ครั้งแรกของโลก! ใช้ AI สร้างจีโนมและผลิตไวรัส ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไลได้จริง


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

Thai PBS
แชร์

ครั้งแรกของโลก! ใช้ AI สร้างจีโนมและผลิตไวรัส ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไลได้จริง

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4292

ครั้งแรกของโลก! ใช้ AI สร้างจีโนมและผลิตไวรัส ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีโคไลได้จริง
บริการเสริมจาก Thai PBS AI
ช่วยสรุปให้

เทคโนโลยีก้าวหน้า ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับมนุษยชาติ! การศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร Science เผยว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างจีโนมและผลิตไวรัสที่ใช้งานได้จริง ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย “อีโคไล” ได้ โดยงานวิจัยนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรตามมาอ่านกันได้เลย

เชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) หรือที่มักเรียกแบบย่อว่า “อีโคไล” นั้นเป็นแบคทีเรียที่พบได้เป็นปกติในลำไส้ของคนและสัตว์บางชนิด โดยปกติจะไม่ก่อโรค และยังมีประโยชน์บางอย่างต่อร่างกายด้วย แต่ก็มีบางกรณีที่เชื้ออีโคไลสามารถก่อโรคได้ โดยโรคที่พบบ่อยในมนุษย์ ได้แก่ โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะและโรคท้องเดิน สำหรับโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะมักพบในผู้หญิง โดยได้รับเชื้ออีโคไลจากทางเดินอาหารที่ปนเปื้อนอยู่บริเวณปากท่อปัสสาวะ

ข้อมูลจาก Springer Nature Link เผยว่า อัตราการเกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. coli) ในกระแสเลือดทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 48 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โดยอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันอยู่ที่ประมาณ 9.6 - 12% และมักพบความรุนแรงหรืออัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นอย่างมากในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ด้วยความที่เทคโนโลยีอย่าง AI มีความก้าวล้ำในปัจจุบันเป็นอย่างมาก จุดประกายให้ทีมวิจัยโดย Dr. Brian L. Hie ผู้เขียนวิจัยหลัก ซึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเคมีและหัวหน้าห้องปฏิบัติการออกแบบเชิงวิวัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้นำ ChatGPT มาใช้ในการเขียนรหัสพันธุกรรมใหม่ทั้งหมด และใช้สร้างไวรัสที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานโดยเฉพาะ

โดยไวรัสดังกล่าวก็คือ “แบคทีริโอเฟจ” (bacteriophages) หรือที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เรียกว่า “ฟาจ” ซึ่งติดเชื้อเฉพาะแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถติดเชื้อในมนุษย์หรือสัตว์ชนิดอื่นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีศักยภาพที่จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างมาก

 

ครั้งแรก! ออกแบบจีโนม-สร้างข้อมูลโดย Generative AI

ทีมวิจัยได้ใช้โมเดล AI ที่พัฒนารูปแบบชื่อว่า Evo1 และ Evo2 (ในปี 2025) ซึ่งเป็นแบบจำลองดีเอ็นเอรุ่นที่สอง (คล้าย ๆ LLM) หลายคนอาจเคยใช้ ChatGPT หรือเครื่องมือ AI สร้างข้อความอื่น ๆ โดยบอตเหล่านี้สามารถสร้างข้อความที่ฟังดูใกล้เคียงกับภาษาของมนุษย์ได้ เพราะแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลข้อความจำนวนมหาศาล ซึ่งแบบจำลองดีเอ็นเอก็ทำงานบนหลักการที่คล้ายกัน แต่ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลทางพันธุกรรม ดังนั้น แทนที่จะแสดงคำตอบของคำถาม มันจะสร้างลำดับดีเอ็นเอออกมา

ทั้งนี้ ไวรัสแบคทีริโอเฟจที่ทีมวิจัยใช้เป็นแม่แบบ คือ ΦX174 มีจีโนมประกอบด้วยเบสคู่เพียงเล็กน้อยกว่า 5,000 คู่ ในขณะที่จีโนมของมนุษย์แต่ละคนมีมากกว่า 3 พันล้านคู่ ที่สำคัญ จีโนมทั้งหมดของไวรัสแบคทีริโอเฟจนั้นสั้นกว่ายีนบางตัวของมนุษย์เสียอีก โดยเรื่องนี้มีความสำคัญ เนื่องจากการสังเคราะห์ DNA มีต้นทุนค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ฟาจยังง่ายต่อการจัดการในห้องปฏิบัติการ

โครงสร้างจำลองของแบคทีริโอเฟจ ΦX174 ภาพจาก Fdardel, Wikimedia Commons

โครงสร้างจำลองของแบคทีริโอเฟจ ΦX174 ภาพจาก Fdardel, Wikimedia Commons

โครงสร้างจำลองของแบคทีริโอเฟจ ΦX174 ภาพจาก Fdardel, Wikimedia Commons

ใช้ AI สร้างไวรัสอย่างไร?

