ซื้อสิทธิ ขายเสียง บัตรเขย่ง หลากกลเม็ดกลโกงเลือกตั้ง ที่แสดงให้เห็นถึงความสกปรกของการเลือกตั้งในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกรณีที่มีการลือกันอย่างหนาหูว่า มีการซื้อเสียงในราคาที่สูงถึงหัวละ 7,500 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ความไม่โปร่งใสกับการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ยากจะแยกออกจากกัน และเป็นสิ่งที่ทำสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าในยุคสมัยใดก็ตาม
อย่างเช่นในการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2500 การเลือกตั้งที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่เกิดข้อครหาขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือการเลือกตั้งสกปรก เนื่องจากมีการทุจริตกันอย่างกว้างขวางทั้งการข่มขู่ประชาชน และการปลอมแปลงคะแนนเพื่อเอื้อประโยชน์แก่รัฐบาลในขณะนั้น
ความอัปยศของการเลือกตั้ง 2500
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยในเวลานั้นกำลังจะเกิดการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งที่ 9 ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งหลังสิ้นสุดตามวาระของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูง เพราะประชาชนหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จากความรู้สึกเบื่อหน่ายที่มีต่อรัฐบาล จึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้ประกาศจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในโอกาสครบรอบกึ่งพุทธกาล (2500 ปี)
เส้นทางของความอัปยศได้เริ่มต้นมีเค้าลางมาจากการพยายามใช้อำนาจรัฐในการชักจูงให้ข้าราชการร่วมกันลงคะแนนให้พรรคเสรีมนังคศิลาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งให้เป็นคนของตนเอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ และเมื่อวันเลือกตั้งมาถึงก็ได้พบเห็นกลเม็ดที่สร้างความไม่โปร่งใสให้เกิดกับการเลือกตั้งอีกมากมาย จนเกิดเป็นศัพท์ใหม่ทางการเมืองในยุคนั้น ที่ไม่ต่างอะไรกับบัตรเขย่งในยุคนี้ เช่น
- พลร่ม การเกณฑ์คนของฝ่ายรัฐบาลให้เวียนเทียนกันลงคะแนนหลายรอบในชื่อของผู้อื่น
- ไพ่ไฟ การลักลอบยัดบัตรลงคะแนนเถื่อนที่กาคะแนนให้พรรครัฐบาลเตรียมไว้แล้ว ใส่ลงไปในหีบเลือกตั้งหลังปิดหีบ
- สับเปลี่ยน การแอบเปลี่ยนหีบเลือกตั้งในที่ลับตาคน เพื่อนำหีบที่มีบัตรคะแนนของฝ่ายตนมาสวมรอยแทน
นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่ามีการใช้อำนาจมืด การข่มขู่ และการทำร้ายร่างกาย บรรยากาศการเลือกตั้งจึงเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน มีการใช้นักเลงและอันธพาล หรือที่เรียนในยุคนั้นว่าผู้กว้างขวาง เข้าข่มขู่บังคับให้ประชาชนเลือกผู้สมัครจากพรรคเสรีมนังคศิลา นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมสกปรกและรุนแรงอื่น ๆ เช่น
- การใช้อุจจาระป้ายตามประตูบ้านของผู้ที่ไม่สนับสนุน
- การใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวประณามพรรคฝ่ายค้าน
เหตุการณ์ที่ตามมาหลังการเลือกตั้ง 2500
ความวุ่ยวายเริ่มบรรเทาลงไปได้บ้างหลังการปิดหีบ แต่ความผิดปกติในการนับคะแนนก็ทำให้เสียงของประชาชนดังขึ้นอีกครั้ง และถึงแม้ว่าพรรคเสรีมนังคศิลาของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะได้รับชัยชนะ แต่กระบวนการนับคะแนนเรียกได้ว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง เพราะใช้เวลาในการนับคะแนนยาวนานผิดปกติ สร้างความกังขาให้กับประชาชนและสื่อมวลชนที่เฝ้าติดตามเป็นอย่างมาก
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม แต่ จอมพล ป. ก็ได้ทำการแถลงต่อประชาชนว่า “ขอให้อย่าเรียกว่าการเลือกตั้งสกปรกเลย ควรจะเรียกว่าเป็น การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย” การแถลงดังกล่าวได้กลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 โดยมีการเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลและมีการลดธงชาติครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยให้กับการเลือกตั้ง พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและให้จัดการเลือกตั้งใหม่
