วันที่ 1 พฤษภา วันแรงงานแห่งชาติ ได้เวียนมาถึงอีกครั้ง โดยสิ่งที่มักจะพูดถึงอยู่เป็นประจำในวันนี้ก็คือค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นการพูดผ่านเสียงสะท้อนของผู้ใช้แรงงานที่ต้องแบกรับค่าจ้างที่ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นเสียงสะท้อนจากนายจ้างบางส่วนที่มองว่าค่าจ้างขั้นต่ำนั้นเพียงพออยู่แล้ว การขึ้นค่าจ้างมีแต่จะสร้างปัญหาให้กับนายจ้าง จนแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ไหว ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เสียงสะท้อนเหล่านี้จึงดังขึ้นกว่าที่เคย

ค่าจ้างขั้นต่ำประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ที่กี่บาท ?
ตามประกาศของคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ซึ่งได้ประกาศให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา กำหนดไว้ว่า ค่าจ้างขั้นต่ำสุดอยู่ที่ 337 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 400 บาท ซึ่งในแต่ละพื้นที่ของประเทศมีอัตราการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละจังหวัด เช่น สภาพเศรษฐกิจ สังคม ขนาดอุตสาหกรรม และความจำเป็นในการใช้แรงงานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปก็จะเห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำนั้นถูกปรับขึ้นอยู่เป็นประจำ สืบเนื่องมาจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอัตราการปรับขึ้นในรอบ 20 ปีนั้นที่ผ่านมานั้น อาจสะท้อนภาพรวมบางอย่างของเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน
ปี 2548 ค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 170 บาท
ปี 2558 ค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 300 บาท
- ภาพรวม 10 ปี (2548-2558) ปรับขึ้น 76% -
ปี 2558 ค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 300 บาท
ปี 2568 ค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 400 บาท
- ภาพรวม 10 ปี (2558-2568) ปรับขึ้น 33% -

จากตัวเลขดังกล่าวอาจอนุมานได้ว่าในช่วง 10 ปีแรก (2548-2558) สภาพเศรษฐกิจน่าจะดีกว่า 10 ปีหลัง (2558-2568) ทำให้เปอร์เซ็นในการปรับขึ้นค่าจ้างจึงสูงตามไปด้วย เป็นการปรับขึ้นมาเกือบเท่าตัว แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สามารถมองได้ว่าค่าครองชีพมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าจ้างต้องปรับขึ้นตามไปด้วยเช่นเดียวกัน
เสียงสะท้อนจากผู้ใช้แรงงาน ค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต
ในช่วงวันแรงงาน เราก็มักจะเห็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานออกมาทำการประท้วงเรียกร้องให้มีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ การเรียกร้องที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำแสดงให้เห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับนั้นยังคงไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ยิ่งในสภาวะที่ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า แค่ค่าอาหารก็กินเม็ดเงินที่ได้รับในแต่ละเดือนไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว

ค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 400 บาท ทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ รายรับ 9,000 บาท/เดือน
ค่าอาหารเฉลี่ยมื้อละ 40 บาท 3 มื้อ/วัน รวมค่าอาหาร 3,600 บาท/เดือน
- ค่าอาหาร/เดือน ใช้เงินเดือนไปแล้วเกือบ 40% -
เห็นตัวเลขแล้วก็น่าจะคิดเห็นตรงกันว่าจำนวนเงินที่เหลือจะเพียงพอต่อการใช้จ่ายได้อย่างไร ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายจิปาทะ รวมไปถึงเงินที่ต้องส่งกลับไปช่วยเหลือทางบ้าน ไม่มีทางที่จะเพียงพอได้เลย เงินเก็บยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะแค่การใช้ชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละเดือนยังเป็นเรื่องยาก สุดท้ายก็ไปจบลงทีการกู้หนี้ยืมสิน ทำให้ไม่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้
เสียงสะท้อนจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ค่าจ้างขั้นต่ำที่แบกรับไม่ไหว
“การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบางธุรกิจอยู่ไม่ได้” ประโยคนี้น่าจะเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง ยิ่งในเวลาที่จะมีการประกาศขึ้นค่าแรง เหล่านายจ้างเจ้าของธุรกิจที่ไม่เห็นด้วยก็จะออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อฉายภาพให้เห็นว่าการปรับขึ้นค่าแรงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เหมือนเป็นการโยนภาระมาที่นายจ้างให้แบกรับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น สร้างปัญหาให้มีมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจ

- สายป่านสั้น เจ้าของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักมีเงินทุนหมุนเวียนน้อยกว่าเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้มีความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้จำกัด หากค่าแรงเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง และอาจไม่สามารถแบกรับภาระได้ในระยะยาว
- กำไรต่อหน่วยต่ำ สินค้าจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีกำไรต่อหน่วยของสินค้าหรือบริการไม่สูงมากนัก การปรับขึ้นค่าแรงเพียงเล็กน้อยจึงอาจส่งผลกระทบต่อกำไรโดยรวมเป็นอย่างมาก
- อำนาจในการต่อรองน้อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์และลูกค้าที่น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้อื่นได้ง่ายนัก รวมไปถึงคอนเนกชันและประสบการณ์ในการทำธุรกิจก็ยังมีไม่มากพอ เกิดสถานการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังเอาได้ง่าย ๆ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุกรายอยู่ไม่ได้ ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ มีการบริหารจัดการที่ดี จะต้องมีความสามารถในการปรับตัวรับมือกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือหรือเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เช่น การลดหย่อนภาษี การให้เงินอุดหนุน เพื่อผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ค่าจ้างไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายที่แบกรับไม่ไหว รัฐบาลจะช่วยได้อย่างไรบ้าง
ถ้ายังจำกันได้ก่อนที่เราจะได้รัฐบาลชุดนี้มาทำการบริหารประเภท ค่าจ้างคือหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่มักจะถูกหยิบยกมาทำการหาเสียง พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลได้เคยบอกไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงว่า ผู้ใช้แรงงานจะต้องไปได้รับค่าแรงที่สูงขึ้นและเหมาะสม ต้องมีการกำหนดค่าแรงที่สะท้อนกับสภาพความเป็นอยู่ ค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงมีการปรับสูตรการปรับค่าแรง และอัพสกิลเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถ เพิ่มแต้มต่อในการจัดจ้างงานให้กับตนเอง ซึ่งจะเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาค่าแรงได้ในระยะยาว มากกว่าการปรับขึ้นค่าแรงแบบทันทีทันใด

น่าจับตาเหลือเกินว่าหลังจากนี้นโยบายที่ถูกพูดเอาไว้จะถูกนำออกมาทำให่เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างไร เพราะถ้าสิ่งที่พูดสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง ปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำที่มีมาในทุกยุคทุกสมัยอาจจะพอบรรเทาลงได้บ้างไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ทางฝั่งรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องบริหารประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้ค่าแรงกับค่าครองชีพมีความสอดคล้องกัน ไม่ต่ำหรือสูงจนเกินไป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
อ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับ 'ค่าจ้างขั้นต่ำ' จากเครือ Thai PBS
- ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ กระตุ้นเศรษฐกิจ (ไม่) สะเทือน ผู้ประกอบการ ?
- นายจ้าง มองมุมต่าง ปรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 กระทบต้นทุนธุรกิจ
- ค่าแรงขั้นต่ำ จังหวัดไหน อาชีพใด ได้ค่าแรงเท่าไรบ้าง
ติดตามบทความและเรื่องราวทันทุกกระแสที่ Thai PBS NOW









