ยุคหุ่นยนต์รับใช้มาถึงแล้ว! เปิดเทรนด์การพัฒนาหุ่นยนต์ในปัจจุบัน


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

แชร์

ยุคหุ่นยนต์รับใช้มาถึงแล้ว! เปิดเทรนด์การพัฒนาหุ่นยนต์ในปัจจุบัน

https://www.thaipbs.or.th/now/content/3845

ยุคหุ่นยนต์รับใช้มาถึงแล้ว! เปิดเทรนด์การพัฒนาหุ่นยนต์ในปัจจุบัน

โลกแห่งอนาคตอาจมาเร็วกว่าที่เราคิด เพราะเมื่อไม่นานมานี้ในวันที่ 25 มีนาคม 2026 เมลาเนีย ทรัมป์ (Melania Trump) สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ได้เชิญหุ่นยนต์รูปทรงเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ชื่อว่า Figure 3 เข้ามาที่ทำเนียบขาวเพื่อร่วมงานการประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ Fostering the Future Together ซึ่งหุ่นยนต์ Figure 3 สัญชาติอเมริกันตัวนี้ได้เดินพรมแดงเคียงข้างสตรีหมายเลขหนึ่ง และยังสามารถกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน พร้อมทักทายผู้นำจาก 45 ประเทศทั่วโลกได้ถึง 11 ภาษาอย่างคล่องแคล่วอีกด้วย

หุ่นยนต์ Figure 3 กับ เมลาเนีย ทรัมป์ : ที่มาภาพ AP Photo/Jacquelyn Martin

จะสังเกตได้ว่าหุ่นยนต์ Figure 3 นี้มีรูปลักษณ์ที่สวนทางกับหุ่นยนต์แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม (Factory Arms) ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ประกอบชิ้นส่วนซ้ำไปซ้ำมา หรือไม่ก็แชตบอต (Chatbot AI) ที่ทำได้เพียงพิมพ์โต้ตอบข้อความอยู่หลังหน้าจอ แต่หุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันมีร่างกาย มีแขน มีขา และเคลื่อนไหวได้ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตจริง ๆ สะท้อนถึงเทรนด์การพัฒนาหุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์ที่กำลังมีการแข่งขันระหว่างบริษัทเอกชนทั่วโลกกันอย่างดุเดือด ที่พยายามผลักดันให้หุ่นยนต์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในประจำวันของเรา

สาเหตุหลักที่วิศวกรทั่วโลกพยายามออกแบบให้หุ่นยนต์มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานบนโลกของเรา ไม่ว่าจะเป็นขั้นบันได ลูกบิดประตู ขนาดความสูงของเคาน์เตอร์ห้องครัว หรือแม้แต่เครื่องมืออุปกรณ์ช่าง ล้วนสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับสรีระของมนุษย์โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นแล้วการสร้างหุ่นยนต์ให้มีสองแขนและสองขา จึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด เพื่อให้ผู้ช่วยจักรกลสามารถก้าวเข้ามาทำงานในพื้นที่ของมนุษย์ หรือแม้แต่ทำงานบ้านพื้นฐานอย่างการหยิบจับสิ่งของ พับผ้า และล้างจานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หุ่นยนต์ Figure 3 ขณะทำงานบ้าน : ที่มาภาพ Figure AI

ยกตัวอย่างเช่นหุ่นยนต์รุ่น Figure 3 ที่กล่าวไปข้างต้น ตัวหุ่นยังสามารถทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมตรงหน้าได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย หากมนุษย์ออกคำสั่งให้เก็บจานชามที่ใช้แล้ว หุ่นยนต์จะประมวลผล แตกคำสั่งออกมาว่าจะต้องทำอะไรบ้างภายในคำสั่งนั้น เช่น เริ่มจากการเดินเข้าไปหาจาน แล้วหยิบจานขึ้นมา ต้องใช้แรงบีบที่ปลายนิ้วมากแค่ไหนโดยไม่ให้จานแตก และต้องรักษาสมดุลขณะขยับตัวไปที่ซิงค์น้ำอย่างไร

สาเหตุที่หุ่นยนต์รุ่นใหม่สามารถทำแบบนี้ได้ก็เพราะว่าความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาจนถึงจุดที่สามารถทำหน้าที่เป็นสมองให้กับหุ่นยนต์ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ตัวหุ่นสามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมรอบตัว และตัดสินใจแก้ปัญหาตรงหน้าได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ป้อนคำสั่งล่วงหน้าทีละขั้นตอนเหมือนหุ่นยนต์ในโรงงานอีกต่อไป

