PDPA กับ “6 ข้อยกเว้น” ข้อมูลส่วนบุคคลแบบไหน ใช้ได้ทันที ไม่ต้องขอความยินยอม


Media Literacy

Thai PBS Digital Media

Thai PBS
แชร์

PDPA กับ “6 ข้อยกเว้น” ข้อมูลส่วนบุคคลแบบไหน ใช้ได้ทันที ไม่ต้องขอความยินยอม

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3028

PDPA กับ “6 ข้อยกเว้น”  ข้อมูลส่วนบุคคลแบบไหน ใช้ได้ทันที  ไม่ต้องขอความยินยอม
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

ในปัจจุบัน  AI เทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทแทบจะทุกการเคลื่อนไหวของเรา ทั้งการค้นหาข้อมูล การเปิดฟังเพลงบนแอปฯ สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่การแสกนหน้าเข้าที่ทำงาน ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ กฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อควบคุมการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความสับสนเกี่ยวกับตัวกฎหมายฉบับนี้โดยเฉพาะ การขอความยินยอม (Consent) ในการ “เก็บข้อมูลส่วนบุคคล” ว่ากรณีไหนบ้างที่องค์กรหรือหน่วยงานต้องร้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล กรณีไหนบ้างที่หน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอ และหากเจ้าของข้อมูลพบว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของตนเองรั่วไหล พวกเขามีสิทธิ์ได้รับการเยียวยาหรือไม่ ? ในฐานะ “เจ้าของข้อมูล” ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

Thai PBS  ชวนคุณมาทำความรู้จักกับกฎหมาย PDPA ให้มากขึ้น โดยเรียบเรียงข้อมูลจากงานสัมมนา “Surviving PDPA in an AI-First World” โดยอาจารย์ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.), เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) และคุณภูสิทธิ์ ชีวกนิษฐ์ Head of Cybersecurity Advisory จากบริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) 

PDPA คืออะไร ?

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ Personal Data protection Act (PDPA)  ของประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ในยุคดิจิทัล

หลักการทำงานของกฎหมาย PDPA คือการให้สิทธิ์กับ “เจ้าของข้อมูล” ในการควบคุมข้อมูลของตนเอง และสามารถดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรได้ หากถูกนำ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ไปใช้โดยมิชอบ

กฎหมาย PDPA ถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการในสังคม หลังประกาศบังคับใช้กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

แต่สิ่งที่ใครหลายคน อาจจะยังไม่รู้ก็คือ กฎหมาย PDPA ของประเทศไทย ไม่ได้ถูกร่างขึ้นมาเอง แต่ถอดแบบมาจาก ข้อบังคับว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล หรือ General Data Protection Regulation (GDPR) ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป เพียงแต่นำมาปรับให้เข้ากับ ‘บริบท’ ไทยมากยิ่งขึ้น

“ข้อมูลส่วนบุคคล” แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ?

กฎหมาย PDPA แบ่งประเภทของข้อมูลส่วนบุคคล ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป (Personal Data) และข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว (Sensitive Personal Data)

โดยข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป (Personal Data) หมายถึง ข้อมูลใด ๆ ที่สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ (ระบุไปถึงเจ้าของข้อมูล) ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ไม่รวมข้อมูลของผู้ที่เสียชีวิตแล้ว หรือข้อมูลของนิติบุคคล เช่น บริษัท, มูลนิธิ, สมาคม หรือองค์กร

ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม ต้องได้รับการคุ้มครอง

ข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม ต้องได้รับการคุ้มครอง

ตัวอย่าง "ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป" (Personal Data) มีอะไรบ้าง ?

  • ชื่อ-นามสกุล หรือชื่อเล่น
  • เลขประจำตัวประชาชน
  • เลขหนังสือเดินทาง
  • เลขบัตรประกันสังคม, , เลขประจำตัวผู้เสียภาษี, เลขบัญชีธนาคาร, เลขบัตรเครดิต 
  • ที่อยู่
  • อีเมล 
  • เบอร์โทรศัพท์
  • IP address, MAC address, Cookie ID
  • ทะเบียนรถยนต์, เลขใบอนุญาตขับขี่
  • โฉนดที่ดิน
  • วันเกิดหรือสถานที่เกิด
  • น้ำหนักหรือส่วนสูง 
  • ข้อมูลการแพทย์, ข้อมูลการศึกษา, ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลการจ้างงาน เป็นต้น

ในขณะที่ ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว (Sensitive Personal Data) หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่มีความละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อ ‘เลือกปฏิบัติ’ อย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ตัวอย่าง "ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว" มีอะไรบ้าง ? 

