ทูตพาณิชย์เขมรชี้ตลาดเออีซีโต 20% จี้ผู้ประกอบการคิดใหม่มองอาเซียนตลาดเดียว

เศรษฐกิจ
17:02
จำนวนผู้ชม 43
Thai PBS
ทูตพาณิชย์เขมรชี้ตลาดเออีซีโต 20% จี้ผู้ประกอบการคิดใหม่มองอาเซียนตลาดเดียว

เผยสถานการณ์ชายแดนไม่สะเทือนการค้าปี 54 ขยายตัวกว่า 24% ด้านกลุ่มนอร์ดิกส์ชี้ตลาดเศรษฐี ชูสินค้าสุขภาพ-สิ่งแวดล้อม กรมส่งออกฯนัดติวตลาดสหรัฐ-ละตินอเมริกา-อาเซียน

นางจีรนันท์ วงศ์มงคล สคต.กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านจำเป็นต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีและการเมืองที่มีเสถียรภาพมั่นคง เพื่อความสบายใจผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ซึ่งที่ผ่านมาถึงแม้มีสถานการณ์ชายแดนที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้า แต่ไทยก็ยังสามารถส่งออกไปกัมพูชาได้สูงถึง กว่า 24% คิดเป็นมูลค่าส่งออกกว่า 2,905 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อนที่เพิ่มสูงเกือบ 50% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,342 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปี 2555 นี้ คาดว่าไทยจะส่งออกไปยังกัมพูชามูลค่ากว่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 28% ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนมีการค้าในปี 2555 เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20% คิดเป็นมูลค่ากว่า 65,165 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

"การค้าภายในอาเซียนในปี 2554 มีมูลค่ากว่า 54,305 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 22 % โดยสินค้าหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป 7,015 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 37% รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 4,785ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.1% เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 2,466ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 41% เคมีภัณฑ์ 2,298 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 32% เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2,286 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 7%" นางจีรนันท์ กล่าว

ทั้งนี้ เชื่อว่าแนวโน้มการค้าภายใน 3 ปีก่อนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)มีผลโดยสมบูรณ์ จะทำให้การค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชาจะสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ และพลังงานถ่านหินอย่างน้อย 2 แห่ง ขนาดกว่า 7000 เมกกะวัตต์ ซึ่งห่างจากชายแดนไทยราว 100 กม.เท่านั้น คาดว่าจะถูกส่งมาขายให้กับไทยเป็นสำคัญ รวมถึงผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศจะย้ายฐานการผลิตไปยังกัมพูชาเพิ่มขึ้นจากผลของเออีซีที่มีการเคลื่อนย้ายทุน เนื่องจากแรงงานราคาถูก ในขณะที่ไทยก็จะมีประเทศอื่นย้ายเข้ามาลงทุนเช่นกัน เนื่องจากมีแรงงานฝีมือ การส่งมอบสินค้าและบริการหลังการขายที่เด่นกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน

"ไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการมองเรื่องสินค้าส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะเมื่อเออีซีเป็นหนึ่งเดียว จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุน แรงงานและอื่นๆ ตามศักยภาพเดิมของประเทศนั้นๆ แต่ต้องมองถึงโอกาสลงทุนด้านอื่นๆ ด้วย เช่น โลจิสติกส์ ธุรกิจบริการสถาบันการเงิน โรงแรม ธุรกิจในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ที่จะเกิดขึ้นด้วย" นางจีรนันท์ กล่าว

สำหรับสินค้าที่ไทยส่งออกไปกัมพูชาในปี 2554 ซึ่ง 5 อันดับแรก คือ น้ำมันสำเร็จรูป 424 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 51% น้ำตาลทราย 262ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 27% มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 215 เครื่องดื่ม 146 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 26% เพิ่มขึ้น และ เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว 128 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 60% สินค้าที่น่าสนใจและส่งออกในอันดับ 2 คือ มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้ามีมูลค่ากว่า 215 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 164,207 % (กว่า 1.6 แสนเปอร์เซ็น) เนื่องจากใช้เป็นอุปกรณ์สำคัญในการผลิตกระแสไฟฟ้าดังที่กว่ามาข้างต้น

ทั้งนี้ในวันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ กรมฯจัดสัมมนาให้กับผู้ประกอบการในหัวข้อ “The Americas:The Big Change และโอกาสการลงทุนในสหรัฐอเมริกา” โดยทูตพาณิชย์จากสหรัฐฯและละตินอเมริกา กว่า10 ท่านมาให้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและทิศทางแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กลยุทธ์ทางการตลาดรายภูมิภาค(ฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออก ภาคกลาง แคริเบียนและแคนาดา) ณ สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก ถนนรัชดาภิเษก

ในวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ จัดเสวนา"ติดอาวุธนักธุรกิจไทยสู่อาเซียน" โดยทูตพาณิชย์ 9 ประเทศและภาคเอกชนที่ทำธุรกิจในอาเซียน มาให้ข้อมูลทางการตลาด ช่องทางจำหน่าย พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบโลจิสติกส์ ระบบการชำระเงิน แนวโน้มการลงทุนและถ่ายทอดประสบการณ์จากนักธุรกิจรุ่นพี่ เป็นต้น ณ ห้องประชุมใหญ่ กรมส่งเสริมการส่งออก ณ ถนนรัชดาภิเษก

นางสุจิตรา ถนอมทรัพย์ ผอ. สคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก กล่าวว่า สคต.ดูแลการค้าในกลุ่มประเทศนอร์ดิกส์ ประกอบด้วย สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์และเดนมาร์ก ปี 2555 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,106.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปี 2554 มีมูลค่าการค้าเพิ่ม 9.11% คิดเป็นมูลค่าส่งออก 2,006 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ปี 53 มีมูลค่าการค้ากว่า 1,839 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 35 %

"กลุ่มนอร์ดิกส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพ ประชากรมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ดังนั้นโครงสร้างสินค้าที่ขายได้จะเป็นกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม อาทิ สินค้าแฟชั่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องหนัง รองเท้า สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตน์ ของตกแต่งบ้าน และอาหาร เป็นต้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ซึ่งอาหารไทยเป็นที่นิยมบริโภคในแถบยุโรปตะวันออก มีร้านอาหารไทยเปิดให้บริการถึงกว่า 200 ร้าน และมีแนวโน้มเปิดร้านเพิ่มขึ้น" นางสุจิตรา กล่าว

นอกจากนี้การบริโภคในแถบยุโรปที่มีรายได้สูง จึงเลือกที่จะใส่ใจในสุขภาพ สนใจสิ่งแวดล้อม การค้าที่เป็นธรรม ดังนั้นผู้ส่งออกไทยต้องปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้า หีบห่อ ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าออร์แกนิกได้รับความสนใจสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมาก ถือเป็นโอกาสและการสร้างความแตกต่างของสินค้า รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อโลก ซึ่งเป็นกระแสรักษ์โลกที่เกิดขึ้นในประเทศแถบตะวันตก