ใครยังจำข่าวได้บ้าง ว่าเมื่อปี 2019 มีนักวิทยาศาสตร์จีนคนหนึ่ง ถูกจับเข้าคุกเนื่องจากเขาทำการทดลอง ตัดต่อยีนมนุษย์ ที่เป็นทารกคู่แรกของโลก ซึ่งถือเป็นการทำ ‘ผิดจริยธรรมการวิจัย’ เพราะการทดลองในมนุษย์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ แต่หลังจากผ่านไป 3 ปีที่นักวิทยาศาสตร์จีนคนนี้พ้นโทษแล้ว และได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า "ผู้คนยังไม่พร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่เขาทำ"
สรุปแล้วเขาทำการทดลองอะไรมา? เขาทำสำเร็จไหม? แล้วเขากำลังจะทำอะไรต่อ?

เมื่อปี 2019 ข่าวรายงานว่า เหอ เจี้ยนขุย นักวิทยาศาสตร์ด้านชีวโมเลกุล ทำการทดลองกับทารกฝาแฝดที่มีนามสมมุติว่า ลูลู่ และ นาน่า ทั้งสองเกิดมาโดยมีคุณพ่อที่มีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกาย เหอ เจี้ยนขุย จึงขออนุญาตพ่อแม่ทำการตัดต่อพันธุกรรมของลูกฝาแฝดทั้งสองด้วยเทคนิคที่เรียกว่า CRISPR-Cas9 เพื่อปิดการทำงานของยีนที่มีชื่อว่า ccr5 ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานเพื่อต้านทานเชื้อ HIV ได้ ซึ่งในธรรมชาติก็สามารถพบมนุษย์ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนดังกล่าว จนสามารถต้านทานเชื้อ HIV ได้ตามธรรมชาติเช่นกัน
ลักษณะทั่วไปของเชื้อ HIV คือไวรัสชนิดนี้สามารถกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลงได้ ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV รวมถึงอาการป่วยอื่น ๆ ได้ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดนี้จึงมักเกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ง่าย แต่ถ้าหากร่างกายยังคงมีการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่เป็นปกติ ไม่ได้ถูกกดการทำงานให้น้อยลงไป โรคภัยต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำอันตรายเจ้าของร่างกายได้ เจี้ยนขุย จึงใช้ความตั้งใจอันดีนี้ในการแก้ไขให้ร่างกายของเด็กแฝด ไม่ต้องเผชิญความทรมานจากโรคภัยที่จะตามมาหากติดเชื้อ HIV จากพ่อมา

แต่ในเมื่อทำการทดลองในมนุษย์ ทำให้การวิจัยในครั้งนี้ได้รับการจับจ้องเป็นพิเศษ เพราะไม่เคยมีใครรู้ว่าผลลัพธ์จากการทดลองในมนุษย์จะเป็นอย่างไร แต่ด้วยหลักฐานแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเด็กที่ได้รับการทดลองจะมีสุขภาพดียืนยาวอย่างที่เจี้ยนขุยตั้งใจหรือไม่ เช่น เทคนิค CRISPR-Cas9 ที่ไม่สามารถทำงานได้แม่นยำถึง 100% อาจทำให้เกิดเซลล์มะเร็ง หรือมีลักษณะแปลกปลอมจากการตัดต่อยีนผิดตำแหน่ง ที่สามารถส่งลักษณะนั้นไปยังลูกหลานจนมนุษยชาติรุ่นต่อไปอ่อนแอลงจนไม่สามารถควบคุมได้ แต่ภาพความกังวลในอนาคตยังไม่เป็นความผิดเท่ากับที่เจี้ยนขุยถูกกล่าวหาว่า มีการปลอมแปลงเอกสารอนุมัติจริยธรรม และทำการวิจัยโดยที่เอกสารขอความยินยอมมีความคลุมเครือ ซึ่งการทดลองนี้อาจเกิดจากความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างเต็มที่ของพ่อแม่เด็กก็ได้
เมื่อมีข้อกล่าวหามากมายอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ ในปี 2019 เหอ เจี้ยนขุย จึงถูกทางการจีนสั่งจำคุก 3 ปี พร้อมปรับเงินมูลค่า 3 ล้านหยวน (ประมาณ 15 ล้านบาท) ในข้อหาประกอบวิชาชีพแพทย์โดยผิดกฎหมาย

