ในการปกครองรูปแบบ ‘ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน’ (Representative Democracy) ที่ประเทศไทยใช้อยู่นั้น มักมีกระแสรณรงค์นโยบายจากพรรคการเมืองมาเสนอให้กับประชาชนมากมายในช่วงเวลาการหาเสียงเลือกตั้ง ก่อนที่นโยบายนั้นจะถูกกลืนหายไปหลังฉากหลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ โดยประชาชนแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมทางเมืองในการร่วมตัดสินใจประเด็นทิศทางการบริหารประเทศจนกว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะมาถึงอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของประชาธิปไตยแบบตัวแทน
แต่ทว่าจะดีกว่าไหม ถ้าประชาชนทั่วไปจะสามารถมีสิทธิมีเสียงในกระบวนการตัดสินใจยิบย่อยของรัฐบาลที่เราสนใจได้บ่อยยิ่งขึ้นผ่านแนวคิดที่เรียกว่า Digital Democracy หรือ ประชาธิปไตยดิจิทัล เพราะในปัจจุบันนี้โลกของเรามีเทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อมูลไปมาหาสู่กันได้อย่างเรียลไทม์อย่างอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ในขณะที่ระบอบประชาธิปไตยของไทยยังคงใช้วิธีการแบบเดิมตลอดมาตั้งการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475

โดยแนวคิดประชาธิปไตยดิจิทัลนั้นยืนอยู่บนหลักการที่สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อลดช่องว่างระหว่างพลเมืองกับรัฐบาล ตั้งแต่การเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ การจัดทำประชามติอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่การลงคะแนนเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยให้การเข้าถึงกระบวนการทางการเมืองสะดวก รวดเร็ว และเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งกว่าการที่จะต้องมารอการเลือกตั้งใหญ่
นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมที่กล่าวไปแล้ว หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทำงานของรัฐบาล เช่นการเผยแพร่งบประมาณรายรับรายจ่าย การเปิดเผยบันทึกการประชุม หรือข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสามารถช่วยลดโอกาสในการทุจริตจากการที่ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องรัฐบาล ควบคู่ขนานไปกับองค์กรอิสระ

แต่สิ่งที่สำคัญจริง ๆ และประเทศไทยได้เริ่มมีการทำขึ้นมาแล้วก็คือ ระบบติดตามนโยบายของรัฐบาล ‘Policy Watch’ ของ Thai PBS เพื่อที่จะให้ประชาชนทราบได้ตลอดเวลาว่านโยบายต่าง ๆ อยู่ในกระบวนการไหนแล้ว เป็นการช่วยเปลี่ยนหน้าที่ของพลเมืองจากการรอรับนโยบายเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ติดตามและประเมินผลงานของรัฐบาลไปในตัว ซึ่งจะนำไปการมีส่วนร่วมในการจัดทำงบประมาณ (Participatory Budgeting)
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในหลายเมืองทั่วโลก เช่น กรุงมาดริด ประเทศสเปนที่รัฐบาลท้องถิ่นแบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งมาให้ประชาชนลงคะแนนเลือกโครงการพัฒนาชุมชนด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสวนสาธารณะ การเพิ่มเลนจักรยาน หรือการติดตั้งไฟส่องสว่างในซอยเปลี่ยว ซึ่งกระบวนการนี้ช่วยให้งบประมาณถูกใช้ไปกับสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของพลเมืองในพื้นที่นั้น ๆ จริง ๆ โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการประยุกต์ใช้แนวคิดประชาธิปไตยดิจิทัล คือประเทศเอสโตเนีย ประเทศเล็ก ๆ ทางตอนเหนือของยุโรปติดกับชายแดนประเทศรัสเซียได้ริเริ่มระบบ i-voting หรือการลงคะแนนเสียงออนไลน์เป็นชาติแรกของโลกเพื่อความสะดวกสบายต่อผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปยังเขตเลือกตั้ง ซึ่งในช่วงแรกประชาชนก็ไม่ได้ไว้ใจความปลอดภัยเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลในระบบการลงคะแนนผ่านอินเทอร์เน็ตเท่าใดนัก จึงมีประชาชนเพียง 2% เท่านั้นที่ใช้ระบบ i-voting
แต่ในที่สุดกาลเวลาก็ได้พิสูจน์ว่าระบบนี้สามารถไว้วางใจได้ โดยในปี 2023 ได้มีประชาชนชาวเอสโตเนียลงคะแนนเสียงออนไลน์มากถึง 53% นับเป็นสัดส่วนการลงคะแนนเสียงออนไลน์ที่สูงที่สุดในโลก ทั้งต่อมาในปี 2016 รัฐบาลเอสโตเนียก็ยังได้ออกเว็บไซต์ Rahvaalgatus.ee ให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องเข้าสู่รัฐสภาได้โดยตรง หากมีผู้ลงนามสนับสนุนคำร้องครบ 1,000 คนอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยดิจิทัลอย่างเต็มที่นั้นก็จะต้องก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลให้ได้เสียก่อน เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะเข้าถึงสมาร์ตโฟนหรืออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้เท่ากัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งหากเราไม่วางแผนให้ดี เทคโนโลยีอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลังได้
ประการต่อมาคือเรื่องความเชื่อมั่นและความปลอดภัย ในยุคที่มิจฉาชีพออนไลน์หรือสแกมเมอร์ระบาดหนัก รัฐบาลจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าระบบการลงคะแนนหรือการเก็บข้อมูลนั้นมีความปลอดภัยขั้นสูงสุดและโปร่งใสพอที่จะไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจใด ๆ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง
สุดท้ายแล้วแม้แนวคิดประชาธิปไตยดิจิทัลอาจไม่ใช่แนวคิดที่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย ๆ แนวคิดนี้ก็มีศักยภาพที่จะช่วยให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยสามารถปรับตัวให้ทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ ผ่านความร่วมมือของประชาชนในประเทศที่ร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยไปพร้อมกัน
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : theatlantic, theactive.thaipbs, estonianworld, medium
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




