นอกจากนี้ในปัจจุบันหุ่นยนต์รูปทรงมีมนุษย์หลายบริษัทใช้โมเดลการมองเห็นด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อเรียนรู้การทำงาน ร่างกายจักรกลสามารถจดจำ สังเกต และเลียนแบบท่าทางการหยิบจับสิ่งของที่มีความประณีตจากการเฝ้ามองมนุษย์สาธิตให้ดูเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติการเรียนรู้ของมนุษย์จริง ๆ

หุ่นยนต์ Atlas ของบริษัท Boston Dynamics ขณะสาธิตความสามารถในการวิดพื้น : ที่มาภาพ Boston Dynamics

ทว่าแม้หุ่นยนต์รุ่นใหม่จะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับพวกเรา แต่หุ่นยนต์ก็ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยความสามารถในการเคลื่อนไหวแบบเดียวกับมนุษย์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือผลงานจากบริษัทบอสตันไดนามิกส์ (Boston Dynamics) ที่ออกแบบระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและข้อต่อแบบพิเศษให้หุ่นยนต์สามารถเหนือมนุษย์ เช่น ตีลังกาหลายตลบ วิ่งหลบหลีกสิ่งกีดขวางด้วยความคล่องแคล่ว สามารถยกวัตถุที่มีน้ำหนักมหาศาล หรือแม้แต่เดินเข้าไปทำงานในพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตรายและสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสุดขั้วได้ต่อเนื่องยาวนาน

เคยมีการเสนอว่าหุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์นี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการสำรวจอวกาศของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบุกเบิก หรือการสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์หรือดาวอังคารล่วงหน้าได้ เนื่องจากหุ่นยนต์ไม่จำเป็นต้องใช้พกออกซิเจนในหายใจ ทนทานต่อรังสีอันตราย และที่สำคัญคือสามารถใช้เครื่องมือช่างทุกชิ้นที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีสุดล้ำนี้ก็สร้างความกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนเช่นกัน เพราะหากความคล่องตัวและพละกำลังมหาศาลของหุ่นยนต์รุ่นใหม่ ๆ มีศักยภาพที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการทหารได้ ถือเป็นความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่โลกต้องเฝ้าระวังและเร่งออกกฎหมายควบคุมให้ชัดเจน ก่อนที่เทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาให้ยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ จะกลายมาเป็นภัยคุกคามต่อตัวเราเอง

ต้นแบบหุ่นยนต์ Valkyrie ขององค์การนาซา : ที่มาภาพ NASA

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์ก็ยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายอยู่ โดยเฉพาะเรื่องอายุแบตเตอรี่ ว่าจะทำอย่างไรให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้ตลอดวัน อย่างตัว Figure 3 ก็ทำงานได้เพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น น้อยกว่าโทรศัพท์มือถือของเราเสียอีก และที่สำคัญที่สุดก็คือการหาวิธีลดต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์เพื่อให้หุ่นยนต์มีราคาที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น มิฉะนั้นแล้วหุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์ก็จะไม่สามารถออกสู่ตลาดจริงได้ และกลายเป็นเพียงแค่ของเล่นในวงการไป

ในท้ายที่สุดแล้ว แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทเอกชนต่าง ๆ ต้องทุ่มเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพัฒนา คือการเตรียมรับมือกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อจำนวนประชากรวัยทำงานทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มนุษยชาติจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องพึ่งพาหุ่นยนต์รูปทรงมนุษย์ที่มีความสามารถทางกายภาพสูง เพื่อเข้ามารับช่วงต่องานที่หนักหน่วงในสายการผลิต และช่วยดูแลประชากรสูงอายุทั่วโลก ซึ่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทรงมนุษย์นี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจของพวกเราทุกคนให้เดินหน้าต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้

 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : mashable, hindustantimes, figure, builtin, bostondynamics


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หุ่นยนต์รับใช้หุ่นยนต์Robotเมลาเนีย ทรัมป์Melania TrumpHumanoid RobotFigure AIFigure 3เทคโนโลยีThai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech TechTechnology
ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

ผู้เขียน: ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

หนุ่มเนิร์ดที่เคยฝันอยากทำงานให้ NASA แต่ได้กลายมาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แทน

บทความ NOW แนะนำ