เอ่ยชื่อ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เขาคือหนึ่งในคนทำงานสารคดีรุ่นใหม่ ที่มีผลงานผ่านตาผู้ชมสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกับสไตล์การเล่าเรื่องแบบเรียล ๆ อันเป็นที่มาของช่องรายการ “เถื่อน Channel” ในแพลตฟอร์มยูทูบ ที่เจ้าตัวมักปล่อยผลงานการเดินทางออกไปยังดินแดนที่ได้ชื่อว่า “มีความอันตรายสูง” ชนิดที่บางแห่งยังมีเศษซากปรักหักพัง และยังปรากฎร่องรอยแห่งความสูญเสียอยู่อย่างชัดเจน
ทั้งหลายทั้งปวง เขาไม่ได้ถ่ายทอดเพื่อความเมามัน หรือเสพติดความรุนแรงแต่ประการใด เพียงแต่นี่คือการสะท้อนเรื่องราวความขัดแย้ง ที่ไม่ว่าโลกจะก้าวล้ำนำสมัยไปสักแค่ไหน หากแต่ “ความขัดแย้ง” ที่ขึ้นชื่อว่า เกิดจากน้ำมือมนุษย์อย่างเรา ๆ นั้น ยังคงปรากฏอยู่ ไม่ต่างอะไรจากในวันวาน
มนุษย์ยังมีความขัดแย้ง มนุษย์ยังคงห้ำหั่น และมนุษย์ยังทำสงครามใส่กันหมือนที่เคยเป็นมา…
ล่าสุด วรรณสิงห์นำผลงานสารคดี ซีรีส์ที่ชื่อว่า เถื่อน Travel Bad Bad World ออนแอร์ใน Thai PBS ความยาวทั้งสิ้น 7 ตอน แน่นอนว่า เป็น 7 ตอนที่ถ่ายทอดเรื่องราวพื้นที่อันตรายของโลก ซึ่งเจ้าตัวใช้เวลากว่า 3 ปี ออกเดินทาง และเก็บเกี่ยวเรื่องราว ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานชิ้นนี้
Thai PBS ชวนวรรณสิงห์มาพูดคุยถึงการทำงานครั้งล่าสุด ช่วงเวลา 3 ปี กับพื้นที่ที่ได้ชื่อว่า “อันตราย” ความเถื่อนครั้งนี้มีนัยยะสำคัญอะไรต่อตัวเขา และซีรีส์ Bad Bad World กำลังจะบอกอะไรกับคนดูกันบ้าง ติดตามได้จากบทสนทนาชิ้นนี้

จุดเริ่มต้นและการเรียนรู้จากซีรีส์ เถื่อน Travel Bad Bad World
แม้ชื่อซีรีส์จะตีความหมายได้ไม่ยากว่า สถานที่ไป ต้องเป็นสถานที่ที่อันตรายและเลวร้าย แต่จุดประสงค์แรกเริ่มของโปรเจกต์ Bad Bad World วรรณสิงห์บอกว่า เขาไม่ได้ตั้งโจทย์จากการต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่อันตรายของโลกเพียงอย่างเดียว แต่เจ้าตัวต้องการยกระดับการทำงานเชิงสารคดีให้มีความลุ่มลึกมากขึ้นกว่าเดิม
“ผมทำงานสารคดีมาสิบกว่าปี เราอยากหาสิ่งที่มันเติมเต็ม ทั้งในเชิงจิตใจ และในเชิงการพัฒนาในงานของเราไปด้วย” วรรณสิงห์เริ่มต้นเล่าถึงงานของเขา พร้อมกับบอกว่า ในมุมของคนทำสารคดี เขาอยากใช้เวลากับชิ้นงานให้มากขึ้น
“เราอยากเล่าเรื่องให้มันลึก มัน deep ขึ้น มากกว่าแค่ไปแตะหลาย ๆ เรื่องแค่ผิวเผิน นอกจากนี้ ในฐานะคนทำสารคดี เราอยากทำงานศิลปะให้ดีขึ้น อยากเล่าเรื่องที่มันลึกซึ้งและสำคัญ ทั้งกับตัวเราเอง และกับโลกมากขึ้น“
3 ปี กับการทำงานในพื้นที่อันตราย แถมยังไปคนเดียว วรรณสิงห์บอกว่า เขาได้ประสบการณ์แบบแน่น ๆ ทั้งในมุมคนทำงาน และประสบการณ์ชีวิต
