DSI เตรียมพิจารณาคดียาแก้หวัดหายเป็นคดีพิเศษ

สังคม
05:00
จำนวนผู้ชม 24
Thai PBS
DSI เตรียมพิจารณาคดียาแก้หวัดหายเป็นคดีพิเศษ

คณะกรรมการพิเศษ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เตรียมประชุม วันนี้ (26 มี.ค.) ว่าจะมีมติรับคดียาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน หายออกไปจากระบบโรงพยาบาล เป็นคดีพิเศษหรือไม่

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เปิดเผยว่า หากที่ประชุมรับคดียาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟดรีน หายเป็นคดีพิเศษ การทำงานติดตามเส้นทางการหายไปของยาแก้หวัด จากโรงพยาบาลต่างๆ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ทำกันเป็นเครือข่าย รวมถึงการตรวจสอบว่าถูกนำไปสู่การผลิตยาบ้า จะทำได้ง่ายขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ลงพื้นที่ ตรวจสอบตามโรงพยาบาลหลายแห่งที่ปรากฏเป็นข่าวยาแก้หวัด สูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีน ถูกลักลอบนำออกไปจากโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลในพื้นที่ภาคเหนือ และ ตะวันออกเฉียงเหนือ จนครบ และมีรายงานความเชื่อมโยงเกี่ยวกับ ยาซูโดอีเฟดรีน จำนวนมาก รวมถึงแผงยาที่ยึดได้ที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ที่ถูกระบุว่าเป็นจุดพักยาแก้หวัดก่อนถูกส่งไปผลิตยาบ้าที่ชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนเจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงจากโรงพยาบาลของรัฐ 4 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง คลินิกเวชกรรม 8 แห่ง และ ร้านขายยา 1 แห่ง ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดเพียงพอที่จะเห็นถึงเป็นความผิดปกติของยาซูโดอีเฟดีรีน จำนวนมากนั้น มีการดำเนินการ เป็นขบวนการและมีความเชื่อมโยงกัน รวมอยู่ที่จุดเดียวกัน จึงน่าเชื่อว่า กลุ่มผู้กระทำผิดน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน จำเป็นต้องเสนอขอเข้าเป็นคดีพิเศษ

ขณะที่ กระทรวงสาธารณสุขจะยกระดับ "ซูโดอีเฟดรีน"เทียบเท่า"มอร์ฟีน" โดยอยู่ระหว่างการรอ คณะกรรมการกฤษฎีกา ประกาศให้ยาแก้หวัด สูตรผสมสารซูโดอีเฟดรีน เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จากนั้นกระทรวงจะประกาศกฎกระทรวงให้มีผลบังคับใช้ โดย นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เเชื่อว่าสัปดาห์นี้น่าจะได้รับหนังสือตอบกลับมา ซึ่งประกาศนี้จะช่วยลดปัญหาการนำยาแก้หวัดปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้า เพราะต้องมีการแจ้งรายงานการผลิต สั่งซื้อ และผู้ที่ได้รับยาดังกล่าวอย่างละเอียด ซึ่งกระทรวงจะให้เวลา 30 วันกับผู้เกี่ยวข้องในการปรับตัว

ด้าน พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรกมลาไสย เตรียมเรียกตัวผู้ต้องสงสัย 10 คนที่เกี่ยวข้องกับ คดียาแก้หวัด หายไปจากโรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าให้ปากคำ รวมถึง นางสดชื่น วิโทจิตร เภสัชกรรมประจำโรงพยาบาล มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังจากที่ นางสุภคนิจ ศรีพนา อดีตเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ที่ถูกนางสดชื่นให้การว่าเป็นผู้รับซื้อยา เข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา และจากการสอบสวน ตำรวจ ระบุว่า นางสุภคนิจไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้

ส่วน นาย พสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า มีข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ว่า โรงพยาบาลนวมินทร์ และ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ย่านมีนบุรี มีการสั่งซื้อยาผิดปกติและพบพิรุธสั่งยาหลายครั้งในจำนวนและวันที่ซ้อนกัน รวมถึงจำนวนยายังไม่ตรงกับข้อมูลของ อย. และพบว่าหายไปมากกว่า 300,000 เม็ด หลังโรงพยาบาลส่งมอบเอกสารการสั่งจ่ายยาให้เจ้าหน้าแล้ว อย.จะใช้เวลา 1 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบกับบริษัทผู้ขายยาให้กับโรงพยาบาล