ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมปี 2026 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปล่อยเอกสาร รูปภาพ และวิดีโอลับมากมาย ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ผิดปกติที่ไม่สามารถอธิบายได้หรือ UAP (Unidentified Anomalous Phenomenon) ออกมาสู่สายตาสาธารณชนครั้งใหญ่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ประเด็นเรื่องมนุษย์ต่างดาวกลับมาเป็นที่พูดคุยหลักในสังคมอีกครั้ง ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์ จะสั่งให้มีการปล่อยข้อมูลเพิ่มเติมขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 22 พฤษภาคม
โดยคลังข้อมูลที่เปิดเผยออกมาส่วนใหญ่ล้วนเต็มด้วยภาพและรายงานถึงวัตถุแปลกประหลาดมากมาย ซึ่งถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ช่วงปี 1945 ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น จุดแสงปริศนาเรียงตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือพื้นผิวดวงจันทร์ ที่ถ่ายโดยนักบินอวกาศในโครงการอพอลโลเมื่อ 50 กว่าปีก่อนไปจนถึงรายงานการพบเห็นวัตถุโลหะทรงกลมที่เรืองแสงได้บินโฉบไปมาเหนือเขตหวงห้ามทางทหารของสหรัฐฯ
ภาพ UAP ที่เปิดสู่สายตาสาธารณชน : ที่มาภาพ U.S. Department of War
ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปดูข้อสรุปของเอกสารทั้งหมดจากข้อมูลทั้ง 2 ชุด จะพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ก็กลับไม่ได้ฟันธงว่าสิ่งที่เราเห็นคือหลักฐานของยานอวกาศที่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวใช้มาเยือนหรือสำรวจโลก เนื่องจากมีข้อมูลสนับสนุนไม่เพียงพอ แม้ว่าคนในสังคมอยากจะให้ภาพที่เห็นเป็นหลักฐานของเอเลี่ยนมากแค่ไหนก็ตาม กลายเป็นว่าการปล่อยข้อมูลออกมาก็ไม่ได้นำมาซึ่งคำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี จนผู้คนทั่วโลกมีปฏิกิริยาตอบสนองแตกออกไปเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน
โดยกลุ่มแรกคิดว่าภาพและวิดีโอของวัตถุปริศนาส่วนมากสามารถอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ที่องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ปัจจุบันเข้าใจดี ถ้าหากอ้างอิงจากรายงานประจำปี 2024 ของสำนักงาน AARO (All-domain Anomaly Resolution Office) ที่ทำหน้าที่สืบสวนเรื่องนี้โดยตรง ระบุว่าจากการรับแจ้งเหตุ UAP กว่า 757 ครั้ง มีคดีที่สามารถหาคำอธิบายและลบล้างข้อกังขาลงได้เกือบ 40% หรือเกือบ 300 กรณี ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงขยะที่ถูกลมพัดลอยฟ้า ตั้งแต่ถุงพลาสติก ไปจนถึงเต็นท์ตั้งแคมป์ หรือไม่ก็เป็นอุปกรณ์ของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น บอลลูนตรวจอากาศของสถานีวิทยุการบิน โดรนของบริษัทเอกชน และแสงสะท้อนดาวเทียมที่โคจรอยู่บนอวกาศ
ส่วนเคสที่เหลือที่ยังปิดคดีไม่ได้ ก็เป็นเพราะภาพถ่ายมีความละเอียดต่ำเกินกว่าจะนำมาวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่กลุ่มคนที่เหลือคิดว่าเป็นหลักฐานของเอเลี่ยนจริง ๆ ทั้งทางรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ปิดกั้นแนวคิดนี้ เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นเพียงแค่ผู้เปิดเผยข้อมูลเท่านั้น ทำให้ยังคงมีความเป็นไปได้อีกมากมายหลายทางที่เราอาจจะยังคาดไม่ถึง แต่ในท้ายที่สุดแล้วการปล่อยข้อมูลออกมาทั้ง 2 ชุด ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรต่อการศึกษา UAP เท่าใดนัก นอกจากการสร้างคำถามให้คนในสังคมมากขึ้นกว่าเดิมว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังปกปิดอะไรอยู่อีกหรือเปล่า?
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ : ที่มาภาพ AFP / SAUL LOEB
ในทางกลับกันสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการเปิดเผยข้อมูลลับในครั้งนี้ อาจไม่ใช่คำถามที่ว่าเอเลี่ยนเคยมาเยือนโลกจริง ๆ ไหม แต่คือคำถามที่ว่า ทำไมทรัมป์ถึงเลือกที่จะปล่อยเอกสารออกมาแบบหมดหน้าตักในเวลานี้ต่างหาก?