“ทักษะเรื่องการถ่ายทำ ผมอัปเลเวลขึ้นมาก เวลาเราเข้าไปในสถานที่หนึ่ง เราสามารถแตกช็อตภาพในหัวได้ทันที เพราะในสถานการณ์จริง เราต้องตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที บางเหตุการร์เราไม่สามารถบอกให้เขาทำซ้ำได้ ดังนั้น การตัดสินใจจึงมีความสำคัญ”
“ความได้เปรียบในการทำงานคนเดียวคือ เราเป็นทั้งตากล้อง คนเล่าเรื่อง คนเขียนบท ทุกอย่างอยู่ในหัวเรา แต่ในคราวเดียวกัน ก็มีข้อเสีย คือเราไม่สามารถวานคนอื่นให้ช่วยได้ เช่น ช่วยไปเก็บภาพตรงนี้ ตรงนั้น เราต้องเก็บทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วการย้ายตำแหน่งตัวเอง บางทีก็เป็นเรื่องยาก ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตรงนั้น มีความเสี่ยงสูงไหม บางครั้งทุกอย่างก็ไม่ได้แปลเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่ากระบวนการพวกนี้จะอยู่ในหัวเราอยู่ตลอด”
“ตลอด 3 ปีที่ทำงานโปรเจกต์นี้ มันมีหลายด้านของตัวเองที่เปลี่ยนไป ด้านหนึ่งคือ พวกความรู้สึกที่อยากท้ามฤตยู มันหายไปจากตัวเรา รวมทั้งการอยากพิสูจน์ตัวอง เพียงเพื่อจะได้ไปเข้าใกล้ความตายเรื่อย ๆ ดูเป็นเรื่องไร้สาระมากขึ้นเยอะ”

วรรณสิงห์เล่าด้วยรอยยิ้ม พร้อมบอกต่อว่า ยิ่งไปเห็นภาพความขัดแย้ง ภาพความสุดขั้วที่ต่างไปจากชีวิตปกติ ยิ่งทำให้เขา “ปล่อยวาง” มากขึ้น
“ถ้าตัวเราวันนี้ กลับไปเห็นตัวเราแต่ก่อน ซึ่งมีความอยากไปท้าความตายในสงคราม เราก็คงชี้หน้าหัวเราะเยาะ แล้วก็คงบอกว่า ไอ้หนุ่ม ใจเย็น ๆ (หัวเราะ) แต่กว่าที่ไอ้หนุ่มคนนั้น จะเดินมาเป็นไอ้แก่ในวันนี้ เขาก็ต้องผ่านประสบการณ์มาก่อน ซึ่งพอผ่านปุ๊บ ก็เข้าใจได้ว่า สิ่งที่ไปประสบ มันไม่มีอะไรหรอก เหมือนกับคนไปเดินเขา ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยขึ้นไปที่ยอดเขามาก่อน คงรู้สึกว่ามันต้องมีอะไรอยู่บนยอดแน่เลย แต่ในมุมกลับกัน คนที่เดินมาบ่อยแล้ว คงรู้สึกว่า ไปแล้วไปอีกทำไม”
“เพราะฉะนั้น ถามผมในวันนี้ ให้ผมไปเสี่ยงตายอีก ผมก็จะตอบว่า ไม่ไปแล้ว (ยิ้ม) เพราะรู้สึกไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับตัวเองแล้ว แต่กับผมอื่นผมไม่รู้นะ แต่กับตัวเอง เราไม่ได้อยากจะต้องไป เพียงเพื่อยังต้องไปต่อ เพื่อให้รอดมาทุกครั้ง ซึ่งในความจริง ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะรอดได้ทุกครั้ง”
อีกหนึ่งในการเรียนรู้ ที่ได้จากการทำงานโปรเจกต์ Bad Bad World คือมุมมองที่มีต่อโลก ตลอดจนการขอบคุณโลก ที่เปิดโอกาสให้เขาได้นำเรื่องราวต่าง ๆ มาถ่ายทอดในสารคดีนี้
เรารู้สึกเคารพโลก เคารพเจ้าของเรื่องราวในทุก ๆ เรื่องที่ได้ไปถ่ายทำ คำว่าเคารพตรงนี้ คือการรู้สึกขอบคุณ ที่ให้โอกาสเราเป็นผู้เล่าเรื่องที่มันใหญ่ขนาดนี้ ผมไม่เคยมองว่า ตัวเองเป็นผู้แบกกล้องไปถ่ายสงคราม แต่มองตัวเองเป็นเหมือนท่อ ท่อที่ลำเลียงเรื่องจากส่วนหนึ่งของโลก ไปสู่อีกส่วนหนึ่งของโลก
