรัฐ ไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด แต่ควรมีหลักคิดว่า องค์กรการกุศลที่ดี ไม่ใช่องค์กรที่ทำให้คนต้องกลับมาขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดไป แต่เป็นองค์กรที่ช่วยให้คนเหล่านั้นสามารถยืนหยัดและพึ่งพาตัวเองได้ นี่คือความแตกต่างระหว่างการสงเคราะห์เพื่อบรรเทาความทุกข์ กับการช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม
1.องค์กรการกุศลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
องค์กรการกุศลมีบทบาทสำคัญอย่างน้อย 4 ด้าน
- 1.1 ช่วยชีวิตและบรรเทาความทุกข์ เช่น เมื่อเกิดสงคราม ภัยพิบัติ หรือความอดอยาก องค์กรช่วยเหลือสามารถระดมเงินและสิ่งของเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
- สร้างโอกาสให้คนที่เข้าไม่ถึงระบบ เช่น ทุนการศึกษา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล การรักษาพยาบาล และการฝึกอาชีพ
- เติมเต็มช่องว่างของภาครัฐ ซึ่งบางพื้นที่รัฐเข้าไม่ถึง หรือบริการสาธารณะไม่เพียงพอ องค์กรเหล่านี้จึงเข้ามาช่วยดูแลประชาชน
- ทำให้ปัญหาที่ถูกละเลยได้รับความสนใจ เช่น องค์กรบางแห่งทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และสิทธิของชนกลุ่มน้อย จนเกิดแรงกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของรัฐ แต่มีอีกมุมมองว่า แม้องค์กรการกุศลช่วยลดความทุกข์และเพิ่มโอกาสให้คนจำนวนมากได้จริง แต่ทำไมการช่วยเหลือเหล่านี้ จึงไม่ได้ทำให้ความเหลื่อมล้ำหมดไป
2.องค์กรการกุศลอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบความเหลื่อมล้ำ
- การช่วยเหลือที่ปลายเหตุ อาจทำให้ต้นเหตุไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ชุมชนแห่งหนึ่งมีคนยากจนจำนวนมาก ทุกปีมีองค์กรการกุศลนำอาหาร เสื้อผ้า และเงินบริจาคมาแจกจ่าย ช่วยให้คนในชุมชนมีชีวิตรอด
แต่คำถามคือ ทำไมคนในชุมชนยังยากจน, ทำไมเด็กยังเข้าไม่ถึงการศึกษา, ทำไมคนในพื้นที่ไม่มีงานทำ, ทำไมชาวบ้านยังไม่มีที่ดินที่ทำกิน หรือทรัพยากรในการประกอบอาชีพ
ถ้าองค์กรช่วยเหลือทำได้แค่นำสิ่งของไปแจกให้ทุกปี แต่ไม่เคยหาสาเหตุของความยากจน การช่วยเหลือก็อาจกลายเป็นการประคับประคองปัญหา มากกว่าการแก้ไขปัญหา และชุมชนนั้นก็จะดำเนินชีวิตอยู่เช่นนั้นตลอดไป โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และชุมชนก็ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า การแจกอาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค เป็นสิ่งที่ผิด เพราะในภาวะฉุกเฉินการช่วยชีวิตต้องมาก่อน แต่การช่วยเหลือระยะยาวต้องไปไกลกว่านั้น
- ผู้บริจาครายใหญ่มีอำนาจกำหนดว่า ใครควรได้รับความช่วยเหลือ
องค์กรการกุศลนอกจากเกิดขึ้นจากการนำปัญหา หรือกลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้ง ก่อนเปิดดำเนินการ และองค์กรการกุศลขนาดใหญ่จำนวนหนึ่ง เกิดจากเงินบริจาคเงินของธุรกิจขนาดใหญ่บริษัท หรือกลุ่มทุน
ผู้ให้เงินจึงอาจมีอิทธิพลต่อการกำหนดว่า เงินจะถูกนำไปใช้กับเรื่องใด เช่น ผู้บริจาครายใหญ่อาจสนับสนุนเทคโนโลยีทางการศึกษา, การวิจัยทางการแพทย์, โครงการด้านสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาความยากจน, ทั้งหมดเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ใครเป็นคนตัดสินว่า "ปัญหาใดสำคัญที่สุด คนในชุมชนที่กำลังเดือดร้อนมีสิทธิเลือกหรือไม่"
เคยมีรายงานในต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้บริจาค อาจทำให้ผู้มีรายได้สูง ได้รับประโยชน์ทางภาษีมากกว่า และผู้บริจาครายใหญ่มีอิทธิพลต่อการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะผ่านการเลือกองค์กรที่จะสนับสนุน ทำให้เกิดคำถามว่า เงินที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะควรถูกกำหนดโดยผู้มีทรัพย์สินมากเพียงไม่กี่คนมากน้อยแค่ไหน
