หมอกควันภาคเหนือยังวิกฤตห้ามการเผาทุกชนิดเด็ดขาด
ที่จังหวัดเชียงราย เป็นจุดที่เคยมีปัญหาฝุ่นละอองจากการตรวจวัดสูงที่สุด คือ 278.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยฝุ่นละอองเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มปริมาณมากกว่ามาตรฐานตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ขณะนี้จะลดปริมาณลงเหลือ 195 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรแล้วก็ตาม แต่ยังถือว่าเกินค่ามาตรฐาน และส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีมาตรการสำคัญในการกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างเข้มงวด เช่น หากมีการเผาขยะในที่โล่ง เผากิ่งไม้ ใบไม้ในเขตชุมชน จะมีโทษปรับ 2,000 บาท และหารลักลอบเผาป่าจะมีความผิดทางอาญา จำคุกสูงสุด 15 ปี ปรับสูงสุด 100,000 บาท
ขณะที่นางทิพวรรณ ประภามณฑล หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านมลภาวะและอนามัยสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันส่วนหนึ่งมาจากการเผาที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ แต่สิ่งที่คณะวิจัยพบคือ สภาพแวดล้อมแห้งแล้งจะเอื้ออำนวยให้ไฟป่า หรือ การเผาต่างๆ ลุกลามได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมได้ยาก ซึ่งทั้งทางภาครัฐและเอกชน ยังไม่มีมาตรการ หรือวิธีการรับมือในกรณีที่เกิดไฟไหม้ในพื้นที่แห้งแล้งเหล่านี้
ส่วนการป้องกันควบคุม ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการเผา และการเกิดไฟป่า ซึ่งจะเกิดสารที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ หรือ สารพีเอเอช โดยจะส่งผลทั้งในรูปแบบของอันตรายฉับพลันและเรื้อรัง และยังเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งคณะนักวิจัยเชื่อว่า หากมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบในลักษณะนี้เพิ่มเติม จะทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหามากยิ่งขึ้น
ด้านปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะนี้พบว่า ประชาชนหลายจังหวัดเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และมีอาการแสบตา ซึ่งนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดน่าน ระบุว่า ขณะนี้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง 4 กลุ่มโรค คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคทางเดินหายใจ, โรคตาแดง, และโรคผิวหนัง, ซึ่งทุกกลุ่มโรคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการนำเครื่องบินของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ ขึ้นบินทำฝนหลวงเพื่อคลี่คลายปัญหาหมอกควันต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 นายทรง กลิ่นประทุม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือระบุว่า ได้นำเครื่องขึ้นปฏิบัติการในพื้นที่ทางตอนล่างของจังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวมมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทั้งโอกาสในการทำให้มีฝนตก และสภาพอากาศที่ไม่น่าจะเกิดวิกฤตหมอกควันรุนแรงมากไปกว่านี้ โดยจากการตรวจสอบกับสถานีตรวจวัดเกือบทุกแห่ง สถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ เหลือเพียงจังหวัดเชียงราย, จังหวัดพะเยา และจังหวัดลำปาง ที่ยังมีค่าหมอกควันเกินมาตรฐาน
ส่วนที่จังหวัดตาก ปัญหาหมอกควันในเขตเทศบาลนครแม่สอด อำเภอแม่สอด ส่งผลกระทบแก่พ่อค้าแม่ค้าริมทาง หลายคนต้องสวมหน้ากากอนามัย หลังเกิดอาการแสบตา และหายใจติดขัด ขณะที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าแม่สอด อำเภอแม่สอด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังคงเร่งดับไฟป่าบริเวณเส้นทางสายอำเภอแม่สอด-อำเภอเมืองตาก ซึ่งเกิดไฟป่าลุกไหม้ขึ้นหลายจุด
