“อีลอน มัสก์” อยากส่งดาวเทียม 1 ล้านดวงขึ้นสู่อวกาศ ทำไม? หลายฝ่ายกังวล


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

จิราภพ ทวีสูงส่ง

แชร์

“อีลอน มัสก์” อยากส่งดาวเทียม 1 ล้านดวงขึ้นสู่อวกาศ ทำไม? หลายฝ่ายกังวล

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3736

“อีลอน มัสก์” อยากส่งดาวเทียม 1 ล้านดวงขึ้นสู่อวกาศ ทำไม? หลายฝ่ายกังวล

ยังไม่แน่ชัดว่าแนวคิดส่งดาวเทียม 1 ล้านดวงขึ้นสู่อวกาศของ “อีลอน มัสก์” (Elon Musk) จะเป็นไปได้หรือไม่ แต่มีการคาดการณ์ว่า หากดาวเทียมจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้นอยู่ในวงโคจร อาจเป็นอันตรายต่อการสำรวจอวกาศ ดาราศาสตร์ และแม้กระทั่งสุขภาพของเราทุกคนได้

ด้วยความที่ “อวกาศ” ไม่ได้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดอย่างที่คิด กฎหมายเกี่ยวกับอวกาศส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ใน “สนธิสัญญาอวกาศ” ซึ่งเป็นเอกสารสองหน้าจากปี 1967 ที่ควบคุมกิจกรรมของรัฐต่าง ๆ นอกโลก คำว่า “รัฐ” นั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอวกาศในปัจจุบันส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยบริษัทเอกชน

ภาพจาก NASA

ในสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกา (FCC) มีอำนาจในการอนุมัติการปล่อยและปฏิบัติการดาวเทียม ปัจจุบันหน่วยงานนี้กำลังพิจารณาข้อเสนอ 2 ข้อที่อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อท้องฟ้ายามค่ำคืน

1. บริษัท Reflect Orbital มีแผนจะส่งกระจกขนาดมหึมา 4,000 ชิ้นขึ้นสู่อวกาศ สร้างเครือข่ายกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาพลบค่ำบนโลก

2. SpaceX ของอีลอน มัสก์ ยื่นคำขอต้องการสร้างกลุ่มดาวเทียมขนาดใหญ่ถึง 1 ล้านดวงบนอวกาศ

ข้อเสนอทั้ง 2 ข้อจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความมืดตามธรรมชาติของโลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากหลอดไฟ LED และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนดาวเทียมในวงโคจร มลภาวะทางแสงจึงเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คิด มลภาวะทางแสงส่งผลกระทบต่อพืช-สัตว์ และยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพของมนุษย์หลากหลายชนิดมากขึ้น รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ด้วย

นอกเหนือจากสุขภาพมนุษย์ พืช และสัตว์แล้ว ดาวเทียมในอวกาศจำนวนมากยังส่งผลกระทบต่อดาราศาสตร์อีกด้วย หอดูดาวทันสมัยหลายแห่งพบว่าริ้วแสงจากดาวเทียมบดบังภาพถ่าย แม้แต่กล้องโทรทรรศน์ในอวกาศก็ไม่ปลอดภัย ปัจจุบันมีดาวเทียมโคจรอยู่ในอวกาศมากกว่า 18,000 ดวง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน

ทั้งนี้ มีงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารสาร science เปิดเผยว่า การส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศจำนวนมหาศาล อาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนในระยะยาวอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “เคสเลอร์ซินโดรม” อีกด้วย (Kessler Syndrome: ภาวะที่ขยะอวกาศในวงโคจรต่ำของโลกมีปริมาณมากเกินไป จนเกิดการชนกันเองแบบลูกโซ่ ทำให้เกิดขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพิ่มขึ้นมหาศาล และส่งผลกระทบต่อการใช้งานดาวเทียมในอนาคต)

ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2025 ดาวเทียม Starlink ได้ทำการปรับวงโคจรเพื่อลดความเสี่ยงจากการชนกันถึง 144,404 ครั้ง ดาวเทียมแต่ละดวงต้องทำการเปลี่ยนแปลงวงโคจรหลายสิบครั้ง หากจำนวนดาวเทียมของ SpaceX เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า ตัวเลขเหล่านี้จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ภาพจาก NASA

ส่งดาวเทียม 1 ล้านดวงขึ้นสู่อวกาศ ทำให้หลายฝ่ายกังวลอย่างไร?