- องค์กรช่วยเหลือจากประเทศร่ำรวย อาจยังคงมีอำนาจเหนือประเทศยากจน
ในการให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ มีความไม่เท่าเทียมกันอีกแบบหนึ่ง คือความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรจากประเทศร่ำรวยกับองค์กรท้องถิ่นในประเทศกำลังพัฒนา องค์กรจากต่างประเทศอาจเป็นผู้ให้เงิน กำหนดเงื่อนไข กำหนดตัวชี้วัด และตัดสินใจว่า โครงการใดควรได้รับทุน ส่วนองค์กรท้องถิ่นเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ ผลคือ คนในพื้นที่อาจเป็นผู้รู้ปัญหาดีที่สุด แต่กลับไม่มีอำนาจตัดสินใจมากที่สุด
งานวิจัยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสงครามในประเทศซีเรีย ที่ตีพิมพ์ในวารสาร World Development ปี 2024 ระบุว่า แม้องค์กรท้องถิ่นจะมีบทบาทในการส่งมอบความช่วยเหลือ แต่ไม่ได้หมายความว่า อำนาจในการตัดสินใจจะถูกถ่ายโอนมาสู่องค์กรเหล่านั้นด้วย
- การกุศลอาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์
สิ่งนี้ถูกสร้างมากขึ้นโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และในประเทศไทยก็มีให้เห็นอยู่มาก ซึ่งต้องแยกให้ออก ระหว่าง "การทำความดีเพื่อสังคม" กับ "การใช้การกุศลเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม" เช่น บริษัทที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคม แต่การดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน, มหาเศรษฐีที่บริจาคเงินจำนวนมาก แต่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ, องค์กรที่สร้างภาพลักษณ์ว่าส่งมอบสิ่งที่ดีให้กับสังคม แต่กลับดำเนินธุรกิจแบบผูกขาด และแทรกแซงนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่ควรเหมารวมว่า การบริจาคของบริษัทหรือภาคธุรกิจ เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์หรือสร้างภาพลักษณ์ทั้งหมด เพราะมีองค์กรธุรกิจอีกจำนวนมาก ที่ดำเนินการองค์กรการกุศลไปพร้อมกัน และมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า จะทำเพื่อ "ตอบแทนสังคม" อย่างชัดเจน
3.ตัวอย่างความย้อนแย้งขององค์กรการกุศลกับนโยบายรัฐ
หากพิจารณาจากตัวอย่างเชิงโครงสร้างในบางประเด็น จะมีคำถามที่เกิดขึ้นและยังไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่น
- องค์กรการกุศลบริจาคทุนการศึกษาให้นักเรียน ขณะที่มีคำถามว่า แล้วทำไมระบบการศึกษาของรัฐจึงยังไม่ทั่วถึงหรือเท่าเทียม ทั้งที่ประเทศเรามีพัฒนาการด้านการศึกษาหลายด้านไปไกลมากแล้ว
- องค์กรการกุศล หรือหน่วยกู้ภัย มักเข้าช่วยเหลือประชาชน หรือถึงที่เกิดภัยพิบัติก่อนหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่คนเหล่านั้นส่วนใหญ่คือ อาสาสมัครที่มีงานประจำทำ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จึงมักมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมเรามีหน่วยงานของรัฐทุกจังหวัด มีอุปกรณ์พร้อมแทบทุกอย่าง มีงบประมาณซื้อเครื่องมือแทบทุกปี แต่รัฐกลับทำงานสวนทางกัน
- มีองค์กรและอาสาสมัคร บริจาคอาหารให้คนยากจน คนเร่ร่อน และคนไร้บ้าน มีคำถามว่า ทำไมคนเหล่านี้จึงไม่มีงานทำ ไม่มีที่พักอาศัย หรือมีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตัวเอง
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การบริจาค หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสหรือผู้ด้อยกว่า เป็นสิ่งไม่ดี แต่อยู่ที่การแก้ปัญหาด้วยการบริจาคเพียงอย่างเดียว อาจทำให้รัฐและสังคมละเลยในการสร้างเป้าหมาย หรือวางแผนเพื่อแก้ไขระบบที่ก่อให้เกิดปัญหา นี่คือความแตกต่างระหว่างการช่วยคนให้รอดจากความยากจน กับการทำให้คนไม่ต้องตกอยู่ในความยากจนอีกต่อไป
