องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า มีสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะกลับมาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกพุ่งสูงขึ้น “เกือบทุกที่” และอาจมีความรุนแรงมากทีเดียว เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ รับผลกระทบผ่อนหนักเป็นเบา
รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ปีนี้สภาวะเอลนีโญจะกลับมาอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม
โดย WMO ลังเลที่จะใช้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” เนื่องจากไม่ใช่คำทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง แต่สัญญาณทั้งหมดบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้จะรุนแรง แบบจำลองการพยากรณ์ของ WMO ระบุว่านี่จะเป็น “เหตุการณ์ที่รุนแรง”
Wilfran Moufouma Okia หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์สภาพอากาศขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กล่าวในแถลงการณ์ว่า หลังจากช่วงเวลาที่สภาพอากาศเป็นกลางในช่วงต้นปี ขณะนี้แบบจำลองสภาพอากาศมีความสอดคล้องกันอย่างมาก โดยมีความมั่นใจสูงว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะเริ่มต้นขึ้น และจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกในอีกหลายเดือนข้างหน้า

ปรากฏการณ์เอลนีโญ 2026 จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร?
หากเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญขึ้น มันจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงมากมายต่อสภาพภูมิอากาศและรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าฤดูกาลเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ปี 2026 มีแนวโน้มที่จะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงกว่าปกติ “เกือบทุกที่” ผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษในอเมริกาเหนือตอนใต้ อเมริกากลาง และแคริบเบียน รวมถึงยุโรปและแอฟริกาเหนือ ปริมาณน้ำฝนก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน แม้ว่าจะมีความผันแปรอย่างมากในแต่ละภูมิภาคก็ตาม
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมินี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปี 2026 เป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ ปรากฏการณ์เอลนีโญสามารถเพิ่มอุณหภูมิโลกได้ และยังเพิ่มโอกาสที่จะเกิดความร้อนสูงเป็นประวัติการณ์ รวมถึงภัยแล้ง ไฟป่า และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอื่น ๆ อีกด้วย
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : iflscience
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