“การได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการเล่าเรื่องนี้ มันเป็นโอกาสพิเศษในชีวิตของคน ๆ หนึ่งมาก ๆ มันเติมเต็มความรู้สึกอย่างหนึ่งคือ เราอยากทำอะไรที่มีความหมายกับโลก แล้วพอได้ทำ เรารู้สึกขอบคุณผู้ลี้ภัยทุกคน ขอบคุณทหาร ขอบคุณลิง ขอบคุณปลาทุกตัวที่เราถ่ายทำ มันรู้สึก appreciate โลกใบนี้ ซึ่งพอเรา appreciate ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มันก็ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตนโดยอัตโนมัติ”

เถื่อน Travel Bad Bad World : โลกและความขัดแย้งอันเป็นนิรันดร์
ชื่อ “เถื่อน Travel” ได้มาเพราะเดินทางไปในที่ที่ยาก หากไม่นับ 7 ตอนในซีรีส์ Bad Bad World ที่ผ่านมา วรรณสิงห์เดินทางไปสัมผัสกับ “พื้นที่อันตราย” มาไม่น้อย สะท้อนเป็นอย่างดีว่า โลกนี้ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
“สงครามที่เกิดขึ้นบนโลก ถ้าเป็นมิติทางการเมือง อันนี้ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ผมก็ฟังคนอื่นเขาวิเคราะห์เหมือนกัน แต่จากการที่ผมมีโอกาสเดินทางและได้ไปเห็นกับตา เราไม่ได้มองสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แยกออกจากกัน แต่กลับเป็นสิ่งเชื่อมโยงกัน เช่น ในสถานที่หนึ่งบนโลก ที่กำลังเกิดวิกฤต แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกที่หนึ่งบนโลก ที่กำลังจบวิกฤต แล้วกำลังจะได้เติบโต”
“ผมยกตัวอย่าง ในขณะที่สงครามอิหร่านเริ่มคุกรุ่น สงครามในซีเรียที่เพิ่งจบไป 13 ปี ตอนนี้เขากำลังสร้างประเทศใหม่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น คือเรามีโอกาสเห็นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดพร้อม ๆ กัน”
“แล้วมันเป็นวัฏจักรที่ชัดเจนมาก ๆ โดยมักจะเริ่มต้นจากการเกิดขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ขยายใหญ่ แล้วก็ขัดแย้ง ปะทะ ถูกทำลาย แล้วก็เกิดใหม่ มันเป็นวัฏจักรที่วน ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพียงแค่ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มันวนกว้างขึ้น และวนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนของพวกเรา (ประชากร) และตามความเร็วของการเดินทางของข้อมูลและพลังงานบนโลกใบนี้”
“ซึ่งพอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด มันทำให้เรารู้สึกว่า จุดจบของมนุษยชาติ ดูเป็นเรื่องที่เบาขึ้น มันก็แค่สปีชีส์หนึ่ง ที่โผล่ขึ้นมาแล้วก็ทำอะไรที่ไม่เหมือนขาวบ้าน เสร็จแล้วเดี๋ยวก็หายไป ซึ่งทุกอย่างในจักรวาลมันหายไปจริง ๆ เดี๋ยวพวกเราก็หายไป ดวงอาทิตย์เดี๋ยวก็ดับ ในวันหนึ่ง ไม่ใช่วันนี้นะ (ยิ้ม)”
ในมุมมองของวรรณสิงห์ ดูหมือน “ความขัดแย้ง” จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ดำเนินไปคู่กับโลก แต่หากมองอย่างเข้าใจ มนุษย์สามารถที่จะเลือกที่จะปฏิบัติต่อความขัดแย้งในมุมที่ดีขึ้นได้
