" id="news_tpbs_images" title="" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/news16052012/85322-imagejpeg-124193.jpg
นอกจากนี้ฟิลิปปินส์มีแผนจะจัดซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพแต่ยังไม่เปิดเผยว่าจะซื้อจากประเทศไหน ซึ่งล่าสุดเรือดำน้ำของกองทัพสหรัฐได้เทียบท่าอยู่ที่ฟิลิปปินส์
เรือดำน้ำ "ยูเอสเอส นอร์ทแคโรไลน่า" ซึ่งเป็นเรือดำน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดของสหรัฐ เทียบท่าอยู่ที่อ่าว "ซูบิค" ในจังหวัด "แซมบาเลส" ของฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ใกล้กับแนวหิน"สการ์โบโร่" ที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ที่ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว กองทัพฟิลิปปินส์ออกแถลงการณ์ว่า การเทียบท่าของเรือดำน้ำของสหรัฐในครั้งนี้เป็นการลาดตระเวนประจำสัปดาห์
ด้านนายเบนิกโน่ อาคีโน่ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ได้กล่าวถึงแผนการจัดซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพของฟิลิปปินส์ โดยกล่าวว่า อาจจะซื้อเครื่องบินลำใหม่ ที่ไม่ได้ซื้อจากสหรัฐ แต่ก็ไม่เปิดเผยว่าจะซื้อจากประเทศใด ทั้งนี้ฟิลิปปินส์เตรียมปลดระวางฝูงเครื่องบินรบรุ่นเก่า อย่าง "ที-33" และ"พี -51" ซึ่งจะทำให้กองทัพของฟิลิปปินส์ไม่มีความสามารถในการปกป้องตนเอง
และในวันนี้ (16 พ.ค.) ทางการจีนเริ่มบังคับใช้คำสั่งห้ามทำประมงในทะเลจีนใต้ โดยจะมีผลไปถึงวันที่ 1 ส.ค.นี้ ซึ่ง เกาะหวงยาน หรือ แนวหินสการ์โบโร่ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทที่จีนและฟิลิปปินส์อ้างกรรมสิทธิ์ ก็อยู่ในพื้นที่ห้ามทำประมงด้วยเช่นกัน ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวครอบคลุมถึงการห้ามเรือประมงต่างชาติด้วย
โฆษกสำนักงานประมงทะเลจีนใต้ของกระทรวงเกษตรจีน กล่าวถึงเรือประมงต่างชาติที่เข้าไปทำประมงในพื้นที่ที่ประกาศห้ามว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำลายทรัพยากรด้านการประมงของจีนอย่างชัดเจน รัฐบาลจีนมีคำสั่งให้พักการทำประมงครั้งแรกเมื่อปี 2542 วัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเล โดยคำสั่งในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเรือประมงของจีน 8,994 ลำ และส่งผลต่อวิถีชีวิตของครอบครัวชาวประมง 35,611 คน
ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนและฟิลิปปินส์ได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าห้ามไม่ให้เรือประมงของทั้ง 2 ประเทศเข้าไปยังพื้นที่พิพาท เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เนื่องจากก่อนหน้านี้เรือรบของจีนและเรือลาดตระเวนของฟิลิปปินส์เคยเผชิญกันมาแล้ว เมื่อเรือรบของจีนสกัดไม่ให้เรือลาดตระเวนของฟิลิปปินส์เข้าไปยึดเรือประมงจีนที่เข้าไปยังแนวหิน "สการ์โบโร่"