โดยในเวลาต่อมาสถานการณ์เริ่มบานปลาย แม้จอมพล ป. จะยอมเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ไม่ยอมรับปากว่าจะจัดการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง จนจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการฝ่ายทหารรับผิดชอบจัดการรักษาความสงบ ต้องเป็นผู้เจรจาแทน โดยทำการรับข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกล่าววลีคลาสสิคที่ถูกจนจำมาถึงทุกวันนี้อย่าง "ทหารจะไม่มีวันทำร้ายประชาชน" “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” ก่อนเหตุการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ
การรัฐประหารหลังการเลือกตั้ง 2500
หลังจากการระท้วงครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษาและประชาชน ได้ส่งผลให้ชื่อของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับความนิยมอย่างสูงจากประชาชนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยที่ยืนอยู่ข้างประชาชนด้วยวลีคลาสสิคที่เพิ่งกล่าวถึงไป
แต่ถึงอย่างไรก็ตามการเลือกตั้งไม่ได้ถูกจัดขึ้นใหม่ มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2500 มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อทำการบริหารประเทศ แต่ถึงอย่างไรก็ตามผลพวงจากการเลือกตั้งสกปรก ทำให้สถานะของรัฐบาลมีความสั่นคลอน มีการนำเสนอข่าวด้านลบของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากทางฝ่ายค้าน มีการประท้วงและการต่อต้านจากประชาชน จนท้ายที่สุดได้นำไปสู่ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐบาล ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500
ทางด้านจอมพล ป. ได้ทำการตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศพร้อมคนสนิท ด้วยการขับรถยนต์ส่วนตัวไปทางจังหวัดตราด และจ้างเรือประมงหนีไปยังเกาะกง ประเทศกัมพูชา หลีกเลี่ยงการจับกุมหลังเกิดรัฐประหาร พร้อมส่งข้อความผ่านนายทหารคนสนิทมาถึงจอมพลสฤษดิ์ว่า "หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขออย่าได้ติดตามไปเลย" ปิดฉากชีวิตทางการเมือง และการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด 15 ปี ด้วยการกลายเป็นผู้ลี้ภัย
เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้กลายเป็นอีกหติดตามอ่านเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง69นึ่งบทเรียนสำคัญของการเลือกตั้ง ที่ฉายภาพให้เห็นถึงการคดโกง ความไม่ชอบมาพากล การพยายามใช้อำนาจที่ได้มาในทางมิชอบ และจบลงด้วยการยึดอำนาจรัฐประหาร
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม 8 กุมภาพันธ์ 2569 การเลือกตั้งครั้งสำคัญกำลังจะมาถึงอีกครั้ง ขอเชิญชวนประชาชนไทยออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2569 พร้อมติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว ผลการนับคะแนนต่างแบบเรียลไทม์ ได้ที่ www.thaipbs.or.th/election69
ติดตามอ่านเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง69
- The Democracy Story เรื่องน่ารู้ "ประชาธิปไตย”
- 27 ครั้ง “การเลือกตั้งไทย” เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
- เปิดสถิติ เกร็ดน่ารู้ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” เลือกตั้ง 2569
- ติดตาม-นำเสนอข่าวสารอย่างไรให้โลกออนไลน์ปลอดภัย ช่วง ‘เลือกตั้ง 2569’ ?
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
- การเลือกตั้งสกปรก 26 กุมภาพันธ์ 2500 โดย ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
- 2 มี.ค. 2500 รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินฯ นักศึกษา-ประชาชนเดินขบวนประท้วงเลือกตั้งสกปรก โดย ศิลปวัฒนธรรม



