ผ่านเวลามาจนนักวิทยาศาสตร์จีนคนนี้พ้นโทษ และได้ออกมาพบกับอิสรภาพอีกครั้ง มีคำกล่าวอ้างว่า เขาได้พบเจอเด็ก ๆ ที่เขาทำการทดลอง ทั้งฝาแฝดสองคนที่ทำการทดลองเป็นกลุ่มแรก และเด็กอีกคนที่มีนามสมมุติว่า เอมี่ ซึ่งได้รับการทดลองหลังจากสองคนแรกประมาณครึ่งปี เจี้ยนขุยกล่าวกับสื่อว่า เด็กทั้ง 3 คนแข็งแรงดี สงบ และไม่ถูกรบกวน
เด็กทั้ง 3 คนที่ได้รับการทดลองตัดต่อยีนจากเจี้ยนขุย ถูกปกปิดตัวตนไว้เป็นความลับ รู้แค่เพียงว่า ลูลู่ และ นาน่า ที่ได้รับการทดลองเป็นคู่แรก เกิดเมื่อปลายปี 2018 และเอมี่ เกิดเมื่อกลางปี 2019 ซึ่งมีรายงานว่ารัฐบาลจีนได้จัดตั้งทีมแพทย์พิเศษเพื่อติดตามดูสุขภาพของเด็ก ๆ เหล่านี้ในระยะยาว โดยแพทย์มีความกังวลว่าเด็ก ๆ จะมีภาวะ ‘Mosaicism’ หรือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกายไม่ได้ถูกแก้ไขยีนครบทุกเซลล์ ซึ่งอาจทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้มีภูมิคุ้มกัน HIV ตามที่ตั้งใจไว้ และความเสี่ยงจากผลข้างเคียงระยะยาวที่ยังไม่รู้แน่ชัด การปกปิดตัวตนของทั้ง 3 แบบลับสุดยอด จึงเป็นไปเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของเด็ก ๆ กลุ่มนี้พามาก
เจี้ยนขุย ได้รับการขนานนามจากสื่อว่าเป็น ‘ดร.แฟรงเกนสไตน์’ ด้วยผลงานที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนตระหนักว่า อาจนำไปสู่การคัดสรรพันธุ์มนุษย์ได้ ซึ่งเจี้ยนขุยคิดว่าแนวคิดนั้นไม่ยุติธรรม เพราะเขาทำการวิจัยเพื่อการรักษาโรค ทำให้พ่อแม่และตัวเด็กเองมีความสุข และไม่คิดจะตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์เพื่อเหตุผลอื่น เช่น การทำให้มนุษย์มีค่า IQ เพิ่มขึ้น ซึ่งเขาสนับสนุนด้วยถ้าหากจะนำตัวนักวิทยาศาสตร์ที่ทำเช่นนั้นเข้าคุก
ปัจจุบัน เจี้ยนขุยกลับมาทำงานวิจัยอย่างเต็มตัวแล้ว โดยมุ่งไปที่การรักษาโรคอัลไซเมอร์ และโรคกล้ามเนื้อเสื่อมดูเชน (Duchenne muscular dystrophy) ที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ซึ่งเขาเน้นย้ำว่าการวิจัยในปัจจุบันนั้นทำในหนูทดลอง ไม่ใช่ในมนุษย์อย่างแน่นอน
เมื่อพูดถึงผลงานเก่าที่เคยเป็นประเด็นจนนำไปสู่การจับกุม เจี้ยนขุยกลับคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นปราศจากความผิด เพียงแต่สังคมต่างหากที่ยังไม่พร้อมรับสิ่งนี้ เขาเชื่อว่าเขาจะได้รับการยกย่องในฐานะผู้บุกเบิกการตัดต่อยีน อย่างน้อยก็ในประเทศจีน เนื่องจากประเทศจีนกำลังผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เห็นได้จากการออกกฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลจีนเพื่อรับรองการวิจัยด้าน ‘เทคโนโลยีชีวภาพทางเลือกใหม่’ และเจี้ยนขุยยังเชื่อว่าข้อกล่าวหาจากนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่โจมตีผลงานในอดีตของเขามากมาย จะทำให้จีนชนะในด้านการพัฒนาชีวการแพทย์แซงหน้าสหรัฐอเมริกา เหมือนที่จีนกลายเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างทุกวันนี้
ไม่ว่ามุมมองของแต่ละคนที่มีต่องานวิจัยตัดต่อพันธุกรรมมนุษย์จะเป็นอย่างไร แต่ผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว และผลลัพธ์ของมันทำให้มีการถกเถียงเพื่อทบทวนจริยธรรมงานวิจัยให้ครอบคลุมมากขึ้น และผลลัพธ์งานวิจัยนี้กำลังจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับวงการวิจัยด้านชีวการแพทย์ว่า การทดลองตัดต่อยีนของมนุษย์เพื่อให้เด็กต่อต้านโรคภัยบางอย่างได้ จะส่งผลดีหรือร้ายกับร่างกายของผู้รับการทดลองมากกว่ากัน ซึ่งข้อมูลที่ว่า อาจจะเป็นคำสาปแก่เด็กทั้ง 3 คนนั้น หรืออาจจะเป็นพรจากสวรรค์ที่ส่งลงมาช่วยมนุษย์ต่อกรกับโรคภัยไข้เจ็บก็ได้
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : bbc, science, nytimes
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech








