คาร์บอนแคปเจอร์หายไปไหน? เทคโนโลยีที่กู้โลกเดือด ที่ไม่ได้เป็นดั่งหวัง


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

พีรณัฐ วัฒนเสน

แชร์

คาร์บอนแคปเจอร์หายไปไหน? เทคโนโลยีที่กู้โลกเดือด ที่ไม่ได้เป็นดั่งหวัง

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3749

คาร์บอนแคปเจอร์หายไปไหน? เทคโนโลยีที่กู้โลกเดือด ที่ไม่ได้เป็นดั่งหวัง

ในขณะที่โลกของเรากำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นจนทุบสถิติ ไฟป่าขนาดใหญ่ น้ำท่วมฉับพลัน และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ความพยายามในการชะลอภาวะโลกเดือดกลายเป็นวาระเร่งด่วนในระดับโลก นอกจากการผลักดันในการใช้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังมีเทคโนโลยีหนึ่งที่เคยถูกพูดถึง ว่าจะสามารถช่วยแก้สถานการณ์ในตอนนี้ได้ นั่นก็คือเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน

มลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า ‘คาร์บอนแคปเจอร์’ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานเหล็ก หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี หลังจากนั้นก๊าซที่จับได้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์หรือกักเก็บระยะยาว เพื่อไม่ให้คาร์บอนเหล่านี้สะสมในบรรยากาศและเร่งภาวะโลกเดือด เทคโนโลยีนี้เหมือนจะเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญมากในภาคอุตสาหกรรมที่หลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ยาก เช่น การผลิตปูนซีเมนต์ ที่ต่อให้ใช้พลังงานสะอาดก็ยังหลีกเลี่ยงได้ไม่หมด ทำให้นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานพลังงานหลายแห่งมองว่าคาร์บอนแคปเจอร์อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จำเป็นหากโลกต้องการไปให้ถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

แต่เมื่อเวลาผ่านไปการพูดถึงคาร์บอนแคปเจอร์ที่ดูเหมือนจะเป็นเทคโนโลยีที่จะถูกนำมาแก้ไขปัญหาข้างต้นกลับดูเงียบลง เนื่องจากโครงการคาร์บอนแคปเจอร์ที่ถูกใช้ในหลาย ๆ ประเทศ พบเจอปัญหาหลายอย่างด้วยกัน อย่างเรื่องของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดักจับ มักมีปลายทางหลัก ๆ ไม่กี่แบบ แบบแรกคือการกักเก็บใต้ดิน โดยบีบอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในสถานะคล้ายของเหลวแล้วฉีดลงไปในชั้นหินลึกในระดับกิโลเมตร เช่น ชั้นหินเกลือหรือแหล่งก๊าซและน้ำมันเก่าที่หมดแล้ว โครงสร้างทางธรณีวิทยาเหล่านี้ทำหน้าที่กักคาร์บอนไว้ไม่ให้ย้อนกลับขึ้นมา

การทำงานของคาร์แคปเจอร์ ภาพจาก ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม

อีกทางหนึ่งคือการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ในอุตสาหกรรม เช่น ผลิตปุ๋ย เชื้อเพลิงสังเคราะห์ หรือใช้ในกระบวนการเคมีต่าง ๆ รวมถึงการใช้ในเครื่องดื่มอัดลม ที่ฟังแล้ว เหมือนเป็นการเปลี่ยนของเสียให้มีมูลค่า แต่หากพิจารณาดูแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านี้ พอนำมาใช้แล้ว ก็กลับคืนสู่บรรยากาศอยู่ดี

โรงงานผลิตปูนซีเมนต์

และอีกหนึ่งปลายทางที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดคือการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันจากแหล่งเก่า (Enhanced Oil Recovery) โดยฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปเพื่อดันน้ำมันที่เหลืออยู่ให้ไหลออกมา วิธีนี้ช่วยให้ขุดน้ำมันได้มากขึ้น แต่ก็สร้างคำถามต่อนักวิชาการหลายกลุ่ม เพราะวิธีการนี้เหมือนเป็นการสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่ม ซึ่งขัดกับแนวทางของโลกที่พยายามลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

สาเหตุหลักที่ทำให้คาร์บอนแคปเจอร์ถูกพูดถึงน้อยลง คือเรื่องของต้นทุน การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อน ใช้พลังงานสูง และต้องมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ตั้งแต่ระบบแยกก๊าซ ท่อขนส่ง ไปจนถึงแหล่งกักเก็บใต้ดิน ค่าใช้จ่ายต่อการจัดการคาร์บอนหนึ่งตันยังถือว่าสูงกว่าการลดการปล่อยตั้งแต่ต้นทาง เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนหรือการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

อีกหนึ่งสาเหตุคือเรื่องของข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ การกักเก็บใต้ดินต้องอาศัยชั้นหินที่เหมาะสม ไม่ใช่ทุกพื้นที่ในโลกจะทำได้ง่าย นอกจากนี้ แม้ความเสี่ยงการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกักเก็บจะถูกประเมินว่าต่ำ แต่ก็ยังมีโอกาสเช่นกัน หากเกิดการรั่วไหลอาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าคาร์บอนแคปเจอร์อาจถูกใช้เป็นเหตุผลให้ชะลอการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะสามารถอ้างได้ว่ายังมีเทคโนโลยีมาจัดการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายหลัง กลุ่มนักสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ กลุ่มจึงเตือนว่าไม่ควรฝากความหวังไว้กับเทคโนโลยีนี้ และควรไปมุ่งเน้นที่การลดการปล่อยตั้งแต่ต้นทางมากกว่า

นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมประท้วงคัดค้านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน ภาพจาก Greenpeace

อย่างไรก็ตาม การสรุปว่าคาร์บอนแคปเจอร์เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ควรไปต่อก็อาจจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียว นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งยังมองว่า ถึงคาร์บอนแคปเจอร์จะไม่ใช่เทคโนโลยีที่จะมาแก้ปัญหาภาวะโลกเดือดได้โดยตรง แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลายชิ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก หรือในอนาคตที่อาจต้องดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยไปแล้วออกจากบรรยากาศ เทคโนโลยีดักจับจากอากาศโดยตรงก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่กำลังพัฒนา แม้ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงมากก็ตาม

สำหรับประเทศไทย ความสนใจเรื่องคาร์บอนแคปเจอร์เริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งด้านธรณีวิทยา ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และบทบาทต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่โดยรวมยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและการทดลองมากกว่าการใช้งานในวงกว้าง

นิคมอุตสาหกรรม

สุดท้ายคาร์บอนแคปเจอร์ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ไม่ได้ง่าย ไม่ถูก และไม่เร็วพอจะเป็นทางออกหลักของวิกฤตภูมิอากาศในเวลานี้ วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดยังคงเป็นการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มพลังงานสะอาด และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาร์บอนแคปเจอร์อาจมีบทบาทสำคัญในบางจุด แต่คงไม่ใช่เทคโนโลยีหลักในการต่อสู้กับโลกร้อน ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ไม่มีเทคโนโลยีไหนเป็นทางออกเดียว แต่เป็นการรวบรวมและผสมผสานการใช้เทคโนโลยีหรือวิธีการต่าง ๆ อย่างถูกต้องและเหมาะสมในการแก้วิกฤตภาวะโลกเดือดนั่นเอง


เขียน : พีรณัฐ วัฒนเสน


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS   

ที่มาข้อมูล : knowledgeportal.okmd, twi-global, reuters, iea, theguardian 

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คาร์บอนแคปเจอร์เทคโนโลยีคาร์บอนคาร์บอนไดออกไซด์ปัญหาโลกร้อนโลกร้อนโลกเดือดภาวะโลกเดือดThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech TechTechnology
พีรณัฐ วัฒนเสน

ผู้เขียน: พีรณัฐ วัฒนเสน

ผู้ที่สนใจการใช้วิทยาศาสตร์มาผลักดันสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานวิจัยหรือการสื่อสารวิทยาศาสตร์

บทความ NOW แนะนำ