ทีมวิจัยใช้โมเดล AI สร้างจีโนมของไวรัสแบคทีริโอเฟจขึ้นมา แล้วทดสอบว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และลำดับจีโนมที่ได้นั้นเป็นลำดับที่ใช้ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากทีมวิจัยมีความกังวลในเรื่อง AI หลอน

Dr. Brian เผยว่า แบบจำลองที่ AI สร้างขึ้นมามีความหลอนแน่นอน แต่ทีมวิจัยได้พัฒนาตัวกรองเพื่อคัดกรองลำดับที่ไม่สามารถใช้งานได้ออกไป ซึ่งยังเหลือข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอที่จะดำเนินการทดลองในขั้นตอนต่อไปได้

การทำให้ดีเอ็นเอให้กลายเป็นฟาจที่ทำงานได้จริง ต้องมีการสังเคราะห์โมเลกุลดีเอ็นเอขึ้นมาก่อน จากนั้นทำการทดลองเพื่อเปลี่ยนสายดีเอ็นเอเชิงเส้นให้เป็นชิ้นส่วนวงกลมที่เรียกว่า “พลาสมิด” ซึ่งเป็นมิตรกับแบคทีเรียมากกว่า

สิ่งนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากขั้นตอนต่อไปในกระบวนการคือ การรวมพลาสมิดเข้ากับ แบคทีเรียอีโคไลจำนวนมาก การให้ความร้อนแก่แบคทีเรียจะทำให้ดีเอ็นเอแพร่กระจายเข้าไปในเซลล์ของพวกมัน แล้วเริ่มทำงานและเปลี่ยนดีเอ็นเอให้กลายเป็นโปรตีนได้

ในเคสนี้ ชีววิทยาจะเข้ามามีบทบาท หากจีโนมของไวรัสแบคทีริโอเฟจที่แบบจำลอง AI สร้างขึ้นนั้นถูกต้อง โปรตีนจะเริ่มประกอบตัวเองเป็นไวรัสแบคทีริโอเฟจ ทีมวิจัยจะรู้ว่าได้ผลเมื่อ ไวรัสแบคทีริโอเฟจนั้นไปฆ่าแบคทีเรียที่กำลังทำงานทั้งหมด วิธีนี้อาจโหดร้ายแต่ก็ชาญฉลาด

การศึกษาครั้งนี้ ทีมวิจัยรายงานการสร้างฟาจที่มีชีวิตได้ 16 ชนิด ซึ่งหลายชนิดพบว่ามีประสิทธิภาพในการฆ่าแบคทีเรียได้ดีกว่า ΦX174 ต้นแบบที่ใช้เป็นแบบจำลอง

การใช้ประโยชน์จาก AI และการควบคุมที่ AI อนุญาตให้มีต่อการออกแบบทางชีวภาพ อาจหมายความว่าในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จะสามารถผลิตฟาจ “ตามสั่ง” สำหรับการแพทย์เฉพาะบุคคล และสายพันธุ์ฟาจที่หลากหลายซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าให้ผลการรักษาที่ดีกว่าได้

ทำไม? ควรใช้ AI ช่วยหาวิธีฆ่าไวรัส

เหตุที่นักวิทยาศาสตร์ควรใช้ AI เพื่อหาวิธีต่อสู้กับไวรัสก็เพราะ แบบจำลองคอมพิวเตอร์ประมวลผลข้อมูลทางพันธุกรรมจำนวนมหาศาลและจำลองปฏิสัมพันธ์ระดับโมเลกุล ด้วยความเร็วของ AI ทำให้เวลาในการค้นพบวิธีการรักษาลดลงจากหลายปีเหลือเพียงไม่กี่วัน AI สามารถทำนายโครงสร้างโปรตีน ทดสอบสารประกอบยาเสมือนจริงหลายพันล้านรายการ และออกแบบมาตรการตอบโต้ที่แม่นยำต่อสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง

5 ข้อดีใช้ AI ช่วยหาวิธีฆ่าไวรัส

- การคัดกรองเสมือนจริง: ทดสอบการผสมผสานโมเลกุลหลายพันล้านแบบทางดิจิทัล แทนที่จะผสมโมเลกุลเหล่านั้นอย่างช้า ๆ ในห้องปฏิบัติการจริง

- กระบวนการเร่งด่วน: ระบุยาที่มีอยู่แล้วซึ่งปลอดภัยและสามารถนำมาใช้ใหม่ เพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสชนิดใหม่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ แทนที่จะใช้เวลาหลายสิบปี

- การทำแผนที่โครงสร้าง: ไขปริศนาเกี่ยวกับรูปร่างโปรตีนของไวรัสที่ซับซ้อนได้ทันที เผยให้เห็นจุดอ่อนสำหรับการพัฒนายาที่ตรงเป้าหมาย

- การติดตามการกลายพันธุ์: ทำนายว่าไวรัสจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรต่อไป เพื่อให้การรักษาได้ผลดีกับสายพันธุ์ใหม่ ๆ

- การออกแบบตามสั่ง: สร้างโมเลกุลหรือแบคทีริโอเฟจสังเคราะห์ที่ปรับแต่งมา เพื่อโจมตีเชื้อโรคจำเพาะโดยไม่ทำลายเซลล์มนุษย์ที่แข็งแรง

แม้ AI จะมีข้อดี แต่โลกยังไม่พร้อมรับมือกับไวรัสที่เกิดจาก AI

แม้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่แบบจำลอง AI เชิงสร้างสรรค์ เช่น Evo จะสามารถออกแบบไวรัสที่ใช้งานได้จริงและไม่ติดเชื้อในมนุษย์ได้สำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางชีวภาพชั้นนำเตือนว่า แม้การออกแบบทางชีวภาพแบบดิจิทัลจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังขาดการกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกที่ครอบคลุมเพื่อชี้นำกระบวนการนี้

ความเป็นจริงและความสามารถในปัจจุบัน

- ความสำเร็จขั้นแรก: ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้ในการเขียนจีโนมไวรัสที่สมบูรณ์และใช้งานได้ (แบคทีริโอเฟจที่โจมตีแบคทีเรีย เช่น อีโคไล)

- อัตราความสำเร็จเริ่มต้นต่ำ: การสร้างการออกแบบที่ใช้งานได้จริงยังคงต้องอาศัยการลองผิดลองถูกและการทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด (เช่น มีเพียง 16 จากผลลัพธ์ AI หลายแสนรายการที่ใช้งานได้)

- ประโยชน์ที่มุ่งเน้น: งานวิจัยเพื่อสาธารณประโยชน์ในปัจจุบันได้ยกเว้น และตัดข้อมูลชุดเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ออกโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่อันตราย

มาตรการคุ้มครองที่ขาดหายไปและช่องโหว่

- การคัดกรองการสังเคราะห์ DNA ที่อ่อนแอ: ผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์ที่พิมพ์ลำดับ DNA ไม่มีระบบที่เป็นหนึ่งเดียวและเชื่อถือได้ทั่วโลก ในการตรวจจับรหัสที่เป็นอันตรายหรือแฝงตัวเป็นพิษ

- ความล่าช้าทางนโยบาย: กฎระเบียบระหว่างประเทศมุ่งเน้นไปที่การจำกัดแบบจำลองซอฟต์แวร์ มากกว่าการตรวจสอบการสังเคราะห์ทางกายภาพและห่วงโซ่อุปทานของวัสดุชีวภาพ

- ปัญหาการใช้งานสองทาง: รูปแบบภาษาเดียวกันที่ออกแบบมาเพื่อรักษาเชื้อแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ อาจถูกนำไปใช้ผิดวิธีกับสารชีวภาพที่เป็นอันตรายได้

AI เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่อาจถูกนำไปใช้ในด้านดีและไม่ดีได้ ดังนั้น การใช้ AI มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องพึงตระหนักในการใช้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ อย่างมีความรับผิดชอบและปลอดภัยต่อมวลมนุษยชาติ


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, science, storage, bbc, wsj


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เอไอปัญญาประดิษฐ์AIสร้างจีโนมจีโนมสร้างไวรัสไวรัสThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" นิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ม.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover

บทความ NOW แนะนำ