  • เชื้อชาติ
  • เผ่าพันธุ์
  • ความคิดเห็นทางการเมือง
  • ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา
  • พฤติกรรมทางเพศ
  • ประวัติอาชญากรรม
  • ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลสุขภาพจิต
  • ข้อมูลสหภาพแรงงาน
  • ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลชีวภาพ
  • ข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric) เช่น รูปภาพใบหน้า, ลายนิ้วมือ, ฟิล์มเอกซเรย์, ข้อมูลสแกนม่านตา, ข้อมูลอัตลักษณ์เสียง, ข้อมูลพันธุกรรม
  • ข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูล ตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ไม่ใช่ว่าใครอยากจะหยิบไปใช้ ก็ใช้ได้เลย เราในฐานะเจ้าของข้อมูล มีสิทธิที่จะให้ความยินยอม (Consent) หรือไม่ก็ได้ ตามมาตรา 19 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุไว้ว่า

“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลไม่ได้ หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือในขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้กระทำได้”

จะเห็นได้ว่า การให้ความยินยอม (Consent) เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่คำถามที่สำคัญกว่าก็คือ แล้วกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นตัวเป็นตน เหมือนบุคคล, ห้างร้าน, หน่วยงาน หรือองค์กร เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ทุกความยินยอมของเรา AI สามารถรับรู้ได้จริง ๆ  ? - และไม่ถูก AI นำข้อมูลไปใช้โดยปราศจากความยินยอม

ความสำคัญของกฎหมาย PDPA ในสังคมอุดม AI

อาจารย์ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) - หนึ่งในผู้ร่วมบรรยาย งานสัมมนา “Surviving PDPA in an AI-First World” ได้อธิบายไว้ว่า

“หลักการทำงานของ AI กับกฎหมาย PDPA มันขัดแย้งหรือตรงข้ามกัน หลักการของ PDPA คือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลให้น้อยที่สุด หรือใช้เท่าที่จำเป็น ในขณะที่ AI ต้องเก็บข้อมูลส่วนบุคคลให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงที่สุด” อาจารย์ไพบูลย์อธิบายให้ฟังสั้น ๆ

หากย้อนกลับมามองในบริบทโลกยุคปัจจุบัน ทุกการเคลื่อนไหวของเราล้วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเส้นทางบน Google Map การฟังเพลงบนแอปฯ สตรีมมิ่ง หรือแม้แต่การแสกนหน้าเข้าที่ทำงาน - ซึ่งเป็นการใช้ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของเรา

AI ใช้ตำแหน่งที่เราอยู่ในปัจจุบัน เพื่อคำนวณระยะทางและระยะเวลา ที่เราจะไปถึงที่หมาย, AI จัดเพลย์ลิสต์เพลงใหม่ ๆ ที่เราน่าจะสนใจ จากประเภทเพลงที่เราเลือกฟัง และ AI ยังบันทึกเวลาเข้างานของเรา จากข้อมูลทางกายภาพ เช่น ใบหน้า ดวงตา หรือลายนิ้วมือ ทุกครั้งที่แสกน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ กฎหมาย PDPA เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการกำกับดูแลองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้ AI เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเรา แถมยังให้สิทธิ์เราในฐานะเจ้าของข้อมูล เพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ หากข้อมูลรั่วไหล

เก็บข้อมูลส่วนบุคคลแบบไหน ผิดกฎหมาย PDPA ?

อาจารย์ไพบูลย์ได้ยกตัวอย่างของการเก็บข้อมูลที่ผิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ซึ่งมักพบบ่อย) พร้อมเตือนเจ้าของข้อมูลอย่างเรา ๆ ว่า หากพบการกระทำผิดดังกล่าวสามารถแจ้งทาง สคศ. เพื่อจะได้ส่งคำแจ้งเตือนในการแก้ไขหรือปรับโทษต่อไป

  1. “การบังคับยินยอมรับข้อมูลการตลาดและแชร์ข้อมูลข้ามเครือ”

ห้างสรรพสินค้าหรือบริษัทโทรศัพท์หลาย ๆ แห่ง มักมีข้อกำหนดให้ลูกค้าต้อง "ยอมรับ" การรับข้อมูลข่าวสารหรือการตลาด หรือการแชร์ข้อมูลลูกค้าทั้งเครือบริษัท โดยไม่มีทางเลือกในการปฏิเสธ หรือมีตัวเลือกที่ซับซ้อน - อาจารย์ไพบูลย์ชี้ว่า การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการบังคับความยินยอม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถ้าหากมีการ "แชร์ต่อทั้งเครือ" โดยไม่มีขอบเขต และไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลที่แท้จริง ก็ถือว่าผิดกฎหมายเข้าไปอีก