ในมุมหนึ่งผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองต่างมองว่าสาเหตุที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ปล่อยเอกสารลับเรื่อง UAP ออกมาเพราะเขาพยายามแสดงให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลของเขามีความโปร่งใสและมีความจริงใจต่อประชาชนสหรัฐฯ ซึ่งในวันเผยแพร่เอกสารครั้งแรก เขาได้ประกาศว่ารัฐบาลของเขาคือชุดแรกในประวัติศาสตร์ที่กล้าเปิดเผยความจริงเรื่อง UAP
และที่สำคัญก็คือการโยนเรื่องวัตถุลี้ลับที่คนทั่วโลกให้ความสนใจลงมากลางวงสนทนาของสังคม ก็อาจเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื้อฉาวที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถูกโจมตีอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะเรื่องของแฟ้มเอปสตีน (Epstein File) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่รวบรวมรายชื่อลูกค้าและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) มหาเศรษฐีผู้ล่วงลับที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศระดับโลก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าในแฟ้มนี้เต็มไปด้วยรายชื่อของนักการเมืองและผู้ทรงอิทธิพลระดับสูงมากมาย
เจฟฟรีย์ เอปสตีน
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2025 ทรัมป์ได้ลงนามผ่านกฎหมายให้เปิดเผยแฟ้มลับเอปสตีนทั้งหมดสู่สาธารณะ แต่กระบวนการดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ยังคงถูกปิดกั้นไว้อยู่ จนกระทั่งในเดือนมีนาคมปี 2026 ฝ่ายตุลาการศาลสหรัฐฯ ก็อนุมัติให้ปล่อยข้อมูลระลอกใหม่ออกมาทั้งหมด ซึ่งได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จนนำไปสู่การจับกุมและการลาออกของบุคคลสำคัญมากมาย รวมถึงการสั่งปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสความโกรธแค้นอย่างรุนแรงจากประชาชนที่มองว่ารัฐบาลของทรัมป์พยายามปกป้องอาชญากรค้ามนุษย์ที่มีอำนาจบางคนอยู่ ส่งผลให้ความนิยมของทรัมป์ร่วงลงอย่างหนัก ดิ่งลงไปแตะระดับ 37% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยที่สอง ตามการรายงานของ The Economist
มิหนำซ้ำสถานการณ์ทางการเมืองของทรัมป์ก็ยิ่งเผชิญกับวิกฤตหนักขึ้นไปอีก เมื่อปัญหาความเชื่อมั่นภายในประเทศถูกซ้ำเติมสงครามในประเทศอิหร่านที่ได้เข้าไปขัดขวางเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าครองชีพของชาวอเมริกันและคนทั่วโลกพุ่งกระฉูด
สงครามในตะวันออกกลาง : ที่มาภาพ AP Photo
การเปิดเผยข้อมูลเรื่อง UAP ในจังหวะที่วิกฤตทางการเมืองกำลังถาโถมทรัมป์ จึงอาจเป็นกลยุทธ์แย่งชิงพื้นที่สื่อที่แยบยลจากศึกหนักสองด้าน ทั้งคดีฉาวในบ้านและสงครามราคาพลังงานนอกบ้าน เพราะแทบจะไม่มีเรื่องไหนที่จะดึงดูดความสนใจของสำนักข่าวและกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนทั่วโลกได้ดีไปกว่าเรื่องของมนุษย์ต่างดาวอีกแล้ว นับเป็นการเปลี่ยนหัวข้อบทสนทนาของสังคมจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากการตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ก็กลายเป็นประเด็นเรื่องเอเลี่ยนไปโดยปริยาย
ท้ายที่สุดแล้ว คำกล่าวอ้างที่ยิ่งใหญ่ ก็ย่อมต้องการหลักฐานที่ยิ่งใหญ่มารองรับเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัตถุบินได้ปริศนาบนท้องฟ้า หรือความลับที่ซ่อนอยู่ในแฟ้มคดีระดับโลกก็ตาม เพราะฉะนั้นแล้วเราไม่ควรปล่อยให้ความตื่นตาตื่นใจเรื่องเอเลี่ยนมาบังสายตา จนลืมตั้งคำถามหาเหตุผลจริง ๆ ที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังการเปิดเผยข้อมูลเรื่อง UAP ของชายที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : U.S. Department of War, jbsa, guim, economist, capital
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