ความขัดแย้งไม่หายไปในโลกนี้ ตราบใดที่สรรพสิ่งทุกอย่าง ยังอยู่ในกฎที่ทรัพยากรมีจำกัดแล้วต้องแย่งกัน ไปดูในป่าก็ได้ครับ ต้นไม้ก็แย่งกันโต เพื่อไปเอาแสงแดด แล้วต้นที่อยู่ข้างล่างที่ไม่ได้แสงแดดก็ตาย
“คือตราบใดถ้ากฎของจักรวาลยังเป็นเช่นนี้ พลังงานยังมีจำกัด ทรัพยากรยังมีจำกัด แล้วทุกคนมีความต้องการอยากมีชีวิตต่อไป การแก่งแย่งย่อมเกิดในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด แต่ว่าการแก่งแย่งและแข่งขันนั้น ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การฆ่ากัน สมมติบางที่มีทรัพยากรมากพอ มันอาจจะมีโอกาสที่เราจะแชร์กันได้ แล้วมนุษย์จะเป็นสิ่งเดียวที่ถึงจุดหนึ่ง ถ้าเราพัฒนาทางจิตใจไปกว่านี้ โอกาสในการหาวิธีแชร์กันแบบสมเหตุสมผล มันน่าจะเกิดได้มากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งอาจจะเข้าใจแค่ภาษาเดียว คือการขัดแย้งต้องใช้กำลัง เพราะฉะนั้น มนุษย์เราก็มีด้านที่มืดที่สุด และด้านที่สว่างกว่าสิ่งอื่น ๆ อยู่ในตัวพวกเราทั้งคู่”
วรรณสิงห์บอกต่อว่า แม้โลกจะยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ในฐานะปัจเจกบุคคล เราสามารถเลือกที่จะมีวิธีคิดที่ส่งเสริมให้เกิดสันติสุขขึ้นได้
“ในฐานะปัจเจกบุคคล แทนที่เราจะมองว่า คนเดียวทำอะไรไม่ได้หรอก เราไม่มีคุณค่าขนาดนั้น ในมุมกลับกัน เรากลับมีสิทธิ์เลือกได้ว่า เราจะไม่เกลียดชังใคร เราจะมีเมตตาต่อผู้อื่น เราจะเคารพสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ โอเค มันอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนกระแสของมนุษยชาติโดยรวมได้ แต่ว่าในโลกที่เราสร้างให้ตัวเราเอง มันเปลี่ยนแปลงได้อย่างเต็มที่มาก ๆ แล้วพออยู่ในจุดที่เราสามารถส่งเรื่องราวเหล่านี้ ผ่านงานศิลปะของเราออกไปให้คนอื่นได้ มันก็พอจะมีโอกาสที่จะส่งความรู้สึกที่ดีแบบนี้ไปให้กับคนอื่นด้วยเช่นกัน”

เถื่อน Travel Bad Bad World : การขอบคุณโลกกว้างที่สร้างการตื่นรู้
แม้จะเป็นพื้นที่อันตราย และไม่ง่ายต่อการทำงาน แต่ทุก ๆ สถานการณ์ที่ผ่านมา ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในความเป็นไปของโลก ซีรีส์ Bad Bad World จึงไม่ใช่แค่การออกไป “เสี่ยง” เพื่อให้ได้ภาพที่หาดูยากกลับมา แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นโลกเดียวกัน แต่โลกที่เราอยู่นั้น กลับมีความแตกต่างกันเหลือเกิน
“ยิ่งไปเห็นสงครามยิ่งรู้สึกว่า มันทั้งเห็นใจผู้อื่น และทั้งปล่อยวางไปพร้อม ๆ กัน พูดง่าย ๆ ในระดับบุคคล ยิ่งเห็นใจแล้วก็เข้าใจมากขึ้น แต่ในระดับมหภาค เรายิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า นี่คือสิ่งที่มันต้องเป็นไป”