  • “การรูดบัตรประชาชนโดยไม่จำเป็น”

สถานบันเทิงหรือหน่วยงานบางแห่งใช้เครื่องรูดบัตรประชาชนเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอย่างละเอียด เช่น ข้อมูลทะเบียนสมรส โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล นี่คือการละเมิดข้อมูลที่ร้ายแรงและเป็นบ่อเกิดของปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์ในปัจจุบัน เพราะข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไปเกินกว่าที่จำเป็น

นอกจากนี้ อาจารย์ไพบูลย์ยังกล่าวว่า “การแสกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า” ของพนักงาน (โดยใช้ฐานความยินยอม) เป็นอันดับหนึ่งของท็อปลิสต์ ข้อมูลส่วนบุคคลที่มักถูกเข้าใจผิดว่าต้องการความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูล แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ต่อให้พนักงานจะเพิกถอนความยินยอมภายหลัง ก็สามารถใช้ "ฐานการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน" หรือ "ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย" (เพื่อรักษาความปลอดภัย) เพื่อเก็บข้อมูลแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องขอความยินยอม

5 ฐานกฎหมาย 6 ข้อยกเว้น : ข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้าง ที่ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอม ?

อาจารย์ไพบูลย์เล่าว่า กฎหมาย PDPA ได้กำหนด "5 ฐานทางกฎหมาย" ที่อนุญาตให้องค์กร หรือใครก็ตามที่เก็บข้อมูลของเรา สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลได้โดยไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล โดยทั้ง 5 ฐานมีดังนี้

ฐานที่ 1 : ฐานแห่งการทำสัญญา 

เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ได้ทำการตกลงทำสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ กับกับองค์กร หน่วยงานหรือบุคคลทั่วไป ข้อมูลส่วนตัวของเราจะถูกนำไปใช้ เพื่อทำตามสัญญานั้นได้ทันที

ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ เจ้าของข้อมูลซึ่งเป็นผู้ซื้อ ต้องให้ชื่อ ที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์ กับตัวร้านค้า เพื่อให้ร้านค้าสามารถจัดส่งสินค้าได้, การสมัครเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานหรือองค์กร ซึ่งบริษัทสามารถเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชนหรือฐานเงินเดือนของเจ้าของข้อมูล เพื่อทำเรื่องจ่ายเงินเดือนและจัดสวัสดิการให้ได้

ไม่เว้นแม้กระทั่ง ในวงการสื่อมวลชน การเชิญแหล่งข่าวมาออกรายการทีวี เมื่อแหล่งข่าว ซึ่งถือเป็นเจ้าของข้อมูล ได้รับค่าตัวจากการไปออกรายการแล้ว แสดงว่าข้อมูลที่ปรากฏในรายการสามารถถูกนำไปใช้ได้ทันที เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ตกลงกันแหล่งข่าวจะมาบอกให้ลบเทปในภายหลังไม่ได้

ฐานที่ 2 : ฐานแห่งการช่วยชีวิตเจ้าของข้อมูล 

เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูล เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไปใช้ได้ทันที

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจ้าของข้อมูลหมดสติ และถูกนำส่งตัวไปที่โรงพยาบาล แพทย์สามารถใช้ข้อมูลสุขภาพของเจ้าของข้อมูล นำมาประกอบการรักษา เพื่อช่วยชีวิตได้ทันที โดยไม่ต้องรอขออนุญาตจากเจ้าตัวหรือญาติก่อน

หรือการทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ข้อมูลสุขภาพของพนักงานอาจถูกตรวจสอบ เพื่อป้องกันโรคระบาด หรือเพื่อความปลอดภัยตามกฎหมายแรงงานได้

ฐานที่ 3 : เพื่อผลประโยชน์ที่ถูกต้องและสมเหตุสมผล โดยชอบด้วยกฎหมาย

องค์กร, หน่วยงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เพื่อประโยชน์อันชอบธรรมขององค์กรหรือบุคคลอื่น โดยไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลมากเกินไป

ตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อย คือการที่อาคาร, ห้างสรรพสินค้า หรือถนนบางสาย ติดกล้องวงจรปิด (CCTV) บันทึกภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยไม่ต้องขออนุญาตจากทุกคนที่เดินผ่าน แต่ต้องติดป้ายบอกว่า "มีกล้องวงจรปิด” หรือการที่บริษัทอาจเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานระบบของพนักงานเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล เป็นต้น 