4.องค์กรการกุศลควรทำหน้าที่อย่างไร จึงจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
องค์กรการกุศลยังคงมีความสำคัญในโครงสร้างทางสังคม โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา แต่องค์กรการกุศลต้องปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลกในทุก ๆ ปัญหาที่กำลังดำเนินการอยู่ เช่น เปลี่ยนแปลงจากการสงเคราะห์ สู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม, ช่วยเหลือเพื่อให้รอด เป็นช่วยชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน, สร้างโอกาส เป็นให้การศึกษา ทักษะ อาชีพ และเครื่องมือในการดำรงชีวิต สร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ทำให้ผู้รับความช่วยเหลือสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้
เปลี่ยนโครงสร้าง ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมด้านรายได้ ทรัพยากร สิทธิ และโอกาส, ตรวจสอบอำนาจ และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้รับความช่วยเหลือต้องไม่เป็นเพียงผู้รอรับ แต่ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองด้วย
อย่างไรก็ตาม หากคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับเพื่อให้ "องค์กรการกุศล" ทำงานต่อไป เพราะยังมีผู้ที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ หรือมองว่า ยังคงมีพื้นที่ให้การกุศลช่วยเหลือในสิ่งที่รัฐทำไม่ได้ หรือทำได้ไม่ทั่วถึง นี่เป็นความแตกต่างระหว่างสังคมที่มีคนใจดีจำนวนมาก กับสังคมที่มีระบบที่เป็นธรรม
สมมุติว่า ประเทศหนึ่งมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ดีอย่างทั่วถึง เช่น มีการรักษาพยาบาลที่ดีพร้อม โดยไม่ต้องกังวลว่า ถ้าป่วยแล้วไปหาหมอจะมีเงินจ่ายหรือไม่, เด็ก ๆ มีการศึกษาที่มีคุณภาพ และเท่าเทียม ได้เรียนขั้นพื้นฐานฟรีจริง ๆ โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัว หรือถิ่นที่อยู่อาศัย, รัฐมีงบประมาณสำหรับช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้พิการอย่างเพียงพอ (ได้รับโดยไม่ต้องร้องขอ)
มีการประกันการว่างงาน และการช่วยเหลือเมื่อขาดรายได้, มีที่อยู่อาศัยและหลักประกันด้านอาหารสำหรับผู้ที่จำเป็นและเดือดร้อน เพื่อดูแลคนไร้บ้าน คนเร่ร่อน, มีระบบดูแลเด็กและผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแล, มีการช่วยเหลือให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
มีระบบป้องกันและตอบโต้ภัยพิบัติที่เหมาะสม และสอดคล้องกับภัยต่าง ๆ และพื้นที่ เช่น น้ำท่วม, โคลนถล่ม, ไฟไหม้, ภัยแล้ง, อุบัติภัย ฯลฯ, การป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลือง, การป้องกันและแก้ปัญหามลพิษต่าง ๆ ที่จะกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
"อย่าให้ความตั้งใจดี กลายเป็นธุรกิจของความเมตตา และมีเพียงไม่กี่คนที่ได้ผลประโยชน์จากเงินบริจาค" เพราะแท้จริงแล้ว เป้าหมายของเงินบริจาค ไม่ว่าจะมากมายมหาศาลหรือเพียงไม่กี่สิบบาท ก็เข้าไปอยู่กระบวนแห่งความเมตตานี้เหมือน ๆ กันทั้งนั้น
หากระบบสวัสดิการของรัฐดี มีความพร้อมสูง เข้าถึงประชาชนได้อย่างเท่าเทียม ความจำเป็นในการพึ่งพาองค์กรการกุศล เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างมาก
อ่านข่าว :
เส้นทางชีวิต "บุ๋ม ปนัดดา" จากมงกุฎนางสาวไทยสู่คดีฉ้อโกงเงินบริจาคมูลนิธิฯ
ตำรวจจับ "บุ๋ม ปนัดดา" คดีเงินบริจาคมูลนิธิ ขณะรอให้สัมภาษณ์สื่อ - คุมตัวค้นบ้านพัก
"ก๊อต อธิป" สามี "บุ๋ม ปนัดดา" มอบตัวที่กองปราบ
"แหม่ม วิชุดา" แจ้งความมูลนิธิองค์กรทำดี หลังโอนช่วยน้ำท่วม 50,000 บาท
