หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า "ดิสโทเปีย" ผ่านวรรณกรรมและภาพยนตร์กันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแนววันสิ้นโลก การเอาชีวิตรอดหลังมหันตภัย หรือสงครามซอมบี้ แต่ยิ่งกว่าความสนุกตื่นเต้น เราจะพาคุณไปสำรวจต้นกำเนิดของโลกดิสโทเปีย พร้อมหาคำตอบว่า เหตุใดมนุษย์จึงหลงใหลในการจินตนาการถึงโลกที่เลวร้ายถึงเพียงนี้ ?

“ดิสโทเปีย” คืออะไร ?
ดิสโทเปีย (Dystopia) คือแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในจินตนาการที่เสื่อมโทรม เต็มไปด้วยความอยุติธรรม การกดขี่ และความทุกข์ทรมาน มักมีฉากหลังเป็นโลกอนาคตที่ผูกติดกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัย ซึ่งถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด ทำให้งานแนวนี้ยังคงเป็นกระแสนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ต้นกำเนิดของดิสโทเปียนั้นเกิดมาเพื่อสะท้อนภาพที่ตรงข้ามกับ “ยูโทเปีย” (Utopia) หรือ “โลกในอุดมคติ” ที่ทุกอย่างดีงามสมบูรณ์แบบ โดยมีจุดเริ่มต้นจากนวนิยายคลาสสิกเชิงเสียดสีสังคมเรื่อง “Utopia” (1516) ของ เซอร์ โธมัส มอร์ (Sir Thomas More) นักเขียนและนักมนุษยนิยมในศตวรรษที่ 16
หนังสือเล่มนี้บรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีการปกครองอันไร้ที่ติ เต็มไปด้วยความยุติธรรม พลเมืองต่างทำหน้าที่ของตนและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไร้ซึ่งความหวาดกลัว เรียกได้ว่าเป็นภาพจำลองของประเทศที่สมบูรณ์แบบที่ใครต่างใฝ่ฝันมอร์เขียนผลงานชิ้นนี้โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความทุกข์ยากในสังคมจริงที่เขาเผชิญ จนกลายเป็นความปรารถนาที่จะสร้างโลกคู่ขนานที่ทุกอย่างตรงกันข้าม
อาจกล่าวได้ว่า หากยูโทเปียคือดินแดนแห่งความดีงามที่ "ดีเกินกว่าจะมีอยู่จริง" ดิสโทเปียก็คือ "ดินแดนแห่งความเลวร้ายที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นจริง" นั่นเอง

ยุคทองของดิสโทเปีย
จากรากฐานของมอร์ นำไปสู่การเฟื่องฟูของวรรณกรรมดิสโทเปียในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญกับความผันผวนทางการเมือง ความเชื่อมั่นที่ว่าวิทยาศาสตร์จะนำมาซึ่งความก้าวหน้า ถูกแทนที่ด้วยความกังวลว่าความล้ำสมัยเหล่านั้นจะกลายเป็นอาวุธร้ายที่ย้อนกลับมาทำลายมนุษยชาติ
ยุคนี้เองที่ให้กำเนิดผลงานระดับขึ้นหิ้งอย่าง Brave New World ของ อัลดัส ฮักซลีย์ (Aldous Huxley) และ 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ซึ่งยังทรงอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน โดยทั้งสองเล่มมีจุดร่วมสำคัญคือการนำเสนอภาพการสูญเสียตัวตน พลเมืองถูกควบคุมทั้งความคิดและความรู้สึกในแบบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นจริง

ดิสโทเปียในชีวิตจริง เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นฝันร้าย
ไม่ใช่แค่ในโลกอนาคตหรือวันสิ้นโลกเท่านั้น กลิ่นอายของดิสโทเปียยังถูกเชื่อมโยงไปสู่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ เช่นตัวละคร “อ้น” วัย 54 ปี กับแฟนหนุ่มวัย 55 ปี ในละครเรื่อง ‘คืนนี้…ผมนอนไม่หลับ’ (Hard Nights) เมื่อความรักเดินทางมาถึงปีที่ 7 ช่วงเวลาที่ควรจะมั่นคงกลับสั่นคลอน ภาพความสุขของการใช้ชีวิตคู่ถูกแทนที่ด้วยความหวาดระแวง อ้นจมอยู่กับความกลัวว่าความสัมพันธ์จะพังทลาย จนไม่สามารถหาความสุขจากปัจจุบันได้ ความวิตกกังวลนี้เองที่ผลักดันให้เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อความสัมพันธ์เอาไว้
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บางครั้ง “ความไม่มั่นคงทางจิตใจ” คือเชื้อเพลิงชั้นดีที่เปลี่ยนความรักให้กลายเป็นโลกดิสโทเปีย และสร้างจินตนาการที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมาทำร้ายตัวเราเอง

ทำไมเราถึงหลงใหลในดิสโทเปีย หายนะที่อาจไม่เกิดขึ้น ?
มีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่น่าสนใจว่า บางครั้งมนุษย์ใช้ความกังวลหรือการจำลองสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst-case scenarios) เป็นเครื่องมือในการเตรียมพร้อมและหาทางรอด
ในทางจิตวิทยาเรียกกลไกนี้ว่า “การมองโลกในแง่ร้ายเพื่อป้องกันตัว” (Defensive Pessimism) ซึ่งช่วยให้เราจัดการกับความวิตกกังวลด้วยการ "คาดการณ์ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดไว้ก่อน" เพื่อลดแรงกระแทกทางจิตใจหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริง
นอกจากความบันเทิงแล้ว งานแนวดิสโทเปียยังสอนให้เราไม่ประมาทแม้ในยามที่ชีวิตราบรื่นที่สุด เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์มักเกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ
มาร่วมค้นหาคำตอบและถอดบทเรียนชีวิตไปกับละคร ‘คืนนี้…ผมนอนไม่หลับ’ (Hard Nights) ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางไทยพีบีเอส ช่องหมายเลข 3 และดูออนไลน์ทาง www.VIPA.me
ที่มา: Medium, Foundation for economic ecucation (FFF)
คอลัมน์ต่อยอด l เสริมความคิด ต่อยอดความรู้ สื่อสารความเข้าใจ โดย ศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส (CCM)



