ฐานที่ 4 : เพื่อธำรงหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด

ข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล สามารถถูกนำไปใช้ได้ หากมีกฎหมายบังคับให้ต้องทำ เช่น การที่บริษัทหรือองค์กร ต้องส่งข้อมูลเงินเดือนของลูกจ้าง ให้กรมสรรพากรตรวจสอบตามกฎหมาย หรือการส่งหมายศาลไปหาเจ้าของข้อมูลตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อดำเนินคดี

ฐานที่ 5 : เพื่อประโยชน์ส่วนรวม, ประโยชน์สาธารณะ หรือการใช้อำนาจรัฐ

หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลของเจ้าของข้อมูลเพื่อดำเนินภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้ เช่น การที่สำนักงานเขตเก็บข้อมูลเพื่อทำบัตรประชาชน หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนบางส่วน เพื่อลงทะเบียนโครงการรัฐ

ซึ่งทั้ง 5 ฐานกฎหมายที่กล่าวไปข้างต้น มีความสอดคล้องกับกับมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้ระบุไว้ว่า กฎหมายนี้ไม่ใช้บังคับแก่ (หรือยกเว้นในกรณี ดังนี้)

  1. การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรมในครอบครัวของบุคคลนั้นเท่านั้น
  2. การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ ซึ่งรวมถึง ความมั่นคงทางการคลังของรัฐ หรือการรักษาความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งหน้าที่เกี่ยวกับ การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นิติวิทยาศาสตร์ หรือการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
  3. บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะ เพื่อกิจการสื่อมวลชน งานศิลปกรรม หรืองานวรรณกรรมอันเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ หรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น
  4. สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา รวมถึงคณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งโดยสภาดังกล่าว ซึ่งเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา หรือคณะกรรมาธิการ แล้วแต่กรณี
  5. การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
  6. การดำเนินการกับข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตและสมาชิกตามกฎหมายว่าด้วย การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

6 ข้อยกเว้น ข้อมูลส่วนบุคคล ที่หน่วยงานหรือบุคคลใดๆ สามารถใช้งานได้เลย ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอม

6 ข้อยกเว้น ข้อมูลส่วนบุคคล ที่หน่วยงานหรือบุคคลใดๆ สามารถใช้งานได้เลย ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอม

เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์อะไรบ้าง ?

อาจารย์ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กล่าวว่าเป้าหมายของ PDPA ไม่ได้มีไว้เพื่อปรับบริษัท แต่เพื่อคุ้มครองประชาชน ในฐานะ “เจ้าของข้อมูล” ให้ได้รับความเป็นธรรม หากข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างเรารั่วไหล เรามีสิทธิ์ที่จะ

  • มีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าข้อมูลหลุดจากที่ไหน

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์สอบถามบริษัทที่โทรมาหาว่า "เอาข้อมูลของฉันมาจากไหน?" หากตอบไม่ได้ หรือตอบไม่ชัดเจน บริษัทนั้นมีโอกาสถูกปรับ

  • มีสิทธิ์ขอแก้ไขหรือลบข้อมูล

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะขอแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง หรือขอให้ลบข้อมูลของตัวเองออกจากระบบได้ (แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขตาม 5 ฐานทางกฎหมายข้างต้น)

  • มีสิทธิ์ได้รับการเยียวยา

หากข้อมูลของเจ้าของข้อมูลรั่วไหล และทำให้เกิดความเสียหาย บริษัทมีหน้าที่ต้อง "เยียวยา" เจ้าของข้อมูลอย่างเหมาะสม และ สคส. ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หากบริษัทแสดงความพยายามในการเยียวยา ก็อาจได้รับการลดโทษ

เมื่อหนีจาก AI ไม่ได้ ก็ต้อง ‘ใช้’ ให้เป็น

เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ UIH พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของมนุษย์ โดยเน้นย้ำว่า “AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กร แต่ยังนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) ที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ” องค์กรจึงต้องปรับแนวทางการคุ้มครองข้อมูลให้สอดรับกับการใช้งาน AI ตั้งแต่ระดับกลยุทธ์ไปจนถึงการปฏิบัติจริง

เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ UIH พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของมนุษย์

เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ UIH พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ในยุคที่ AI กลายเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของมนุษย์


 


ข้อมูลอ้างอิง
- สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

PDPAกฎหมาย PDPAคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลข้อมูลส่วนบุคคลขโมยข้อมูลส่วนตัวความปลอดภัยข้อมูลความปลอดภัยทางไซเบอร์

ผู้เขียน: Thai PBS Digital Media

บทความ NOW แนะนำ