Dr. John C. Barentine นักดาราศาสตร์ ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์เพื่อสิ่งแวดล้อมในอวกาศ กล่าวว่า ข้อเสนอของ SpaceX เป็นประเด็นที่แตกต่างไปจากทุกสิ่งที่เราเคยพบมาจนถึงตอนนี้ ในเรื่องราวของการเติบโตอย่างรวดเร็วของกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในอวกาศ จากมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมในอวกาศ มีความกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดสถานการณ์เศษซากในวงโคจร

“อีลอน มัสก์” วางเป้าหมายของกลุ่มดาวเทียมนี้คือการสร้างศูนย์ข้อมูลในวงโคจร เพื่อรองรับความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบัน การสร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศนั้นมีความท้าทายมากมาย นอกเหนือจากการปล่อยดาวเทียมจำนวนมหาศาลแล้ว ปัจจุบันมีการทดสอบจริงเกิดขึ้นในประเทศจีน โดยรัฐบาลจีนได้ปล่อยกลุ่มดาวเทียมประมวลผลสามดวง (Three-Body Computing Constellation) เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 กลุ่มดาวเทียมนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินศักยภาพของศูนย์ประมวลผลข้อมูลในวงโคจร ซึ่งจีนค่อนข้างเจาะจงในประเด็นที่ว่า เหตุผลไม่ใช่การสร้างศูนย์ข้อมูลในอวกาศเพราะเป็นสถานที่ที่ดีกว่า แต่เป็นเพราะมีความจำเป็นต้องมีศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอวกาศเพื่อประมวลผลข้อมูลที่อยู่ในอวกาศ

โดยพื้นฐานแล้ว AI มีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลจากอวกาศ แทนที่จะส่งข้อมูลจำนวนมากลงมาให้ AI ประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ AI ในอวกาศจะทำการวิเคราะห์ในวงโคจรและส่งเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ลงมาเท่านั้น ซึ่งจะช่วยประหยัดแบนด์วิดท์ (Bandwidth: ปริมาณข้อมูลสูงสุดที่สามารถส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ภายในระยะเวลาหนึ่งหน่วย “ส่วนใหญ่คือวินาที” วัดเป็นหน่วยบิตต่อวินาที “bps”) และใช้ทรัพยากรน้อยลง อย่างน้อยก็ถ้าใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่กว้างกว่านั้น ดาวเทียมมักถูกส่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อเผาไหม้ ดาวเทียม 1 ล้านดวงที่เผาไหม้ อาจส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของเราในรูปแบบที่เรายังไม่เข้าใจ ทำให้ปริมาณขยะอวกาศเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และยังมีปัญหาเรื่องการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศอีกด้วย

Dr. John C. Barentine กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดหาและบำรุงรักษาวัตถุจำนวนมากเช่นนี้ อาจต้องมีการปล่อยจรวดหลายสิบครั้งต่อวันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างแท้จริงต่อชั้นบรรยากาศในแง่ของการปล่อยเขม่าควัน ไอน้ำ และสารอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงพิจารณาว่าข้อเสนอนี้อาจเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ต่อความยั่งยืนของอวกาศ

ขณะที่ Ruskin Hartley ซีอีโอ Dark Sky International กล่าวว่า เรียกร้องให้ FCC กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับข้อเสนอดาวเทียมเหล่านี้ก่อนที่จะอนุมัติ การส่งความคิดเห็นเป็นหนึ่งในวิธีที่ตรงไปตรงมาและมีประสิทธิภาพที่สุดในการดำเนินการ และทำให้มั่นใจได้ว่าเสียงของพวกเราจะได้รับการรับฟังในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งนี้สำหรับอนาคตของท้องฟ้ายามค่ำคืน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องให้มีการปรับ-แก้ไข “สนธิสัญญาอวกาศ” มากขึ้น เพื่อควบคุมสิ่งที่จะถูกส่งขึ้นไปในอวกาศให้ดียิ่งขึ้น เพราะอวกาศอยู่เหนือศีรษะของพวกเราทุกคน การตัดสินใจของประเทศเดียว บริษัทเดียว หรือมหาเศรษฐีเพียงคนเดียว อาจส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติได้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  


ที่มาข้อมูล : iflscience

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อีลอน มัสก์Elon MuskSpaceXสนธิสัญญาอวกาศอวกาศขยะอวกาศปัญหาขยะอวกาศคณะกรรมการการสื่อสารแห่งสหรัฐอเมริกาFCCเทคโนโลยีThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech SpaceSpace - AstronomyTechTechnology
จิราภพ ทวีสูงส่ง

ผู้เขียน: จิราภพ ทวีสูงส่ง

"เซบา บาสตี้" เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover (ติดต่อ jiraphobT@thaipbs.or.th)

บทความ NOW แนะนำ