“การเดินทางทำให้เรารู้สึกว่า เวลาเจอเรื่องที่ดีและรู้สึกขอบคุณ เราจะเก็บความขอบคุณนั้นไว้ในใจ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ มันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเยอะ กับการขอบคุณทุกสิ่งได้ เรื่องบางเรื่องเราอาจจะเคยอ่านจากหนังสือปรัชญา แต่เราไม่เคยมีโอกาสประสบกับสิ่งนั้นในเชิงประสบการณ์ เราแค่เข้าใจมันในเชิงคอนเซปต์ แต่พอได้ออกไปเจอกับเรื่องจริง มันทำให้เราเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น”

3 ปีกับการทุ่มเทเวลากับโปรเจกต์ Bad Bad World เรื่องความคาดหวังในฐานะคนทำงาน วรรณสิงห์บอกว่า ยอดวิวยังเป็นสิ่งที่วัดความสำเร็จของผลงานเช่นเคย แต่ที่เหนือไปกว่านั้น คือการได้สร้างคุณค่าบางอย่าง ทั้งกับตัวคนทำงาน และกับคนดู ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าตัวให้ความสำคัญที่สุด
“ตัวเลขยังมีผลต่อการทำงาน ซึ่งถ้าตัวเลขดี เราก็ปล่อยให้ตัวเองดีใจสัก 5 นาที จากนั้นค่อยไปต่อ (หัวเราะ) เราเคยผ่านชีวิตที่คุณค่าตัวเองยึดโยงกับตัวเลขพวกนี้มาแล้ว ซึ่งมันมีแต่ความทุกข์รออยู่ วันที่ตัวเลขเยอะ เราก็พองโตแหละ แต่ว่าพอเยอะปุ๊บ เดี๋ยวสักวันมันก็ต้องน้อยลง บางทีคุณได้สองแสนวิวในวันนี้ คุณอาจจะดีใจ แต่ถ้าคุณเคยได้ล้านวิวมาก่อน สองแสนวิวดูขี้ปะติ๋วไปเลย”
“เกมแบบนี้เราเล่นมาหลายปีแล้ว ซึ่งเราเบื่อกติกา แถมผู้กำหนดกติกาตอนนี้ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ เป็นเครื่องจักรที่ไม่รู้เอาอะไรมาเสิร์ฟให้คนดู ดังนั้น ทำสิ่งที่มันมีค่ากับเราตั้งแต่เราได้ทำมันดีกว่า แค่นี้มันก็เติมเต็มเราแล้ว แล้วปล่อยที่เหลืออีกสัก 20-30% ให้เป็นเรื่องของผลลัพธ์ อย่างที่บอกว่าตัวเลขยังมีผล แต่ว่าอย่าให้มันเป็นส่วนใหญ่ของคุณค่าของงาน เท่านั้นเอง”

ไม่มีใครชื่นชม “สงคราม” แต่โลกก็ยังดำเนินไปร่วมกับ “ความขัดแย้ง” ซีรีส์ เถื่อน Travel Bad Bad World อาจเป็นภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของความเป็นจริงเหล่านี้ คำตอบของซีรีส์อาจไม่ใช่วิธีการหยุดยั้งสงคราม แต่คือการพยายามเข้าใจกลไกความแตกต่างของความเป็นมนุษย์
“สงครามไม่ได้เกิดจากความโลภของใครคนใดคนหนึ่ง ในความเป็นจริง มันมีสมการมากกว่านั้น มองในแง่สังคม มนุษย์อาจจะมีกิเลส มีดี มีชั่ว ปะปนกันไป แต่พอรวมเป็นสังคมขนาดใหญ่ ทุกคนแทบจะมุ่งไปทิศทางเดียวกัน คือการขยาย การเติบโต การบริโภค และสุดท้าย ลงเอยด้วยการขัดแย้ง แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งที่เราทำได้ คือเลือกที่จะไม่เกลียดชัง และไม่เหมารวม ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม”
“สันติสุข” อยู่ที่ใจ และความขัดแย้ง ไม่ใช่ของที่ควรสะสม ติดตามซีรีส์ เถื่อน Travel Bad Bad World ทุกวันอังคาร เวลา 21.30 น. ซีรีส์ 7 ตอนที่จะทำให้เราเข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น
ภาพถ่ายบุคคลโดย: พิสิษฐ์ กองแก้ว
อ่านเรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









